แสดงกระทู้

This section allows you to view all posts made by this member. Note that you can only see posts made in areas you currently have access to.


Topics - billcudror1122

หน้า: [1] 2 3 4
1

สมุนไพรหมีเหม็น
หมีเหม็น Litsea glutinosa C.B. Rob.
บางถิ่นเรียกว่า หมีเหม็น มะเย้อ ยุบเหยา (เหนือ, ชลบุรี) กำปรนบาย (ซอง-เมืองจันท์) ดอกจุ๋ม (จังหวัดลำปาง) ตังสีไพร (พิษณุโลก) ทังบประมาณวน (ปัตตานี) มือเบาะ (มลายู-ยะลา) ม้น (ตรัง) หมี (อุดรธานี, จังหวัดลำปาง) หมูทะลวง (เมืองจันท์) หมูเหม็น (แพร่) เส่ปียขู้ (กะเหรี่ยง-แม่ฮ่องสอน) อีเหม็น (กาญจนบุรี จังหวัดราชบุรี)
สมุนไพร ไม้พุ่ม สูง 2-5 ม. กิ่งมีสีเทา ใบ โดดเดี่ยว ออกเรียงสลับ ชอบออกเป็นกรุ๊ปหนาแน่นที่ปลายกิ่ง ใบรูปรี หรือรูปไข่กลับ หรือค่อนข้างจะกลม กว้าง 4-10 เซนติเมตร ยาว 7-20 ซม. ปลายใบเรียวแหลม หรือ กลม โคนใบสอบเป็นครีบหรือกลม ขอบของใบเรียบ หรือเป็นคลื่นเล็กน้อย ด้านบนสะอาดเป็นเงา ด้านล่างมีขน เส้นใบมี 8-13 คู่ ด้านล่างเห็นได้ชัดกว่าข้างบน ก้านใบยาว 1-2.5 ซม. มีขน ดอก ออกตามง่ามใบเป็นช่อ แบบซี่ร่ม ก้านช่อยาว 2-6 เซนติเมตร มีขน ใบแต่งแต้มมี 4 ใบ มีขน ก้านดอกย่อยยาว 5-6 มิลลิเมตร มีขน ดอกเพศผู้ ช่อหนึ่งมีโดยประมาณ 8-10 ดอก กลีบรวมลดรูปจนกระทั่งเหลือ 1-2 กลม ไหมเหลือเลย กลีบรูปขอบขนาน ขอบกลีบมีขน เกสรเพศผู้มี 9-20 อัน เรียงเป็นชั้นๆก้านเกสารมีขน ชั้นในมีต่อมกลมๆที่โคนก้าน ต่อมมีก้าน อับเรณูรูปรี มี 4 ช่อง เกสรเพศเมียเป็นหมันอยู่กึ่งกลาง ดอกเพศภรรยา กลีบรวมลดรูปกระทั่งไม่มี หรือเหลือแค่น้อย เกสรเพศผู้เป็นหมันเป็นรูปช้อน เกสรเพศเมียไม่มีขน รังไข่รูปไข่ ก้านเกสรเพศเมียยาวโดยประมาณ 1-2 มิลลิเมตร ปลายเกสรเพศเมียรูปจาน ผล กลม เมื่ออ่อนสีเขียว เมื่อแก่สีดำ ผิวเป็นมัน ก้านผลมีขน

นิเวศน์วิทยา
: ขึ้นในป่าเบญจพรรณชื้น รวมทั้งป่าดงดิบทั่วไป
สรรพคุณ : ราก เป็นยาฝาดสมาน แล้วก็ยาบำรุง ต้น ยางเป็นยาฝาดสมานแก้บิด ท้องเสีย กระตุ้นความรู้สึกทางเพศ ทาแก้พิษแมลงกัดต่อย แก้ปวด บดเป็นผงผสมกับน้ำหรือนม ทาแก้แผลอักเสบ แล้วก็เป็นยาห้ามเลือด ใบ มีเยื่อเมือกมาก ใช้เป็นยาฝาดสมาน แล้วก็แก้อาการระคายเคืองของผิวหนัง ตำเป็นยาพอกบาดแผลนิดๆหน่อยๆผล กินได้แล้วก็ให้น้ำมัน เป็นยาถูนวดแก้ปวด rheumatism  เม็ด ตำเป็นยาพอกฝี

2

สมุนไพรเขือง
เขือง Leea rubra Blume เขือง (ภาคกึ่งกลาง)
       ไม้พุ่ม ขนาดเล็กครึ่งไม้ล้มลุก สูงได้ถึง 3 ม. หูใบเป็นปีกแคบๆกว้าง 0.3-0.5 ซม. ยาว 2-4 ซม. ใบ เป็นใบประกอบแบบขน 2 ถึง 4 ชั้น ใบย่อยมีเยอะมาก แกนกลางใบ ยาวราว 5-2.5 ซม. ใบย่อยรูปไข่ ถึงรูปขอบขนานแกมรูปไข่ กว้าง 1.5-4 เซนติเมตร ยาว 4-8 เซนติเมตร ปลายใบแหลมถึงเรียวแหลมสั้นๆโคนใบกลมถึงแหลม ขอบของใบจักมนๆถึงจักแบบฟันเลื่อยตื้นๆเนื้อใบบางและก็เหนียวเหมือนแผ่นกระดาษ เกลี้ยง หรืออาจจะมีขนบางส่วนตามเส้นใบ เส้นใบมี 5-10 คู่ อาจมีขนเล็กน้อย ก้านใบย่อยยาว 2-5 มม. มักมีปีก ก้านใบประกอบยาว 2-8 ซม. สมุนไพร ดอก ออกเป็นช่อแน่น ยาว 8-14 เซนติเมตร มีขนสีสนิมปกคลุม ริ้วแต่งแต้มสามเหลี่ยม มองเห็นไม่ชัดเจน ก้านช่อดอกยาว 3-8 เซนติเมตร แตกกิ่งก้านสาขาจำนวนมาก กลีบเลี้ยงโคนเชื่อมติดกัน ปลายแยกเป็นแฉกแหลม 5 แฉก ยาว 2-2.5 มม. หมดจด กลีบโคนเชื่อมติดกันเป็นหลอดยาว 2-3 มม. ปลายแยกเป็น 5 กลีบ ยาว 1.5-2.5 มิลลิเมตร เกสรเพศผู้มี 5 อัน ติดอยู่ที่หลอดเกสรเพศผู้ ยาว 1.2-2 มิลลิเมตร รังไข่ 1 อัน มี 4-6 ช่อง ก้านเกสรเพศเมียยาว 1-2 มม. ผล เส้นผ่านศูนย์กลาง 8-10 มม. สีแดงเข้ม มี 6 เมล็ด

นิเวศน์วิทยา : ขึ้นในป่าดิบแล้ง ตามท้องทุ่งและป่าละเมาะทั่วไป
สรรพคุณ : ราก ตำเป็นยาพอกโดยผสมกับอาร์เซนิคขาว แก้โรคโรคกุฏฐังและก็ดื่มน้ำยางจากต้นไปพร้อมๆกัน น้ำต้มราก เป็นยาบำรุงธาตุและก็แก้เจ็บท้อง ใบและก็ราก ต้มน้ำดื่มเพื่อช่วยทำให้แผลหายเร็วขึ้น ต้น ยาชงจากต้นกินแก้บิด ผล กินแก้บิดรวมทั้งแก้โรคกุฏฐัง  เม็ด ผสมกับน้ำเชื่อม กินเป็นยาขับพยาธิ แต่จะมีอาการเมาเล็กน้อย

3

สมุนไพรใบระนาด
ชื่อท้องถิ่นอื่น  ใบระนาด , ผักระบาด (ภาคกึ่งกลาง) เมืองมอน (จ.กรุงเทพฯ)
ชื่อวิทยาศาสตร์  Argyreia nervosa (Burm.f.) Bojer
ชื่อพ้อง Argyreia speciosa (L.f.) Sweet
ชื่อวงศ์  CONVOLVULACEAE
ชื่อสามัญ Bai rabaat.
ลักษณะทั่วไปทางพฤกษศาสตร์
ไม้เถา (ExC) ลักษณะเลื้อยยาว ตามลำต้นและกิ่งมีขนนุ่มสีขาวหรือน้ำตาลปนเหลือง หนาแน่น มียางเหนียวสีขาว
ใบ เป็นใบผู้เดียว ลักษณะใบรูปไข่หรือรูปกลม กว้าง 8-25 ซม. ยาวราว 10-30 เซนติเมตร ปลายใบมน แหลมหรือแหลมเป็นหาง มีติ่งเล็กสั้น โคนใบรูปหัวใจเว้าลึก แผ่นใบหมดจดหรือค่อนข้างจะสะอาด ด้านท้องใบมีขนคล้ายเส้นไหมสีขาว เทาหรือน้ำตาลแกมเหลือง หนาแน่น เส้นกลางใบ รวมทั้งเส้นใบจะเด่นชัดทางด้านท้องใบ เส้นกิ้งก้านใบมีจำนวนมากเรียงขนานกันเป็นขันบันได ก้านใบสั้นกว่า หรือยาวพอๆกับตัวใบ
สมุนไพร ดอก ออกใกล้เป็นช่อ ก้านช่อดอกแข็ง ยาวถึง 20 เซนติเมตร ก้านดอกสั้นเป็นเหลี่ยม ใบแต่งแต้มใหญ่ ลักษณะรูปไข่ขอบขนาน หรือรูปรี ยาว 3.5-5 ซม. ปลายเรียวแหลมคม ด้านนอกมีขนนุ่มฟู ภายในหมดจด หลุดร่วงง่าย กลีบรองกลีบรูปรีกว้าง ปลายใบมนหรือแหลม และก็สองกลีบนอกยาว 15 ม.ม ส่วนสามกลีบในสั้น ข้างนอกนั้น มีขนสีขาวนุ่มหนาแน่น ด้านในสะอาด กลีบดอกใหญ่ เชื่อมชิดกันเป็นรูปท่อหรือกรวย ยาว 6 เซนติเมตร สีม่วงปนชมพู ลาบกลีบจักเป็นแฉกตื้นๆที่บริเวณกลางกลีบแต่ละกลีบมีขนุ่มหนาแน่น ก้านเกสรผู้มีขนปุกปุยที่โคน
ผล ลักษณะกลม เส้นผ่านศูนย์กลางราวๆ 2ซม. ปลายมีติ่งสีน้ำตาลอมเหลือง

