แสดงกระทู้

This section allows you to view all posts made by this member. Note that you can only see posts made in areas you currently have access to.


Topics - billcudror1122

หน้า: [1] 2 3 ... 5
1

เหงือกปลาหมอ
รักษาโรคผิวหนัง ผื่นคัน กลากโรคเกลื้อน
ชื่ออื่น : แก้มแพทย์ แก้มแพทย์เล จะเกร็ง นางเกร็ง อีเกร็ง เหงือกปลาหมอน้ำเงิน
ในหนังสือเรียนยาไทยบอกว่า เหงือกปลาหมอสามารถแก้โรคผิวหนังได้ทุกชนิด
ในเมื่อเหงือกปลาหมอมีสรรพคุณเด่นแก้น้ำเหลืองเสียได้ โรคผิวหนังต่างๆแม้แต่ โรคอีสุกอีใส ที่เกิดขึ้นจากเชื้อไวรัสก็จะลดลงลง
สมุนไพร เหงือกปลาแพทย์เป็นไม้พุ่มที่มีขนาดกลางๆสูงโดยประมาณ 1-2 เมตร ส่วนของลำต้นและก็ใบจะมีหนามมีหนาม ใบหนามแข็งและมีขอบเว้าหนามแหลมใบออกเป็นคู้ตรงกันข้ามกัน ส่วนของดอกจะออกเป็นช่อตามยอด กลีบดอกไม้จะมีสีขาอมม่วง มี 4 กลีบแยกจากกันผลเป็นฝักสีน้ำตาล มี เมล็ด จะสามารถพบได้บ่อยตามชายน้ำ ริมฝั่งลำคลองรอบๆปากแม่น้ำ
ในกรณีโรคผิวหนังพุพองจากเชื้อไวรัสโรคภูมิคุมกันบกพร่อง แม้ว่าจะรุนแรงกว่าโรคผิวหนังทั่วไป แม้กระนั้นเมื่อใช้เหงือกปลาหมอเป็นยารับประทานและต้มน้ำอาบต่อเนื่องกันเป็นระยะเวลานานกว่า 3 ข้างขึ้นไป แผลพุพอง ก็จะเบาลงลงอย่างเห็นได้ชัด สำหรับคนไข้โรคผิวหนังด้วย
แนวทางปรุงยาและวิธีใช้ยาก็มีหลายวิธี คือ
แนวทางต้มยากินแล้วก็อาบ
เอาเหงือกปลาแพทย์สดหรือแห้งสับเป็นท่อนเล็กๆใส่เต็มขันขนาด 1 ลิตร ใส่น้ำ 4 ขัน ต้มยาให้เดือดนาน 10 นาที ตักน้ำยาขึ้นมา 1 แก้ว แบ่งไว้สำหรับดื่มกินขณะอุ่นๆครั้งละครึ่งแก้ว วันละ 2 ครั้ง เช้า-เย็น ก่อนกินอาหาร
ส่วนน้ำยาที่แบ่งไว้อาบนั้น จำต้องใช้อาบขณะน้ำยายังอุ่นอยู่ ก่อนอาบน้ำจำต้องชำระล้างร่างกายด้วยสบู่ให้สะอาดซะก่อน เมื่ออาบน้ำยาแล้ว ไม่ต้องอาบน้ำธรรมดาตามอีก อาบน้ำยาวันละ 2 ครั้ง รุ่งเช้า-เย็นครั้งละ 3-4 ขัน แต่ว่าถ้ามีเหงือกปลาหมอเยอะมากๆ อาจจะต้มยาเพื่อแช่ทั้งตัวในอ่างก็ยิ่งดี
วิธีการทำเป็นยาลูกกลอน
นำเหงือกปลาหมออีกทั้ง 5 หนตากแห้งมาบดเป็นผุยผงละเอียด 2 ส่วน ผสมน้ำผึ้งแท้ 1 ส่วน ปั้นเป็นเม็ดลูกกลอนขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 1 เซนติเมตร ผู้ใหญ่รับประทานครั้งละ 2 เม็ด เด็กบางครั้งอาจจะรับประทานทีละ 1 เม็ดหรือครึ่งเม็ดตามขนาดอายุและน้ำหนัก กินวันละ 2 ครั้ง ก่อนกินอาหาร ตอนเช้า-เย็น รับประทานไปเรื่อยจนกว่าจะหาย แม้กระนั้นถ้าหากเป็นโรคผิวหนังจากภูมิคุ้มกันผิดพลาดก็จำเป็นต้องกินตลอดกาล