นิเวศวิทยา
มีบ้านเกิดในประเทศประเทศอินเดีย ในประเทศไทยกำเนิดจากที่รกร้างว่างเปล่า ชายป่าดงดิบ แล้วก็ป่าเบญจพรรณธรรมดา ส่วนมากปลูกขึ้นร้านค้าเป็นไม้ประดับและบังร่มเงาก้าวหน้า
การปลูกและขยายพันธุ์
เป็นไม้ที่โล่งแจ้ง ชอบแสงแดดจัด จะขึ้นเกาะพิงตามต้รไม้ยืนต้นๆเจริญเติบโตก้าวหน้าในดินร่วยซุยที่มีอินทรียวัตถุมากมาย ขยายพันธ์ุด้วยการทำหมันทาบกิ่ง หรือการปักชำ
ส่วนที่ใช้ รส รวมทั้งสรรพคุณ   
ราก รสจืดเฝื่อน เป็นยาขับน้ำเหลืองเสีย บำรุงปรับปรุงข้ออักเสบ กระตุ้นความกำหนัด ขับฉี่ แก้โรคเท้าช้าง โรคอ้วนที่่เกิดขึ้นได้เนื่องมาจากการสั่งสมไขมันมากมายใบ   รสเฝื่อนฝาด ใช้พอกฝีรวมทั้งบาดแผลแก้อักเสบ แก้โรคผิวหนังทั่วไป น้ำคั้นหยอดหูแก้หูอักเสบ
การใช้และก็ปริมาณที่ใช้

  • เป็นยารักษาโรคผิวหนัง โดยใช้ใบสด 4-7 ใบ ล้างน้ำให้สะอาด แล้วเอามาโขลกอย่างละเอียด ใช้ทาและก็พอกบริเวณที่เป็น วันละ 2-3 ครั้ง เสมอๆ กระทั่งจะหาย


4

สมุนไพรลิ้นงูเห่า
ชื่อพื้นบ้านอื่น  ลิ้นงูเห่า (เมืองจันท์)
ชื่อวิทยาศาสตร์  Clinacanthus siamensis Bremek.
ชื่อตระกูล  ACANTHACEAE
ชื่อสามัญ Lin gnu hao.
ลักษณะทั่วไปทางพฤกษศาสตร์
ไม้เถาล้มลุก (HC) ลักษณะพุ่มไม้เลื้อย คล้าบต้นเสลดพังพอนตัวเมีย ลำต้นกลมสีเขียวเรียวยาว ใบ เป็นใบลำพัง ลักษณะใบรูปหอกหรือรูปหอกแกมขอบขนาน กว้าง 2-4 ซม. ยาว 6-12 เซนติเมตร ปลายใบแหลม โคนใบแหลม ขอบของใบเรียบ ก้านใบเล็กกลม แผ่นใบมีสีเขียวเข้ม ใบดกแล้วก็หนาทึบดอก ออกดอกเป็นช่อกลุ่ม สีแดงผสมส้ม แต่ละข่อมีดอกย่อยอัดแน่น 10-15 ดอก ลักษณะคล้ายดอกเสมหะพังพอนตัวเมีย กลีบเลี้ยงสีเขียวเป็นรูประฆังตื้นๆโคนดอกติดกันเป็นหลอดยาว ปลายแยกเป็นกลีบ 2 กลีบมีเกสรตัวผู้เป็นสีเหลืองแทงพ้นกลีบ ผล เมื่อแห้งแตกได้ ด้านในมีเมล็ด

นิเวศวิทยา
กำเนิดตามที่รกร้างว่างเปล่าทั่วๆไป นิยมปลูกตามสถานที่ต่างๆอีกทั้งสวนสาธารณะ วัดและก็อาคารบ้านเรือน เพื่อเป็นไม้ประดับแล้วก็ใช้ประโยชน์ทางยา
การปลูกและขยายพันธุ์
เป็นไม้กลางแจ้ง ชอบแดดจัด น้ำไม่ขัง เจริญวัยได้ในดินร่วนซุย นิยมปลูกเป็นแปลงหรือเป็นแถว ขยายพันธ์ฺด้วยการเพาะเมล็ดหรือการปักชำกื่ง
ส่วนที่ใช้รสและสรรพคุณ
[url=http://www.disthai.com/]สมุนไพร[/url] ราก รสจืดเย็น ตำพอกดับพิษแมลงกัดต่อย
ใบ รสจืดเย็น ตำหรือขยี้ทาแก้พิษร้อน โรคผิวหนัง พิษอักเสบรวมทั้งปวดฝี รักษาแผลไฟลุก น้ำร้อนลวก ลดอาการอักเสบ
การใช้และก็ปริมาณที่ใช้

  • เป็นยารักษาโรคผิวหนัง โดยใช้ใบสด 10-20 ใบ ล้างน้ำให้สะอาด แล้วนำมาโขลกให้ถี่ถ้วน ใช้ทาแล้วก็พอกรอบๆที่เป็น วันละ 2-3 ครั้ง เป็นประจำ กระทั่งจะหาย 2. ลดอาการปวดแสบปวดร้อนของตุ่มแผลงูสวัด โดยใช้ใบสด 10-20 ใบ ล้างให้สะอาดเอามาตำอย่างรอบคอบผสมสุราโรงน้อย เอามาทาและก็พอกรอบๆที่มีลักษณะร ตอนเช้า-เย็น เป็นประจำ