กระบวนการทำเป็นแคปซูล
นำผงเหงือกปลาหมอที่ผ่านการบินเป็นผงละเอียดเสมือนแป้งใส่แคปซูลขนาด 250 มิลลิกรัม คนแก่กินครั้งละ 2 แคปซูลวันละ 2-3 เวลาก่อนกินอาหาร เด็กน้อยลงตามส่วน
เหงือกปลาหมอมีสรรพคุณมากไม่น้อยเลยทีเดียว เป็นต้นว่า
-ราก มีสรรพคุณในการแก้โรคหืด อัมพาต แก้ไอ และใช้ขับเสมหะ
-ต้น มีสรรพคุณรักษาโรคหลายชนิด โดยใช้ต้นตำผสมน้ำดื่มรักษาวัณโรค อาการผอมแห้งแรงน้อย ถ้าหากใช้ทาก็ช่วยแก้โรคเหน็บชาได้
-ลำต้น ไปผสมกับสมุนไพรอื่นๆก็จะได้คุณประโยชน์ทางยาไม่เหมือนกันออกไปอีก
-ทั้งต้นรวมรากต้มอาบแก้พิษไข้ต้นลม แก้โรคผิวหนังทุกประเภท
-ทั้งต้นสดตำพอกปิดหัวฝีแผลเรื้อรังถอนพิษ ต้มรับประทานแก้พิษโรคฝีดาษ ฝีทั้งมวล ผลกินเป็นยาขับโลหิตรอบเดือน นอกนั้น ถ้าตาเจ็บ ตาแดง เอา
"เหงือกปลาหมอ" ต้นตำกับขิงคั้นเอาน้ำหยอดตาหาย เป็นเหน็บชา ชาหมดทั้งตัว
- ต้นตำทาบริเวณที่เป็นจะดีขึ้น
- ตำเอาน้ำดื่มกากพอก งูกัด
- ต้นกับขมิ้นอ้อยตำทาป็นฝีฟกบวม เป็นริดสีดวงทวาร
- ต้นตำกับขิงกิน โรคเรื้อน โรคกุฏฐัง เป็นไข้จับสั่น
- อีกทั้งต้นตำใบส้มป่อยต้มดื่ม เจ็บหลัง เจ็บเอว
- "เหงือกปลาหมอ" กับชะเอมเทศตำผงละลายน้ำผึ้งปั้นเป็นก้อนรับประทาน ริดสีดวงแห้ง
ในท้อง ผอมแห้งแรงน้อยเหลืองหมดทั้งตัว กินทุกเมื่อเชื่อวัน
- "เหงือกปลาหมอ" กับเปลือกมะรุมเท่ากันใส่หม้อ เกลือหน่อยเดียว หมาก 3 คำ เบี้ย 3 ตัว วางบนปากหม้อ ใช้ฟืน 30 ท่อน ต้มกับน้ำจนถึงเดือดให้งวดก็เลยชูลง กลั้นหายใจกินขณะอุ่นจนหมด เป็นริดสีดวง มือตายตีนตาย ร้อนหมดทั้งตัว วิงเวียน ตามัว เจ็บระบมตลอดตัว ตัวแห้ง จะหายได้
- "เหงือกปลาแพทย์" ทั้งยัง 5 รวมราก กับ อาหารมื้อเย็นเหนือ อาหารเย็นใต้ ปริมาณเสมอกัน กะตามต้องการ ต้มกับน้ำกระทั่งเดือดดื่มขณะอุ่นทีละ 1 แก้ว 3 เวลา เช้า ช่วงเวลากลางวัน เย็น ต้มดื่มปอดเริ่มมีปัญหาเป็นฝ้าจะอาการดีขึ้น ไปให้แพทย์เอกซเรย์ปอดไม่เป็นฝ้าอีกหยุดต้มกินได้เลย แล้วก็ต้องระวังอย่าให้เป็นอีก
ยาอายุวรรฒนะ
- "เหงือกปลาแพทย์" 2 ส่วน พริกไทย 1 ส่วน ทำเป็นผงละลายน้ำผึ้งปั้นรับประทานวันแล้ววันเล่า
กินได้ 1 เดือน ไม่มีโรค ปัญญาดี
กินได้ 2 เดือน ผิวหนังเต่งตึง
กินได้ 3 เดือน โรคริดสีดวงทุกชนิดหาย
กินได้ 4 เดือน แก้ลม 12 พวก หูไว
กินได้ 5 เดือน หมดโรค
กินได้ 6 เดือน เดินไม่เคยทราบอิดโรย
กินได้ 7 เดือน ผิวงาม
กินได้ 8 เดือน เสียงไพเราะเพราะพริ้ง
กินได้ 9 เดือน หนังเหนียว
-"เหงือกปลาหมอ" 1 ส่วน ดีปลี 1 ส่วน ทำผงชงรับประทานกับน้ำร้อนถ้าหากผิวแตกหมดทั้งตัวหายได้ ทั้งหมดที่บอกเป็นหนังสือเรียนยาโบราณ ไม่เชื่อก็ไม่ควรดูถูกดูแคลน ทราบไว้เป็นวิชา http://www.disthai.com/

2

ชื่อสกุล : LEGUMINOSAE-CAESALPINIOIDEAE
ชื่อวิทยาศาสตร์ : Cassia fistula L.
ชื่อสามัญ : Golden shower, Indian laburnum, Pudding-pine tree
ชื่อพื้นเมืองอื่น : ราชพฤกษ์ (ภาคเหนือ) ; ปูโย, เปอโซ, ปือยู, แมะหล่าหยู่ (กะเหรี่ยง-แม่ฮ่องสอน) ; คูณ (ภาคกึ่งกลาง, ภาคเหนือ) ; ชัยพฤกษ์, ราชพฤกษ์ (ภาคกึ่งกลาง) ; กุเพยะ (กะเหรี่ยง-กาญจนบุรี)
ชนิดนี้ตำราเรียนหลังเล่มเสนอ ชื่อใหม่เป็นเพียงแต่ระดับชนิดย่อย คือ Cassia javanica L.subsp javanica K.& S.S .Larsen พืชชนิดนี้เป็นไม้ใหญ่ขนาดเล็ก ถึงกับขนาดกึ่งกลาง สูงได้ถึง ๑๕ เมตร เมื่อลำต้นอย่างอ่อนอยู่มีน้ำแข็งที่เกิดขึ้นจากกิ่งแก่ที่หลุดร่วงไป แต่ว่าเมื่อต้นแก่ขึ้นจะหายไป ลำต้นไม่เป็นปุ่มปม ใบเป็นใบประกอบแบบขนเรียงสลับกัน มีใบย่อย ๕-๑๕ คู่ ก้านใบยาว ๑.๕-๔ เซนติเมตร ศูนย์กลางใบยาว ๒๐-๓๐ เซนติเมตร ใบย่อยรูปไข่ปนรูปมูลหรือรูปขอบขนาน กว้าง ๑.๕-๓ ซม. ยาว ๒-๕ ซม. ปลายใบกลมหรือมน โคนใบกลม ใต้ใบมีขนละเอียดอยู่เอนราบกับผิวใบ ก้านใบย่อยสั้นมากมาย ดอกออกเป็นช่อตามกิ่ง ก้านช่อดอกใหญ่และก็แข็ง ไม่แตกแขนง ยาว ๕-๑๖ เซนติเมตร เมื่อเริ่มบานมีสีชมพูแล้ว เปลี่ยนเป็นสีแดงเข้ม เมื่อใกล้โรยเปลี่ยนเป็นสีออกขาว ดอกย่อยมีก้านเรียวยาว ๓-๕ ซม.[url=http://www.disthai.com/16488365/%E0%B8%A3%E0%B8%B2%E0%B8%8A%E0%B8%9E%E0%B8%A4%E0%B8%81%E0%B8%A9%E0%B9%8C]ราชพฤกษ์[/url] มีกลีบเลี้ยงมี สีแดงเข้มถึงสีแดงอมน้ำตาล รูปไข่ ปลายแหลม ยาว ๗-๑๐ มม.กลีบดอกไม้รูปไข่กลับ กว้าง ๗-๘ มม. ยาว ๒๕-๓๕มิลลิเมตร โคนกลีบดอกไม้เป็นก้านยาวราว ๓ มิลลิเมตร  เกสรเพศผู้มี ๑๐ อัน ขนาดยาวไม่เท่ากัน รังไข่เรียว ขนปกคลุมบางๆผลเป็นฝักรูปกระบอกขนาดวัดผ่าศูนย์กลางราม ๑-๑.๕ ซม. ยาว ๒๐-๖๐ ซม. ห้อยลงมาจากกิ่ง ฝักแก่สีดำ หมดจด ไม่มีขน ไม่แตก มีเม็ดจำนวนหลายชิ้น และรูปแบนแทบกลม สีน้ำตาลเป็นมัน
ลักษณะทางวิชาพฤกษศาสตร์
ต้นไม้ (T) สูงประมาณ 5-15 เมตร เปลือกต้นเรียบ เกลี้ยง สีเทาอ่อนหรือสีเทาอมน้ำตาล สีเทาอมขาว หรือสีนวล
ใบ เป็นใบประกอบแบบขน ใบเรียงสลับ ลักษณะใบย่อยรูปไข่ ปลายใบแหลม ขอบใบเรียบ โคนใบมน แผ่นใบสีเขียว มีใบย่อยประมาณ 4-12 คู่
ดอก ออกดอกเป็นช่อแบบช่อกระจะ เป็นช่อห้อยระย้าออกตามกิ่งหรือออกตามง่ามใบ มีดอกแบบสมมาตรข้างๆ มีกลีบดอก 5 กลีบ สีเหลืองสด โดยกลีบดอกไม้บนสุดจะเรียงอยู่รอบในสุด ดอกมีกลิ่นหอมยวนใจอ่อนๆ
ผล เป็นฝักกลม ทรงกระบอกยาว ผิวเรียบ รวมทั้งมีเปลือกแข็ง ข้างในมีฝาผนังแบนสีน้ำตาล กั้นเป็นห้องและก็มีเมล็ดห้องละ 1 เมล็ด ผลอ่อนจะมีสีเขียว เมื่อแก่จะเป็นสีน้ำตาลเข้ม หรือดำ
เมล็ด มีเนื้อหุ้มห่อนุ่มๆสีน้ำตาลไหม้ หรือสีดำ ลักษณะกลมมนแล้วก็แบน มีรสหวาน
นิเวศวิทยา
ขึ้นตามป่าเบญจพรรณแล้งทั่วๆไป มีมากทางภาคเหนือ นิยมปลูกเป็นไม้ประดับและปลูกข้างถนนเพื่อความสวย
การปลูกและขยายพันธุ์
ปลูกได้ไม่ยากและเจริญวัยได้ในดินดูเหมือนจะทุกชนิด แต่จะถูกใจดินร่วนปนทราย เพาะพันธุ์ด้วยการเพาะเม็ดและก็ตอนกิ่ง