5

ปลาช่อน
ปลาช่อนเป็นสัตว์เลือดเย็น มีกระดูกสันหลัง
มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Channa striata (Bloch)
จัดอยู่ในตระกูล Channidae
มีชื่อสามัญว่า snakehead murrel
บางถิ่น (ตะวันตกเฉียงเหนือรวมทั้งอีสาน) เรียก ปลาค้อ ก็มี
ชีววิทยาของปลาช่อน
ปลาช่อนมีรูปร่างกลมเป็นทรงกระบอก ลำตัวข้างหางจะแบนบางส่วน ความยาวของลำตัวเมื่อโตสุดกำลัง ๖๐-๗๕ ซม. (มีกล่าวว่าลำตัวยาวได้ถึง ๑ เมตร) หรือ มีความยาวเป็น ๕.๕-๖ เท่าของความลึกของลำตัว แล้วก็เป็น ๓.๒-๓.๓ เท่าของส่วนหัว ลำตัวข้างบนโค้งลงนิดหน่อย ส่วนเรือท้องแบน ด้านข้างของส่วนหางแบน ลำตัวมีตั้งแต่ว่าสีเทาถึงสีเทาคละเคล้าน้ำตาล ข้างหลังสีดำ ส่วนท้องสีขาว และอาจมีจุดประสีดำหรือสีน้ำตาลกระจัดกระจายอยู่ทั่วๆไป ด้านข้างของลำตัวมีลายสีน้ำตาลหรือสีเทาปนดำ (ขนาดแล้วก็รูปร่างไม่สม่ำเสมอ) พาดขวางลำตัวจากรอบๆใต้เส้นข้างตัวไปยังบริเวณท้อง ในลางตัวลายกลุ่มนี้บางทีอาจพิงขวางลำตัวต่อเนื่องกันจากรอบๆครีบหูถึงคอดหางราว ๑๕ แถบ   แม้กระนั้น สีรวมทั้งลายนี้เปลี่ยนไปตามถิ่นที่อยู่แล้วก็ฤดู หัวปลาช่อนมีขนาดใหญ่ ลักษณะแบนจากบนลงข้างล่าง ตามีขนาดใหญ่ อยู่ข้างๆของส่วนหัว จะงอยปากกลมมน ปากกว้างและเฉียงลง มุมปากลึกและก็ยื่นเลยจากตามาก ขากรรไกรสามารถยึดหดได้ ขากรรไกรด้านล่างยื่นล้ำขากรรไกรบนบางส่วน ฟันที่ขากรรไกรบนและด้านล่างเป็นซี่เล็กมาก ติดกันเป็นแผ่นและแหลมคม ขากรรไกรบนมีเขี้ยว มีฟันที่เพดานข้างหน้าและเพดานส่วนใน ฟันที่กรามรวมทั้งเพดานมีราว ๔ แถว แผ่นปิดกระพุ้งแก้มเปิดกว้างได้ รอบๆบ้องคอเหนือเหงือกมีอวัยวะพิเศษช่วยหายใจ  ทำให้เคลื่อนอยู่บนบกและก็ฝังตัวอยู่ในโคลนได้เป็นเวลานาน  ส่วนบนและก็ข้างๆหัวมีเกล็ดปกคลุมครีบหลังและครีบตูดยาวเกือบถึงโคนครีบหาง ครีบข้างหลังมีก้านครีบ ๓๘-๔๒ ก้าน ครีบตูดมีก้านครีบ ๒๔-๒๖ ก้าน ครีบอยู่ทางด้านท้องใกล้ช่องเปิดทวารรวมทั้งครีบตูด ครีบหูอยู่ข้างๆของลำตัวต่อจากช่องเหงือก ครีบหางกลม คอดหางแบนข้าง  ครีบทุกครีบมีสีเทาปนสีน้ำตาลดำ และครีบทุกครีบไม่มีก้านครีบแข็ง เกล็ดปลาช่อนมีลักษณะกลมมน ขอบเรียบ เกล็ดตามลำตัวมีสีเทาถึงสีน้ำตาลอมเทา ส่วนหลังสีดำ เกล็ดบนเส้นข้างลำตัวมี ๕๒-๕๗ เกล็ด เส้นข้างลำตัวไม่ต่อกันเป็นแนวเดียว แต่มีรอยหักลงไปตรงบริเวณเกล็ดที่ ๑๗-๒๐ ข้างบนแล้วก็ด้านข้างของลำตัวมีเกล็ดขนาดใหญ่ แม้กระนั้นเกล็ดที่บริเวณศีรษะแข็งกว่าเกล็ดที่รอบๆลำตัว ปลาช่อนเป็นปลาที่มีนิสัยดุร้าย   ทรหดอดทน   ทำมาหากินตั้งแต่ระดับพื้นดินจนกระทั่งผิวน้ำ ถูกใจอาศัยอยู่ในน้ำที่มีความลึกไม่เกิน ๑ เมตร โดยเฉพาะในรอบๆที่มีพรรณไม้น้ำให้หลบตัวได้ ปลาช่อนสืบพันธุ์กันในฤดูฝน  โดยที่ตัวผู้รวมทั้งตัวเมียที่อยู่ในวัยเจริญพันธุ์จะจับคู่กัน  ช่วยกันกัดต้นหญ้าชายน้ำเพื่อทำแอ่งวางไข่ หลังจากนั้นตัวเมียก็ออกไข่ แล้วเพศผู้ฉัดน้ำอสุจิเข้าผสม ตัวผู้ทำหน้าที่คอยดูแลลูก  ประชาชนเรียกลูกอ่อนของปลาช่อนว่า ลูกครอก เมื่อยังเล็กตัวมีสีออกแดง ดำผุดดำว่ายอยู่ตามแอ่งน้ำไม่ลึกนัก โดยมีบิดาปลาช่อนซุ่มตัวรอระวังอยู่ ปลาช่อนกินปลาเล็กและเนื้อสัตว์อื่นเป็นอาหาร เป็นปลาที่พบได้มากในทุกภาคของประเทศไทย

ประโยชน์ทางยา
สมุนไพร แพทย์แผนไทยรู้จักใช้ปลาช่อนเป็นเครื่องยามาแต่ว่าโบราณ หนังสือเรียนสรรพคุณยาโบราณว่า เนื้อสด มีรสหวาน ถูกใจกับธาตุทั้งมวล นำมาซึ่งการก่อให้เกิดเสลด ปิดตะยับยั้งวาตะ เนื้อแห้ง มีรสหวาน มัน มีคุณประโยชน์ชูกำลัง แก้อ่อนเพลีย แก้เด็กตัวร้อน นอนสะดุ้ง   มือเท้าเย็น หลังร้อน หอบ  ชักจากไข้สูง แก้ชางทับสำรอก ใช้เป็นยาบำรุงกำลัง ดี มีรสขม   แก้ตาอักเสบ ตาแดง แก้ลอยแผลเป็น   หางแห้ง มีรสเย็น คาว แก้เม็ดยอดในปาก แก้ฝ้าละออง และเกล็ด มีรสจืดชืด  คาว ทำให้เกิดลมเบ่งเวลาคลอด พระหนังสือโรคนิทาน ให้ยาขนานหนึ่งสำหรับใช้หยอดตาแก้ “น้ำตาตกหนักให้ตามัว” ยาขนานนี้เข้า “หินในสีสะปลาช่อน” หรือหินในหัวปลาช่อน   เป็นเครื่องยาด้วย  ดังต่อไปนี้ น้ำตานั้น  แตกพิการให้ตามัว  ให้น้ำตาตกหนัก  แล้วตั้งแต่แห้งไปตานั้นก็เปนดุจเยื่อ ผลลำไย ถ้าหากจะแก้ให้ประกอบยานี้  รากคนทิสอ ๑  รากเสนียดจัญไร ๑  ผลมะตูมอ่อน  ๑  ขิงแห้ง ๑ ทำเท่าเทียม  ต้มกิน  แล้วจึงประกอบยาหยอดตาให้ประชุม  หินในสีสะปลาช่อน  ๑  บัลลังก์หิน ๑ พิมเสน  ๑ ฝนหยอดตา  สังเกตดูถ้าหากมีน้ำตาไหลออกมาถึงแก้ม  คนไข้นั้นก็ยังไม่ตาย  ถ้าเกิดไม่มีน้ำตา  ตายแล   พระคัมภีร์ธาตุภิวังค์ ให้ยาแก้ไข้ที่ทำให้ชักขนานหนึ่ง ชื่อ “ยาอนันตไกรวาต” ยาขนานนี้เข้า “คางปลาช่อน” เป็นยาเครื่องด้วย ดังนี้ ยาชื่ออนันตไกรวาต  แก้พิษไข้ทำให้ชักลิ้นหยาบคางแข็ง  แล้วก็ชักให้สั่นไปกาย  แลทำพิษต่างๆ ถ้าเกิดจะแก้ท่านให้เอากระดูกงูงูเหลือม ๑  กระดูกงูทับสมิงคลา  ๑  คางปลาช่อน ๑ งาช้าง ๑  ฟันกรามแรด ๑ ยาทั้งนี้ขั้วให้เกรียม โกฐหัวบัว  ๑  โกฐสอ  ๑  โกศกระดูก  ๑  เทียนดำ  ๑  ผลโหระพา  ๑  ผลผักชี  ๑  น้ำประสานทอง  ๑ ใบพิมเสน  ๑ ใบสันพร้าหอม ๑ ใบผักหวาน ๑ ใบทองหลางน้ำ  ๑  รากถั่วภู  ๑  รากตำลึงตัวผู้  ๑  ดอกบุนนาค  ๑  ดอกพิกุล  ๑  ยาทั้งนี้เอาส่วนเท่ากัน  บดทำแท่งไว้ น้ำกระสายยานั้นให้เอาชาวเข้าหรือน้ำดอกไม้ก็ได้ แซกดีงูแลพิมเสน กินแก้เขมือบ แก้ชัก แก้เชื่อมมึน แก้ลิ้นหยาบคางแข็ง อีกทั้งกินซะโลมก็ได้แล ยานี้ได้เชื่อมาแล้ว เปนมหาวิเศษนัก

6

จงโคร่ง
ควรโคร่งเป็นสัตว์สะเทินน้ำสะเทินบก มี ๔ เท้า มีกระดูกสันหลัง
จัดอยู่ในตระกูล Bufonidae สกุลเดียวกับคางคก
มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Bufo asper
บางถิ่นเรียก จงโคร่ง นกกระทาหอง กระหอง หรือ กง ก็มี
ชีววิทยาของจงโคร่ง
ต้องโคร่งมีลักษณะทั่วๆไปคล้ายกับคางคกบ้าน แม้กระนั้นตัวโตกว่ามากมาย เป็นสัตว์สะเทินน้ำสะเทินบก ที่มีตัวโตที่สุดในประเทศไทย มีลักษณะที่ไม่เหมือนกับคางคกบ้าน หลายชนิด ที่สำคัญคือ ความกว้างของแก้วหู สั้นกว่าครึ่งหนึ่งของความกว้างของตา รวมทั้งอยู่ห่างจากตามาก สันกระดูกเหนือแก้วหูดกนมาก กระดูกหน้าผาก ระหว่างตากับหู ทั้งสองข้าง บุบ กึ่งกลาง กระดูกสันหลังมีร่องลึกกึ่งกลาง ผิวหนังใต้คอใต้ท้องมีสีชมพู ส่วนบนค่อนข้างดำ มีสีแดงเป็นหย่อมๆมากมายน้อยแตกต่างกันไปแต่ละตัว มีปุ่มนูนๆอยู่ทั่วไป ตามส่วนบนของตัว ใต้อุ้งเท้ามีปุ่มตามข้อนิ้วมาก ใต้ข้อเท้ามีปุ่มใหญ่อยู่ ต้ายข้อเท้ามีปุ่มใหญ่อยู่สองปุ่ม ๒ ปุ่มได้ข้อนิ้วมีตุ่มไม่ใหญ่นัก นิ้วเท้ามีพังผืด ซึ่งระหว่างนิ้วทุกนิ้ว ตัวโตเต็มวัยที่วัดจากปากถึงตูดราว ๒๖เซนติเมตร จงโคร่งมักอาศัยอยู่ตามซอกหินของเทือกเขา ที่มีป่าไม้เป็นสุขเปียกชื้น ลางตัวเข้าไป อาศัยอยู่ในบ้านคน เพื่อรอรับประทานแมลงที่มาเล่นแสงไฟ พบได้ตั้งแต่ทางภาคใต้ของประเทศไทย ลงไปจนกระทั่งนานเลเซียรวมทั้งเกาะ สุมาตราของอินโดนีเซีย

สัตวศาสตร์ชาติพันธุ์ของ จงโคร่ง
สมุนไพร [/b]ประชาชนทางปักษ์ใต้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งอำเภอเบตงจังหวัดยะลา มักถือกันว่าบ้านใดมีต้องโคร่งอาศัยอยู่ด้วย บ้านนั้นจะอยู่เย็นเป็นสุข แม้คนใดกันแน่ทำร้ายต้องโคร่ง ผู้นั้นหรือวงศ์ญาติ ก็จะเผชิญโชคร้าย ดังนั้นเจ้าของบ้านจึงมักปล่อยให้ควรโคร่ง อาศัยอยู่ในบ้าน เสมือนเป็นสัตว์เลี้ยงชนิดหนึ่ง ปลดปล่อยให้ทำมาหากินแมลงที่มาเล่นแสงไฟในบ้าน ไม่มีใครกล้ารบกวน ทำร้าย หรือรังควาน หนังต้องโคร่งมีต่อมยางที่เป็นพิษราวกับหนังคางคก ขโมยเคยใช้หนังควรโคร่งแห้ง ผสมกับเห็ดเมาลางประเภท ใบแล้วก็ยางของสมุนไพรลางอย่าง ทำเป็นชุดไฟสำหรับรม เจ้าของบ้านได้ดมยานี้ก็จะเมา หลับ หรือสลบไป โจรก็จะเข้าไป ลักขโมยหรือปล้นได้ราวกับตั้งใจ กรรมวิธีแก้พิษนั้นให้ดื่มน้ำมะพร้าวอ่อน แล้วล้างหน้าด้วยน้ำมะพร้าวอ่อน ก็จะฝืนได้เป็นปรกติ หมอแผนไทยใช้หนังจงโคร่งแห้งผสมยาเบื่อเมา ทำให้นอนหลับใช้บำบัดรักษาโรคคุดทะราด
สัตวศาสตร์เชื้อชาติเป็นยังไง
คำ “สัตวศาสตร์เชื้อสาย” นี้ แปลจากคำในภาษาอังกฤษว่า ethnozoologyเป็นศาสตร์ที่ศึกษาเล่าเรียนความสัมพันธ์ โดยตรงในแง่มุมต่างๆระหว่างกันและกัน ของพรรณ สัตว์ที่อยู่ในสิ่งแวดล้อมตามธรรมชาติ กับมนุษย์เชื้อสายต่างๆอาทิเช่นความศรัทธาเรื่องสัตว์กับโชคลาง การใช้พรรณสัตว์เป็นอาหาร เป็นยาบำบัดโรค
ชั้นสัตว์เลื้อยหรือคลาน
ชั้นสัตว์เลื้อยหรือคลาน(class Reptlia) สัตว์ในกลุ่มนี้มักถูกเรียกเป็น สัตว์เลื้อยคลาน ซึ่งไม่น่าจะถูกในความจริง ด้วยเหตุว่าสัตว์เหล่านี้บางประเภทหรือเปล่าได้แต่ว่าคลานมิได้ อย่างเช่นงูต่างๆลางประเภทเคลื่อนที่โดยการเลือกคลานแค่นั้น ไม่เลื้อย ตัวอย่างเช่น เต่า ไอ้เข้ สัตว์ที่อยู่ในกลุ่มนี้จำนวนมากเป็นสัตว์บกอย่างแท้จริง ผิวหนังเป็นเกล็ดน้ำแข็งไม่สามารถที่จะใช้หายใจได้ หายใจทางปอด ไม่มีความเคลื่อนไหวรูปร่าง มีหัวหัวใจ ๓ หรือ ๔ ห้องไม่สมบูรณ์เป็น หัวใจมีห้องบน ๒ ห้อง ส่วน ๒ ห้องข้างล่างแยกกันไม่สนิท นอกจากจระเข้ ส่วนพวกนี้คลอดลูกเป็นไข่ก่อน สัตว์เลื้อยหรือคลานที่ใช้ประโยชน์ทางยามีหลากหลายประเภท ดังเช่นงูต่างๆตะไข้ ตุ๊กแก ตะพาบ แล้วก็เต่า