ประโยชน์ทางยา
รสและก็สรรพคุณในตำรายา
ราก รสเมา เป็นยาบำรุง รักษาโรคเกี่ยวกับหัวใจ โรคที่มีปัญหาเกี่ยวกับถุงน้ำดี เป็นยาถ่ายอย่างแรง รักษาอาการไข้ ระบายพิษไข้ ถ่ายสิ่งสกปรกออกมาจากร่างกาย ฆ่าเชื้อโรคโรคกุฏฐัง แก้กลากเกลื้อน แก้อาการเซื่องซึม หนักหัว
เปลือกราก รสฝาด ต้มดื่มแก้ไข้ไข้มาลาเรียและก็ระบายพิษไข้ ใช้ร่วมกับเนื้อในฝักเป็นยาแก้ไข้ไข้จับสั่นแล้วก็เป็นยาระบาย
แก่น รสเมา ใช้เป็นยาขับพยาธิไส้เดือน รักษาอาการท้องเสีย และช่วยรีบคลอด
ราชพฤกษ์เปลือกต้น รสฝาดเมา ใช้เป็นยาช่วยเร่งคลอด รักษาอาการท้องเสีย
กระพี้ รสเมา ใช้แก้โรครำมะนาด
ฝัก เนื้อในฝักรสหวานเอียน ใช้รับประทานเป็นยาระบาย ช่วยทุเลาอาการแน่นหน้าอก ขัดหรือชำระน้ำดี แก้ลมเข้าข้อและขัดข้อ
เปลือกฝัก รสเฝื่อนฝาดเมา ทำให้แท้งลูก ขับรกที่ค้าง และทำให้คลื่นไส้
ใบแก่ รสเมา ใบสดหรือตากแห้ง ใช้เป็นยาถ่าย รักษาอัมพาต ฆ่าเชื้อโรคทั้งผอง ฆ่าพยาธิผิวหนัง รักษาอัมพาตของกล้ามบนบริเวณใบหน้า พอกแก้ปวดข้อ หรือต้มน้ำกินแก้โรคที่เกิดขึ้นและมีปัญหาเกี่ยวกับสมอง แก้เส้นเอ็นพิการ
ใบอ่อน รสเมา ตำพอกหรือคั้นเอาน้ำทารักษาโรคกลากเกลื้อน แก้ไข้รูมาติก
ดอก รสเปรี้ยวขม ใช้รักษาโรคกระเพาะอาหาร เป็นยาถ่ายพยาธิ ต้มดื่มแก้ไข้ แก้แผลเรื้อรัง ช่วยหล่อลื่นในลำไส้ ระบายท้อง
เม็ด ช่วยกระตุ้นให้อ้วก เป็นยาถ่าย
ราชพฤกษ์ แนวทางแล้วก็ปริมาณที่ใช้
แก้ท้องผูก โดยการเอาเนื้อในฝักแก่หนักโดยประมาณ 5-10 กรัม ต้มกับน้ำ 500 ซีซี ใส่เกลือเล็กน้อย ดื่มก่อนนอนหรือรุ่งเช้าก่อนที่จะกินอาหาร เป็นยาระบายที่เหมาะสำหรับผู้ที่ท้องผูกเป็นประจำ และก็สตรีมีท้องก็ใช้ฝักคูณเป็นยาระบายได้
รักษาโรคกระเพาะ โดยใช้ฝักโดยประมาณ 30 กรัม ผสมน้ำ 100 ซีซี ต้มให้เดือดและเหลือน้ำ 50 ซีซี ดื่มให้หมดครั้งเดียว วันละ 3 ครั้ง http://www.disthai.com/