7

ตะพาบน้ำ
ตะพาบน้ำ (mud turtle หรือ soft-shelled turtle) เป็นสัตว์คลานจำพวกหนึ่งจัดอยู่ในวงศ์ Trionychidae มีลักษณะเหมือนเหมือนเต่าน้ำจืด ต่างกันตรงที่กระดองบน (carapace) และกระดองด้านล่าง (pastron) ไม่มีกระดูกเป็นแผ่นใหญ่ๆแม้กระนั้นมีหนังหุ้มแทน มีนิ้วยาว ตีนข้างหน้ามีแผ่นพังผืดกว้าง ใช้สำหรับพุ้ยน้ำ มีเล็บเพียง ๒-๓เล็บ คอหดในกระดองได้มิด แต่ว่าสามารถยืดคอออกได้ยาวมากเมื่อจะงับเหยื่อหรือกัดศัตรู ตะพาบน้ำทุกประเภทเป็นสัตว์น้ำจืด มักพบอยู่ตามห้วย สระ หนอง แล้วก็ตาม แม่น้ำลำคลอง ตะพาบสามารถขุดรูเป็นโพรงสำหรับอาศัย แล้วก็ยืดคอขึ้นมาหายใจบนผิวน้ำ หรือยืดคอออกไปฮุบกุ้งปลาที่ว่ายน้ำผ่าน โดยที่ตัวไม่ต้องออกมาจากโพรงเมื่อน้ำในบึงหนองแห้งลงในฤดูแล้ง ตะพาบน้ำจะทำโพรงอยู่ใต้ดินได้นาน ตราบจนกระทั่งฝนตกก็เลยออกมาจากโพรงรวมทั้งเริ่มหาสัตว์น้ำต่างๆรับประทานเป็นของกิน ตะพาบกินอีกทั้งกุ้งแล้วก็ปลาใหม่ๆและก็เนื้อสัตว์ที่เน่าเปื่อย สามารถว่ายไปพบกินไกลๆสำหรับการใช้มือจับตะพาบนั้นจับได้เฉพาะตรงที่ขอบกระดองข้างหน้าของต้นขาข้างหลัง ถ้าจับไม่ถูกตำแหน่งตะพาบซึ่งมีคอยาวจะยืดคอออกมาเหลียวกัดมือได้
ตะพาบในประเทศไทย
ตะพาบที่พบในประเทศไทยมีอย่างน้อง ๖ ประเภท เป็น
๑.ตะพาบธรรมดา
มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Amyda cartilaginea (Boddart)
สมุนไพร ประเภทนี้กระดองบนค่อนข้างจะแบน ขอบกระดองอ่อนนิ่ม เมื่อโตเต็มที่กระดองบนบางทีอาจยาวได้ถึง ๘๓ เซนติเมตร ขอบข้างหน้าของกระดองบนเป็นปุ่มตะปุ่มตะป่ำ ขอบกระดองข้างล่างไม่มีสีเด่น ปากค่อนข้างแหลม ที่หนังบนข้างหลังเป็นริ้วเล็กๆนูนขึ้นมาทั่วทั้งยังหลัง ตัวอ่อนมีสีเขียวขี้ม้าแกมเทา บางตัวมีจุดเหลืองๆหรือจุดดำๆขอบเหลือง หัวมีจุดเหลืองๆเป็นจุดใหญ่ทางด้านข้าง พอสมควรแก่ จุดเหลืองบนข้างหลังมักหายไป จุดที่หัวก็ลางเลือนไป ที่ใต้ท้องของเพศผู้มีสีขาว แม้กระนั้นที่ใต้ท้องของตัวเมียเป็นสีเทา ตะพาบน้ำประเภทนี้มีมากมาย พบทั่วไปในแม่น้ำลำคลอง หนอง สระ ในภาคกึ่งกลางของประเทศไทย อาจเจอตามสายธารรวมทั้งห้วยที่ตีนเขา นอกจากนี้ยังพบในภาคใต้ของประเทศพม่า ลาว เวียดนาม เขมร มาเลเซีย รวมทั้งตามหมู่เกาะมลายู
๒.ตะพาบน้ำหัวทู่ หรือ ตะพาบน้ำหัวกบ
มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Pelochelys bibroni Owen
จำพวกนี้กระดองบนค่อนข้างแบน ขอบกระดองอ่อนนิ่ม ขอบข้างหน้าของกระดองบนเรียบ เมื่อโตเต็มกำลังมีขนาดใหญ่ กระดองบนอาจยาวได้ถึง ๑๒๐ เซนติเมตร จมูกสั้น หัวค่อนข้างจะแบนแล้วก็เล็กเมื่อเทียบกับลำตัว ความยาวของกะโหลกหัวใกล้เคียงกับความกว้าง ปากไม่แหลม ขาหน้าสั้น ตีนกว้าง กระดองข้างหลังมีสีเขียวขี้ม้าอมเทามีรูบุบเล็กๆทั่วไป มีจุดเหลืองๆกระจายอยู่ทั่วๆไป กระดองด้านล่างสีขาว ในประเทศไทยพบอยู่ด้านใต้ นอกจากนี้ยังพบที่ประเทศ ลาว เวียดนาม กัมพูชา มาเลเซีย อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ และภาคใต้ของจีน
๓.ตะพาบน้ำหลังลายกะรัง หรือ ตะพาบน้ำม่านลาย
มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Chitra chitra Gray
ชนิดนี้กระดองบนค่อนข้างจะแบน ขอบกระดองอ่อนนิ่ม ขอบด้านหน้าของกระดองบนเรียบ เมื่อโตเต็มกำลังมีขนาดใหญ่ กระดองบนอาจยาวได้ถึง ๑๒๒ ซม. เป็นชนิดที่มีตัวโตที่สุดของประเทศไทยรวมทั้งของโลก จมูกสั้น หัวค่อนข้างแบนและก็เล็ก ความยาวของหัวกะโหลกหัวเป็น ๒ เท่าของความกว้าง มีลวดลายบนหนังด้านบน เมื่อยังอายุยงน้อย กระดองบนมีสีเขียวอมเทา มีจุดลายดำเลอะๆพอมีอายุเยอะขึ้นเรื่อยๆ บริเวณคอและกระดองบนจะมีลวดลายสีเหลืองหรือสีน้ำตาลเหมือนหินกะรังแต่พอใช้แก่มากมาย ลายสีนี้กลับจางลงไปอีก พบบริเวณที่ลุ่มแม่น้ำแม่กลองในประเทศไทยแถบที่ลุ่มอิระวดีในประเทศเมียนมาร์ ลุ่มแม่น้ำคงคาแล้วก็แม่น้ำสินธุในประเทศประเทศอินเดีย
๔.ตะพาบสันหลังยาว หรือ ตะพาบน้ำแก้มแดง
มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Dogania subplana Geoffrey
จำพวกนี้กระดองบนค่อนข้างแบน ยาว ขอบสองข้างออกจะขนานกัน สีเขียวหม่นแกมน้ำตาล ไม่กลมอย่างตะพาบน้ำชนิดอื่นๆขอบกระดองอ่อนนิ่ม ขอบข้างหน้าของกระดองบนเรียบเมื่อโตเต็มที่กระดองบนยาวได้ถึง ๒๖ ซม. หัวออกจะใหญ่เมื่อเทียบกับลำตัว ปากแหลม กระดองข้างล่างไม่มีจุดสีดำกระจ่าง ที่ข้างคอรวมทั้งแก้มมีสีแดงเรื่อๆเจอได้ตามแหล่งน้ำสายธารบนที่สูงทางภาคตะวันตกรวมทั้งภาคใต้ของเมืองไทยนอกจากยังบางทีอาจพบในประเทศเมียนมาร์มาเลเซีย และก็ฟิลิปปินส์
๕.ตะพาบน้ำไต้หวัน
มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Pelodiscus sinensis sinensis Wiegmann
ประเภทนี้กระดองบนค่อนข้างแบนขอบกระดองอ่อนนิ่ม ขอบด้านหน้าของกระดองบนเรียบ เมื่อโตสุดกำลังกระดองบนยาวได้ถึง ๒๕ เซนติเมตร กระดองบนมีสีเขียวขี้ม้าหรือสีน้ำตาล กระดองล่างมีจุดสีดำแน่ชัด รวมทั้งมีสีส้มในระยะก่อนวัยเจริญพันธุ์ ที่รอบตามีเส้นเล็กๆเป็นรัศมีเป็นตะพาบน้ำจำพวกพื้นเมืองของจีน นำมาเลี้ยงเป็นสัตว์อาสิน นิดหน่อยหลุดมาขยายพันธุ์ในแหล่งน้ำธรรมชาติ
๖.ตะพาบน้ำหับ
มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Lissemys punctate scutata (Peters)
เป็นตะพาบที่พบใหม่และมีขนาดเล็กที่สุดของเมืองไทย เมื่อโตเต็มที่กระดองหลังบางทีอาจยาวได้ถึง  ๑๖  เซนติเมตร  กระดองข้างหลังโค้ง นูน สีเขียวหมองหรือสีน้ำตาล  สามารถหับหรือปิดกระดองได้ทั้งสิ้น พบครั้งแรกบริเวณชายแดนไทยเมียนมาร์ แถบจังหวัดตาก  เมื่อไม่กี่ปีที่ผ่านมานี้เอง มีจำนวนน้อยแล้วก็หายาก
ประโยชน์ทางยา
ตะพาบน้ำที่เจอในยาไทยมักหมายถึงตะพาบน้ำธรรมดา แพทย์แผนไทยใช้ดีตะพาบน้ำ เป็นเครื่องยา แบบเรียนยาสรรพคุณโบราณว่า ดีตะพาบน้ำมีรสขม  คาวมีคุณประโยชน์แก้ไข้สันนิบาต แก้พิษรอยแดง แก้โรคตา  รวมทั้งแก้ลมกองละเอียด  (ลมตาลาย   หน้ามืดลายตา) ในหนังสือเรียนพระยาพระนารายณ์มียาขนานหนึ่งเข้า “ดีตะพาบ” เป็นเครื่องยาด้วยดังนี้น้ำมันภาลาธิไตล ให้เอารากหญ้าขัดหมอน รากขี้เหล็ก รากปะคำไก่ รากปะคำกระบือ รากเลี่ยน รากรักขาว รากลำโพงทั้งยัง ๒ รากชุมเห็ด รากฝักส้มป่อย ขมิ้นอ้อย ขิง ข่า ยาดังนี้ควรจะต้มให้ต้ม ควรตำให้ตำ เอาน้ำสิ่งละทนาน   น้ำมันพรรณผักกาด  น้ำมันพิมเสน น้ำมันละหุ่ง น้ำมันงา สิ่งละทนาน หุงให้คงจะแม้กระนั้นน้ำมัน แล้วจึงเอา ดีตะพาบ  ดีงูเหลือม พริกหอม พริกหาง พริกล่อน  ฝิ่น  สิ่งละสลึง เทียนอีกทั้ง ๕  สิ่งละบาท ๑ บดปรุงลงในน้ำมันไว้ ๓ วัน ก็เลยทาแลนวดแก้พระเส้นอันทพฤกให้หย่อนยาน  แลฟกบวม เป็นขั้วเป็นหน่วยแข็งอยู่นั้นให้ละลายออกสม่ำเสมอแลฯ
พระคัมภีร์ปฐมจินดาร์ให้ยาแก้ซางเด็กขนานหนึ่งที่เขา  “ดีตะพาบ” เป็นเครื่องยาด้วยดังต่อไปนี้
ขนานหนึ่ง ท่านให้เอาฟันกรามแรด ๑  กล้วยกรามช้าง ๑  งา  นอแรด ๑  เขี้ยวเสือ ๑  เขี้ยวตะไข้  ๑  เขี้ยวหมู  ๑  กระดูกงูทับทาง ๑ โกฏอีกทั้ง  ๕  ขมิ้นอ้อย  ๑ ไพลดีตะพาบ ๑  ดีงูเหลือม ๑ พิมเสน ๑  รวมยา  ๑๘  สิ่งนี้เอาส่วนเท่ากัน ตำเป็นผงบดปั้นแท่งไว้  ละลายน้ำเหล้า กินแก้ทรางทั้งปวง  หาย