3

ทับทิม
การกินเพื่อสุขภาพ
ทับทิม สุดยอดราชินีที่ผลไม้ มีคุณประโยชน์อีกทั้งต้น
การกินเพื่อสุขภาพ
ทับทิม สุดยอดราชินีแห่งผลไม้ มีคุณประโยชน์อีกทั้งต้น
อัปเดตล่าสุดตอนวันที่ พฤษภาคม 3, 2018 ราวเวลาการอ่าน: 2 นาที
แชร์เนื้อหานี้
ทับทิมได้ผลไม่ที่นิยมรับประทานกันมาก รวมทั้งขึ้นชื่อลือชาในเรื่องของคุณค่าที่มากมาย จนได้รับสมญาว่า ราชินีแห่งผลไม้ กล่าวกันว่าทับทิมนั้นคือผลไม้ที่ถูกประยุกต์ใช้ในแวดวงแพทย์มาแล้วนับพันปี ในตอนนี้ทับทิมถือเป็นผลไม้ที่นิยมปลูก และก็รับประทานกันทั่วทั้งโลก สามารถหารับประทานได้ง่ายในประเทศไทย พินิจได้จากร้านค้าขายน้ำทับทิม หรือผลทับทิมสด ที่แทบมีอยู่ตามถนนหรือทุกตลาดในประเทศไทย
คุณประโยชน์ของทับทิมมีมากไม่น้อยเลยทีเดียว อีกทั้งในเรื่องของสารอาหาร รวมทั้งการปกป้องโรค
วิตามินซีสูงมาก
ทับทิมถือเป็นผลไม่ที่มีวิตามินซีสูงมาก ในน้ำทับทิมเพียงแต่ 1 แก้ว มีวิตามินซีถึงจำนวนร้อยละ 40 ของจำนวนที่พวกเราอยากในหนึ่งวัน (สำหรับคนแก่) ด้วยปริมาณวิตามินซีที่สูงในระดับนี้ก็เลยมีคุณประโยชน์สำหรับเพื่อการลดการเสี่ยงในการเป็นโรคหวัด หรือแพ้อากาศได้อย่างยอดเยี่ยม
ช่วยบำรุงรักษาผิวพรรณ
การรับประทานทับทิมสด หรือน้ำทับทิมนั้น จะช่วยให้ผิวพรรณของเราดูแจ่มใส เนื่องด้วยทับทิมสำเร็จพอดีมีสรรพคุณสำหรับในการต้านอนุมูลอิสระ ช่วยสำหรับในการชะลอวัย ลดการเกิดริ้วรอยในผิวของเรา และก็ด้วยจำนวนวิตามินซีที่สูงก็เลยช่วยในเรื่องทำให้ผิวกระจ่างขาวใส นอกนั้นพวกเรายังสามารถใช้น้ำทับทิมราว 1 ช้อนชา ทาบริเวณบริเวณใบหน้า ทิ้งไว้ 10 นาทีแล้วล้างออก จะช่วยสำหรับเพื่อการบำรุงผิวหน้าให้มองเต่งตึงมากขึ้นได้อีกด้วย ประโยชน์ในข้อนี้ของทับทิมสามารถยืนยันได้จากการที่ในตอนนี้ มีเครื่องสำอางหรือครีมหลายชนิดได้นำทับทิมไปเป็นองค์ประกอบ
หลอดเลือดและก็หัวใจดียิ่งขึ้น
ในทางการแพทย์มีการวิจัยแล้วพบว่าทับทิม มีคุณประโยชน์ช่วยสำหรับการทำให้การไหลเวียนของเลือดดีขึ้น ลดภาวการณ์ขาดเลือดในคนป่วยโรคหัวใจ นอกเหนือจากนั้นยังพบว่าคนที่มีความดันโลหิตสูง เมื่อกินน้ำทับทิมวันละ 50cc จะช่วยลดระดับความดันเลือดได้จำนวนร้อยละ 5 ช่วยลดสภาพการณ์การแข็งตัวของไขมันในหลอดเลือดได้อีกด้วย
ลดความเสี่ยงในการเกิดโรคมะเร็ง
เหตุเพราะเป็นผลไม้ที่มีค่าการต่อต้านอนุมูลอิสระที่สูง จึงช่วยลดการเสี่ยงสำหรับในการกำเนิดโรคมะเร็งได้เป็นอย่างดี มีงานค้นคว้าพบว่า การรับประทานทับทิมช่วยลดจังหวะการเกิดโรคมะเร็ง ช่วยยั้งการเติบโตของเซลล์มะเร็งถึง 13ช นิด แล้วก็ยังสามารถช่วยทำลายเซลล์มะเร็งในหลอดของกิน แล้วก็ลำไส้ได้อีกด้วย
คุณประโยชน์อื่นๆของทับทิม