Tags : สมุนไพร

8

เต่าในประเทศไทย
เต่าที่พบในประเทศไทย (ไม่รวมตะพาบน้ำ) มีอย่างน้อย ๒๒ ประเภท จัดอยู่ใน ๕ วงศ์ เป็น
๑.ตระกูลเต่าสมุทร(Cheloniidea) เจอ ๔ ประเภทคือ เต่าตนุ(เต่าแสงแดด) เต่าหญ้า เต่ากระ แล้วก็เต่าหัวโต เป็นเต่ากระดองแข็ง มีแผ่นเกล็ดปกคลุม บางทีอาจเรียงต่อกัน(เป็นต้นว่า เต่าตนุ) หรือซ้อนกันบางส่วน (เช่น เต่ากระ) ขาหน้าแผ่เป็นครีบสำหรับว่าย ขาข้างหลังเป็นครีบกว้างสำหรับใช้เป็นหางเสือ
สมุนไพร
๒.วงศ์เต่าเฟื่อง(dermochelyidae) พบเพียงประเภทเดียวหมายถึงเต่าเฟือง (มักเรียกกันผิดเป็น “เต่ามะเฟือง”) เป็นเต่ากระดองอ่อน มีสันยาวเรียกตัวบนหลังจากคอลงไปถึงตูด ๕ สัน ข้างตัวอีกข้างละสัน รวมเป็น ๗ สัน ใต้ท้องมีอีก ๕ สัน สันที่ใต้ท้องจะเลือนหายไปเมื่อแก่ขึ้น ส่วนสันบนหลังหายไปบ้างเมื่อเทียบกับอายุยังน้อย บนหัวตัวอ่อนมีเกล็ด แต่ว่าจะหายไปเมื่อโตขึ้น มีหนังคลุมแทน ขาหน้าแผ่เป็นครีบสำหรับว่าย ยาวกว่าขาของเต่าสมุทรอื่นๆขาหลังเป็นครีบกว้างๆสำหรับใช้เป็นหางเสือ และก็ใช้ขุดหลุมเมื่อจะตกไข่
๓.วงศ์เต่าน้ำจืด(Emydidae) พบอย่างน้อย ๑๓ ชนิด ตัวอย่างเช่น เต่ากระอาน เต่าลายตีนเป็ด เต่าหับ เต่าแดง (เต่าใบไม้) เต่าหวาย เต่าบัว เต่าจักร เต่าทุ่งนา เต่าจัน เต่าปากเหลือง เต่าดำ เต่าทับทิม และก็เต่าแก้มแดง เต่าในวงศ์นี้สามารถหดหัวเข้าไปเอาไว้ในกระดองได้หมด ขาแบน นิ้วแล้วก็เล็บยาวกว่าเต่าบก ระหว่างนิ้วมีแผ่นพังผืดกางไม่มากมายก็น้อย บนหัวปกคลุมด้วยหนัง ไม่เป็นเกล็ดเสมือนหัวเต่าบก แต่ว่ารอบๆท้ายทอยนั้น หลังบางทีอาจลายทำให้มองเหมือนเกล็ด

๔.ตระกูลเต่าปูลู(Platysternidae) พบในประเทศไทยเพียงแต่ประเภทเดียว คือเต่าปูลู มีลักษณะสำคัญคือกระดองบนกับกระดองด้านล่างเป็นคนละระดับ ยึดติดกันด้วยพังผืด กระดองทั้งคู่แบนเข้าพบกันมาก โดยเฉพาะที่อก หัวโต หดหัวเข้าไปในกระดองมิได้ หัวปกคลุมด้วยแผ่นซึ่งไม่แบ่งได้เป็นชิ้นเกล็ดราวกับเต่าอื่น ระหว่างนิ้วมีพังผืดบ้าง แต่ไม่เต็มนิ้ว นิ้วมีเล็บแหลมทุกนิ้ว เว้นนิ้วก้อย หางยาวมากมาย มีเกล็ดรูปสี่เหลี่ยมปกคลุมบนหาง
๕.วงศ์เต่าบก(Testudinidae) เจอ ๓ ชนิดเป็นเต่าหก เต่าเดือย แล้วก็ เต่าเหลือง เต่าในวงศ์นี้ต่างจากเต่าน้ำในสกุลอื่นๆตรงที่ขา ๔ กลม ไม่มีพังผืดยึดระหว่างนิ้ว เพราะว่าไม่จำเป็นที่จะต้องใช้ขาว่ายน้ำ มีเกล็ดบนหัวและที่ขา

9

สกุลเต่าน้ำจืด
เต่ากระอานBatagur Baske(Gray) ๕๖ เซนติเมตร
เต่าขนาดใหญ่ กระดองเรียบ โค้งมน นิ้วเท้ามีพังผืดยึดเต็ม มี ๔ เล็บ จมูกออกจะแหลม เพศผู้มีตาสีขาว เจอตามปากแม่น้ำ ตอนนี้บางทีอาจสิ้นพันธุ์ไปจากธรรมชาติแล้ว
เต่าลายตีนเป็ดCallargur borneoensis (Schlegel & Muller), ๖๐ ซม.
เต่าขนาดใหญ่ ตัวผู้มีหัวสีแดงเด่นในช่วงฤดูผสมพันธุ์ นิ้วเท้าหน้าหลังมีพังผืดยึดติดสำหรับช่วยสำหรับการว่าย พบตามปากแม่น้ำทางภาคใต้ บางทีอาจสิ้นพันธุ์ไปแล้ว
เต่าแดงCyclemys dentata(Gray), ๒๖ ซม.
ขอบกระดองด้านหลังกระเป๋านจะๆ กระดองหลังสีน้ำตาลอ่อนถึงเข้มเป็นสีดำหรือสีเขียวขี้ม้า นานับประการตามแต่เต่าแต่ละตัว เมื่อเล็กมีเกล็ดเป็นลายเส้นรัศมี แต่ว่าจะหายไปเมื่อโตขึ้น พบได้ในป่าทั้งประเทศ
เต่าหวายHeosemys grandis (Gray), ๔๘ ซม.
กระดองสีน้ำตาลเข้ม เหมือนเคยมีเส้นสีครีมพาดยาวเป็นแถวกลางข้างหลัง ขอบกระดองข้างหลังด้านหลังเป้นจักๆกระดองท้องด้านหลังมีหยักลึก พบตามแหล่งน้ำจืดทั้งยังบนเทือกเขาแล้วก็ดังที่ราบ

เต่าหับCuora amboinensis (daudin), ๒๑ ซม.
กระดองโค้งสูงยิ่งกว่าเต่าน้ำจืดประเภทอื่น หัวค่อนข้างจะแหลม มีลายแถบสีเหลืองเป็นขอบ เต่าจำพวกนี้สามารถหับหรือปิดกระดองได้มิดชิด พบได้ตามหนองบึงทั่วประเทศ
เต่าบัวHieremys annandalii(Boulenger), ๕๐ ซม.
เต่าขนาดใหญ่ สีและรูปร่างกระดองเปลี่ยนไปตามอายุ เมื่อโตเต็มกำลังกระดองมีสีดำ หัวสีเหลือง เจอได้ทั่วประเทศในแหล่งน้ำจืดที่ค่อนข้างนิ่ง
เต่าจักรHeosemys spinosa(Gray), ๒๓ ซม.
เต่าขนาดเล็ก กระดองค่อนข้างแบนและก็มีขอบแหลม แต่จะต่ำลงเมื่อโตขึ้น กระดองสีน้ำตาลปนแดง มีสันกึ่งกลางหลังเห็นได้ชัด นิ้วเท้าไม่มีพังผืด พบในป่าทางภาคใต้
เต่าจันPyxidea mouhotii(Gray), ๑๗ ซม.
สมุนไพร
เต่าขนาดเล็ก กระดองโค้งสูงสีน้ำตาลแดง มีสัน ๓ สัน หายาก เคยมีรายงานว่าเจอในป่าทางภาคเหนือรอบๆชายแดนไทย – ลาว
เต่าทับทิมNotochelys platynota(Gray), ๓๖ เซนติเมตร
เต่าขนาดเล็ก กระดองข้างหลังมีแผ่นเกล็ด ๖ – ๗ แผ่น ไม่เหมือนกับเต่าชนิดอื่นที่พบในประเทศไทย เมื่อยังเล็กอยู่กระดองมีสีเขียวสด เมื่อโตขึ้นจะเปลี่ยนเป็นสีน้ำตาลแดง
เต่าดำSiebenrockiella crassicollis(Gray), ๒๗ เซนติเมตร
กระดองสีดำ บางตัวมีแถบสีขาวที่แก้ม ลางถิ่นก็เลยเรียก เต่าแก้มขาว  ถูกใจซุกตัวอยู่ตามโคลนตมใต้น้ำ ทำให้มีกลิ่นเต่าเหม็นราวกับใบไม้เน่า จึงได้ชื่อว่า เต่าเหม็น ด้วย เจอได้ตามหนองสระทั่วราชอาณาจักร
เต่าแก้มแดงTrachemys scriptaelegans(Wied), ๒๘ เซนติเมตร
เต่าขนาดเล็ก กระดองสีเขียวแม้กระนั้นจะคล้ำขึ้นเมื่อโตขึ้น จุดแข็งอยู่ที่จุดสีแดงส้มข้างแก้ม เต่าจำพวกนี้นำเข้ามาเลี้ยงจนกระทั่งแพร่ไปทั่วไปตามแหล่งน้ำจืดชืดของไทย

Tags : สมุนไพร

10

ไก่บ้าน
ไก่บ้าน หรือไก่เลี้ยง เป็นสัตว์ ๒ ขา มีขนปกคลุมตัว รวมทั้งมีปีก เป็นสัตว์เลี้ยงที่อยู่คู่กับมนุษย์มาแต่สมัยก่อน ตอนนี้มีการพัมนาสายพันธุ์ต่างๆมากไม่น้อยเลยทีเดียว มีทั้งๆที่เลี้ยงเพื่อกินเนื้อ เรียกไก่ เนื้อ และก็ประเภทที่เลี้ยงเพื่อกินไข่ เรียกไก่ไข่
ไก่บ้าน มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Gallus gallus (Linnaeus)

อยู่ในตระกูล Phasianidae มีชื่อสามัญว่า domestic fowl
สมุนไพร เป็นไก่ที่มีสายพันธุ์มาจากไก่ป่า (junglefowl) ก็เลยมีลักษณะทั่วๆไปเหมือนไก่ป่า สิ่งที่แตกต่างที่สังเกตได้ง่ายระหว่างไก่บ้านกับไก่ป่าก็คือ หน้าแข้งของไก่บ้านมีสีได้หลายสี อาทิเช่น สีขาว สีเหลือง แต่ว่าของไก่ป่ามีเพียงแต่สีเดียวเป็นสีเทาเข้ม

11

ไก่ป่า
ไก่ป่าเป็นต้นตระกูลของไก่บ้าน
มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Gallus gallus (Linnaeus)
อยู่ในตระกูล Phasianidae
มีชื่อสามัญว่า red jungle fowl
มีบ้านเกิด แถบเอเชียใต้ (ศรีลังกาแล้วก็ประเทศอินเดีย) มาทางตะวันออก จนกระทั่งหมู่เกาะมลายู
ไก่ป่าที่เจอในประเทศไทยมีเพียงประเภทเดียวเป็น Gallus gallus (Linnaeus) ชนิดนี้มีหน้าสีแดง ไม่มีขน หงอนสีแดง มีเหนียงสีแดงและติ่งหูอย่างละคู่ ขนบริเวณคอ ข้างหลัง ถึงบั้นท้ายมีสีส้ม ขนปีกสีเขียวเป็นเงาขลิบสีส้มใต้ท้องสีน้ำเงินดำ หางโค้งลาด ปลายพริ้ว สีเขียวแซมดำรวมทั้งสีน้ำเงินเข้มวาว ความยาวของตัววัดจากปลายปากถึงปลายหางราว ๖๐ เซนติเมตร เพศผู้หนัก ๘๐๐ – ๑๓๐๐ กรัม ไก่ป่าตัวผู้มีลักษณะสำคัญที่แตกต่างจากนกอื่นๆคือ
๑.มีหงอนบนหัวที่เป็นเนื้อ ไม่ใช่หงอนที่เป้นขน
๒.มีเหนียงเป็นเนื้อแขวนลงมาทั้งสองข้างของโคนปากและคาง
๓.มีหน้าและก็คอเป็นหนังสะอาดๆ ไม่มีขน
๔.โดยธรรมดาขนเรียกตัวมีสีงาม มีขนหาง ๑๔ – ๑๖ เส้นตั้งเรียงกันเป็นสันสูงกึ่งกลาง คู่กลางยาวกว่าคู่ อื่น ปลายแหลมและก็อ่อนโค้ง เรียก หางกะลวย
๕.แข้งมีเดือยข้างละอันเป็นอาวุธ
ไก่ป่า ตัวเมียมักมีขนาดเล็กกว่าตัวผู้ ขนไม่งาม สีไม่บาดตา ลำแข้งไม่มีเดือย หงอนและก็เหนียงเล็กมาก หรือบางตัวแทบจะไม่มีเลย ไก่ป่าอาศัยตามพุ่มเล็กๆในป่าทั่วไป บินได้เร็ว แต่ในระดับต่ำๆและระยะทางสั้นๆเหมือนเคยอยู่เป็นฝูงใหญ่ตลอดตัวผู้รวมทั้งตัวเมียรวมกันราว ๕๐ ตัว แม้กระนั้นจะแยกเป็นฝูงเล็กๆในฤดูผสมพันธุ์ ซึ่งเพศผู้จำต้องต่อสู้กันเพื่อถือครองพื้นที่แล้วก็ช่วงชิงตัวเมียกันตัวละ ๓ – ๕ ตัว ข้างหลังผสมพันธุ์แล้วตัวเมียจะสร้างรังเป็นหลุมตื้นๆบนพื้นดินหรือบนกองใบไม้แห้งๆในที่ปลอดภัย  แล้วตกไข่คราวละ ๕ – ๖ ฟอง ไข่สีขาวหรือน้ำตาล ใช้เวลาฟักโดยประมาณ ๒๑ วัน ลูกไก่ป่าอายุ ๘ วันก็เริ่มบินเกาะตามก้านไม้ได้ แล้วก็เมื่ออายุประมาณ ๑๐ วัน ก็เริ่มบินได้ในระยะทางสั้นๆ

ไก่ป่าที่พบในประเทศไทยมี ๒ จำพวกย่อย เป็น
๑. ไก่ป่าติ่งหูขาว หรือ ไก่ป่าอีสาน (Cochin Chinese red jungle foml) มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Gallus gallus gallus (Linnaeus) มีติ่งหูสีขาว พบได้ทั่วไปทางภาคทิศตะวันออกและภาคตะวันออกเฉียงเหนือ
๒. ไก่ป่าติ่งหูแดง หรือ ไก่ป่าจำพวกพม่า (Burmese red jungle fowl) มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Gallus gallus  spadiceus (Bonnaterre) มีติ่งหูสีแดง พบได้บ่อยทางภาคเหนือ ภาคตะวันตก รวมทั้งภาคใต้
ประโยชน์ทางยา
สมุนไพร โบราณไทยใช้ตับไก่เป็นของกินและเป็นยา  แบบเรียนคุณประโยชน์ยาโบราณบันทึกไว้ว่า  ตับไก่ใช้แก้โรคตาฝ้าตาฝ้า ปัจจุบันนี้เพิ่งจะรู้ว่าโรคนี้เกิดขึ้นได้เพราะมีสาเหตุเนื่องมาจากการขาดวิตามินเอ ซึ่งพบได้มากในตับไก่ หมอแผนไทยรู้จักใช้เปลือกไก่ฟัก ไข่แดง ตับไก่ และเล็บไก่ป่า เป็นเครื่องยามาเป็นเวลายาวนานแล้ว หนังสือเรียนโบราณว่า ไข่แดงมีรสมัน คาว มีคุณประโยชน์ชูกำลังสร้างความเจริญให้แก่ร่างกาย ตับไก่มีรสมัน คาว มีคุณประโยชน์บำรุงเลือด แก้โลหิตจาง บำรุงร่างกายให้แข็งแรง แก้โรคตาฝ้าตาฟาง รวมทั้งเล็บไก่ป่าใช้แก้พิษไข้ ไข้รอยแดง ไข้หัวทุกประเภท นอกจากนี้ไข่ขาวยังใช้เป็นตัวยาปรุงแต่งทางการปรุงยาสำหรับทำยาขี้ผึ้ง ตามที่ปรากฏในยาขนานที่ ๗๙ ใน ตำราพระยาพระนารายณ์ ดังต่อไปนี้
ขนานหนึ่ง ให้เอาพิมเสน ๒ สลึง การบูร ๓ สลึง มาตะกี่ ๕ สลึง ชันตะคียน กำยาน สิ่งละ ๗ สลึง สีผึ้งขาว ๑๐ ตำลึง น้ำมันที่ทำจากมะพร้าวอันใหม่ดีนั้นครึ่งทนาน เคี่ยวขึ้นด้วยกันให้สุกดี  แล้วกรองกากออกเสีย เอาไว้ให้เย็น จึงเอาไข่ไก่ เอาแต่ไข่ขาว ๒ ลูก เอาเหล้ากลั่นราวๆจอกหนึ่ง กวนกับไข่ให้สบกันดี แล้วจึงแบ่งออกให้เป็น ๓ ภาคๆหนึ่งนั้น เอาน้ำทะแลงไซ้ ๓ สลึง การบูร ๓ สลึง กวนเข้าด้วยกันให้สบก็ดี เป็นขี้ผึ้งแดง ก็เลยเอาสีผึ้งขาวภาค ๑ นั้น มากมายวนด้วยจุณสีพอสมควร เป็นสีผึ้งเขียว ภาคหนึ่งเป็นสีปากขาว ปิดแก้พิศม์ แสบร้อนให้เย็น