เว้นเสียแต่คุณประโยชน์หลักที่กล่าวไปในข้างต้นแล้ว ทับทิมยังมีคุณประโยชน์อื่นอีกเยอะมาก ไม่ว่าจะเป็น ช่วยทุเลาอาการแพ้ท้องในหญิงตั้งครรภ์ ช่วยทำให้ปรับสมดุลในวัยหมดประจำเดือน ลดความเสี่ยงสำหรับการเป็นโรคจำอะไรไม่ค่อยได้ในคนวัยชรา คุ้มครองโรคเลือดออกตามไรฟัน เสริมสุขภาพกระดูกลดความเสี่ยงสำหรับเพื่อการเป็นโรคกระดูกพรุน คุ้มครองปกป้องการเสื่อมสรรถภาพทางเพศ ลดการตกขาว พูดได้ว่ามีคุณประโยชน์มากจริง
 เว้นแต่ส่วนที่เรานิยมกินกันอย่างเมล็ดแล้ว องค์ประกอบอื่นของทับทิมก็มีประโยชน์ไม่แพ้กัน ทั้งเป็นยาและก็สมุนไพร
ใบ: สามารถทำน้ำยาบ้วนปากหรือล้างตาได้ ยาพอกที่ทำมาจากใบสามารถช่วยบรรเทาอาการผมร่วงได้อย่างยอดเยี่ยม
เปลือก: ลดการเกิดริ้วรอยในผิวของเราใช้รักษา แผลหิด กากโรคเกลื้อน มีคุณประโยชน์เกี่ยวกับการดูแลและรักษาโรคในทางเดินอาหาร เป็นต้นว่ารักษาอาการท้องร่วงได้
เปลือกของลำต้น รวมทั้งราก: สามารถนำมาทำเป็นยาถ่ายพยาธิได้อีกด้วย โดยนำมาผสมกับกานพลู แล้วก็บางทีอาจใส่ดีเกลือต้มกับน้ำประมาณสามถ้วย มีสรรพคุณในการถ่ายพยาธิ
ดอก: มีคุณประโยชน์สำหรับการรักษาแผล แล้วก็บรรเทาอาการอักเสบของหูชั้นใน
ทับทิมถือเป็นผลไม้ที่มีสาระในทุกส่วนของต้น ไม่ใช่เพียงแต่เม็ด หรือน้ำทับทิม จึงไม่ประหลาดใจเลยที่ทับทิมจะได้รับฉายานามว่า "ราชชินีแห่งผลไม้"
โรคแล้วก็อาการอื่นๆเป็นต้นว่า โรคเส้นโลหิตหัวใจ การหย่อนยานสมรรถนะทางเพศ เจ็บกล้ามหลังการบริหารร่างกาย กรุ๊ปอาการอ้วนอ้วน โรคมะเร็งต่อมลูกหมาก เยื่อบุช่องปากอักเสบ ผิวไหม้จากแดด การตำหนิดเชื้อทริโคโมแนส (Trichomoniasis) ท้องเดิน โรคบิด เจ็บคอ โรคริดสีดวงทวาร อาการวัยทอง รวมทั้งอื่นๆยังจำเป็นจะต้องทำการศึกษาวิจัยเสริมเติมเพื่อหาหลักฐานเกี่ยวกับความสามารถและความปลอดภัยของทับทิมสำหรับเพื่อการรักษาโรค
ความปลอดภัยสำหรับการรับประทานทับทิมหรือผลิตภัณฑ์จากทับทิม
โดยปกติการกินน้ำทับทิมค่อนข้างจะมีความปลอดภัย แต่ว่าในบางรายที่มีลักษณะอาการแพ้ผลสดของทับทิมอาจเกิดผลข้างๆจากการดื่มน้ำทับทิมได้
รากทับทิมมีสารที่เป็นพิษต่อสุขภาพ การรับประทานรากรวมทั้งลำต้นของทับทิมในปริมาณมากบางทีอาจไม่ปลอดภัย
สารสกัดจากทับทิมค่อนข้างจะไม่มีอันตรายสำหรับในการกินหรือนำมาใช้กับผิวหนัง แต่อาจจะเป็นผลให้เกิดอาการแพ้นิดหน่อยในบางราย อย่างเช่น อาการคัน บวม น้ำมูกไหล หรือหายใจไม่สะดวก
การรับประทานน้ำทับทิมค่อนข้างมีความปลอดภัยสำหรับหญิงตั้งครรภ์หรืออยู่ในช่วงให้นมบุตร แม้กระนั้นยังไม่มีรายงานรับรองความปลอดภัยสำหรับเพื่อการกินหรือใช้ทับทิมในแบบอย่างอื่น ดังเช่น สารสกัดจากทับทิม จึงควรปรึกษาหมอก่อนการกินทุกหน
น้ำทับทิมอาจจะทำให้ความดันโลหิตลดลดน้อยลงน้อย ซึ่งอาจจะทำให้คนป่วยที่มีภาวการณ์ความดันต่ำอาการเกิดขึ้นอีก