12

นกกระจอก
นกกระจอก หรือนกกระจอกบ้าน ภาคใต้เรียก นกจอก
มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Passer montanas (Linnaeus)
มีชื่อสามัญว่า tree sparrow หรือ European sparrow ที่พบในประเทศไทยเป็นจำพวกย่อย Passer montanus malaccensis A. Dubois
ชีววิทยาของนกกระจอก
นกชนิดนี้เป็นนกขนาดเล็ก ความยาวของตัววัดจากปลายปากถึงปลายหางราว ๑๓ เซนติเมตร ปากอ้วนสั้นเป็นปากกรวย หัวออกจะใหญ่ คอสั้น ปีกสั้น ปลายปีกมน หางค่อนข้างจะสั้น ปลายหางหยักเว้าไปทางโคนหางน้อย ขาค่อนข้างสั้น กระหม่อมสีน้ำตาลเข้ม หัวด้านข้างและคอสีขาว ขนบริเวณหูมีแถบสีดำ คอหอยสีดำ ลำตัวข้างบนและปีกสีน้ำตาลเข้ม ขนปลายปีกแล้วก็ขนโคนปีกมีแถบสีขาว ๒ แถบ ลำตัวข้างล่างสีน้ำตาลอ่อน ตัวผู้และก็ตัวเมียมีลักษณะคล้ายคลึงกันมาก แต่ว่าตัวผู้มีสีแจ่มใสกว่าบางส่วน มักอยู่รวมกันเป็นฝูงใกล้ถิ่นอาศัยของมนุษย์ บางทีอาจพบได้ตั้งแต่ระดับน้ำทะเลจนถึงที่สูงจากระดับน้ำทะเลปานกลาง ๑,๘๐๐เมตร
นกกระจอกกินเมล็ดพืชและก็แมลงขนาดเล็กเป็นของกิน ทำรังตามใต้หลังคาบ้านหรือตามหลืบตามซอก วัสดุที่ใช้ในการทำรังมีต้นหญ้าแห้งเป็นส่วนใหญ่ เพาะพันธุ์ได้ทั้งปี  ออกไข่คราวละ ๓ – ๕ ฟอง ใช้เวลาฟักราว ๑๓ วัน หลังออกจากไข่ราว ๑๔ วัน ก็บินได้

ผลดีทางยา
[url=http://www.disthai.com/]สมุนไพร[/u][/b][/url] แพทย์ตามต่างจังหวัดใช้นกกระจอกหมดทั้งตัว ถอนขน ผ่าเอาเครื่องในออก ชำระล้าง เอาพริกไทยแล้วก็กระชายยัดในตัว แล้วหลังจากนั้นจึงย่างไฟ แล้วคัดแยกออกมาตำเป็นผง อาจผสมกับยาอื่นอีกหรือผสมน้ำผึ้ง กินเป็นยาบำรุงร่างกายให้แข็งแรง ราษฎรตามชนบทลางถิ่นใช้เลือดนกกระจอกทาปานแดงเด็กทารก

13

นกกวัก
นกกวักมีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Amaurornis phoenicurus (Pennant)
จัดอยู่ในสกุล Rallidae
มีชื่อสามัญว่า white – breasted waterhen หรือ white – breasted swamphen
ชีววิทยาของนกกวัก
นกประเภทนี้เป็นนกขนาดกลาง รูปร่างป้อม ความยาวของตัววัดจากปลายปากถึงปลายหางราว ๓๐ เซนติเมตร ปากสีเหลือง โคนปากสีแดง หน้าผาก คอกระทรวงอุตสาหกรรมและท้องสีขาว ข้างบนลำตัวสีดำ ด้านข้างตรงโคนขาสีเทา ตูดสีน้ำตาล ขาและก็นิ้วยาวสีเหลือง นกกวักมีลักษณะว่องไว มักหาเลี้ยงชีพตัวเดียวโดดๆตามหนองที่มีพรรณไม้น้ำลอยอยู่ วิ่งบนไม้น้ำได้อย่างรวดเร็ว มักออกหากินตอนเวลาค่ำหรือย่ำรุ่ง ส่งเสียงร้องดัง “กวัก กวัก” ขณะเดินเที่ยว ลำตัวจะอยู่ในแนวขนานกับพื้นดิน แล้วก็กระดกหางไปด้วย ว่ายน้ำเก่ง แต่บินไม่เก่งนัก ขณะบินขาจะแขวนลง นกชนิดนี้กินสัตว์น้ำตัวเล็กๆเป็นอาหาร ดังเช่นว่า กุ้ง หอย ปู ปลา แล้วก็พืชน้ำลางจำพวก ทำรังด้วยกิ่งไม้และก็ใบไม้ในบริเวณพงพืชที่ขึ้นอยู่ในน้ำที่รกทึบ วางไข่คราวละ ๕ – ๗ ฟอง ไข่สีฟ้าอ่อน มีจุดสีเทา เพศผู้และตัวเมียผลัดกันกกไข่ ใช้เวลาฟักราว ๒๐ วัน พบได้ในทุกภาคของประเทศ

ผลดีทางยา
สมุนไพร หนังสือเรียนคุณประโยชน์ยาโบราณใช้น้ำมันนกกวักผสมยาใช้ภายนอกแก้แผลโรคเรื้อน โรคมะเร็ง รวมทั้งพยาธิผื่นคันต่างๆ

14

นกกะลิง
นกกะลิง หรือพื้นที่พายัพเรียก นกกะแล
มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Psittacula himalayana finchii (Hume)
จัดอยู่ในวงศ์ Psittacidae
มีชื่อสามัญว่า gray – headed parakeet หรือ slaty – headed parakeet
ชีววิทยาของนกกะลิง
นกนี้เป็นนกปากโก่งกระเป๋านขอชนิดหนึ่ง ความยาวยาวของตัววัดจากปลายปากถึงปลายหายราว ๔๖ เซนติเมตร ความยาวนี้เป็นความยาวของหางราวครึ่งเดียว ปากบนสีแดงปลายเหลือง ปากล่างสีเหลือง ตาสีดำ หัวสีเทาแก่  ที่คอมีแถบดำใหญ่พาดจากรอบๆใต้คางไปถึงข้างหลัง แถบนี้จะค่อยๆเรียวเล็กลงจนถึงเหลือเป็นเพียงแค่เส้นเล็กๆที่กำดัน ต้นคอใต้เส้นดำเป็นสีฟ้า ใต้ปีกสีน้ำเงินอมเขียว หางยาว ตอนบนสีฟ้าแกอมเขียว ปลายเหลือง เมื่อดูผาดๆจะเห็นเป็นนกที่มีสีเขียว ตัวผู้มีทาสีแดงเข้มที่ที่ศีรษะปีกด้านข้าง รวมทั้งแถบดำที่คางมีขนาใหญ่มากยิ่งกว่าของตัวเมีย นกกะลิงอยู่รวมกันเป็นฝูง พบบ่อยทางภาคเหนือที่ระดับความสูงจากระดับน้ำมะเลปานกลาง ๖๐๐ – ๑,๒๐๐ เมตร นกชนิดนี้กินผลไม้ เมล็ดพืชและยอดอ่อนของพืช  ทำรังตามโพรงไม้ วางไข่คราวละ ๒ – ๕ ฟอง ในระหว่างม.ค.ถึงม.ย. ไข่ค่อนข้างกลม สีขาว ใช้เวลาฟัก ๒๒ – ๒๕ วัน

สรรพคุณทางยา
หมอแผนไทยตามบ้านนอกใช้เลือดนกกะลิงผสมกับยาอื่น เป็นยาบำรุงเลือด แก้โรคโลหิตจางและโลหิตทุพพลภาพ
สมุนไพร ใน พระตำราชวดารให้ยาขนานหนึ่ง คือยาแก้ลมกล่อน ยาขนานนี้เข้า “หางนกกะลิง” เป็นเครื่องยาด้วยดังนี้ ยาแก้ลมกล่อน อัณฑะเจ็บปวดเมื่อยตายไปข้างหนึ่ง อีกทั้งกายก้ดี เอายาเข้าเย็น ๑ พันพาย ๑ ประพรมคตตีนเต่า ๑ หางนกกะลิง ๑ กำลังวัวเถลิง ๑ หนวดพญานาค ๑ เอาเท่ากัน ต้มทากล่อนลม หายแล

Tags : สมุนไพร

15

อีแอ่นรับประทานรัง
อีแอ่นรับประทานรังเป็นอีแอ่นอย่างต่ำ ๓ จำพวก
ในสกุล Collocalia
สกุล Apodidae คือ
๑.อีแอ่นกินรัง
มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Colocalia  fuciphaga  (Gmelin)
มีชื่อสามัญว่า  edible – nest  swiftlet จำพวกนี้สร้างรังด้วยน้ำลายล้วนๆ
สมุนไพร
๒.อีแอ่นรับประทานรังสะโพกขาว
มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า  Colocalia  germani  Oustalet
มีชื่อสามัญว่า Germain’s  swiftlet ประเภทนี้สร้างรังด้วยน้ำลายล้วนๆเหมือนกันกับชนิดแรก

๓.อีแอ่นรังดำ หรือ อีแอ่นหางสี่เหลี่ยม
มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Colocalia  maxima  Hume
ชื่อสามัญว่า  black – nested  swiftlet   จำพวกนี้ทำรังด้วยขนยาวราว  ๖0  มีน้ำลายเป็นตัวเชื่อมจำนวนร้อยละ  ๔0 อีแอ่นในสกุล  Colocalia   ที่เจอในประเทศไทยมี  ๕  จำพวก  นอกเหนือจาก  ๓  ชนิดข้างต้นแล้ว   ที่เหลืออีก  ๒  ชนิดเป็น
๔.อีแอ่นท้องขาว
มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า  Colocalia  esculenta  (Linnaeus)
มีชื่อสามัญว่า  glossy  swiftlet   จำพวกนี้สร้างรังด้วยต้นหญ้าและพืชต่างๆ  มีน้ำลายเป็นตัวเชื่อมเพียงแค่เล็กๆน้อยๆ

Tags : สมุนไพร

หน้า: [1] 2 3 4