คนที่มีลักษณะแพ้จากพิษพืชอาจมีการเสี่ยงที่จะเกิดอาการแพ้จากการกินทับทิม
คนป่วยที่จำต้องเข้ารับการผ่าตัดควรจะหยุดรับประทานทับทิมขั้นต่ำ 2 อาทิตย์ ด้วยเหตุว่าทับทิมทำให้ความดันเลือดต่ำลง จึงบางทีอาจกระทบต่อความดันเลือดในขณะผ่าตัดหรือส่งผลต่อเนื่องไปยังหลังการผ่าตัด
การรับประทานทับทิมพร้อมกันกับยาบางประเภทอาจจะทำให้เกิดปฏิกิริยาระหว่างยา อย่างเช่น ยาที่เกี่ยวกับหลักการทำงานของตับโดยเอนไซม์ตับ Cytochrome ประเภท P450 2D6 หรือประเภท P450 3A4 ยาลดระดับความดันโลหิตหรือเอซีอี อินฮิบิเตอร์ ยารักษาโรคความดันเลือดสูง ยาโรสุวาสแตว่ากล่าวน คนที่กินยาเสมอๆหรือมีโรคประจำตัวควรปรึกษาแพทย์ก่อนการกินเพื่อให้เกิดความปลอดภัย http://www.disthai.com/

4

ขิง
ขิง เป็นพืชที่มีเหง้าใต้ดิน ภายนอกเหง้าเป็นน้ำตาลแกมเหลือง เนื้อในสีขาวหรือเหลืองอ่อน มักเอามาทำอาหารเนื่องจากส่งกลิ่นหอม นอกเหนือจากนี้ ขิงยังใช้เป็นองค์ประกอบในเครื่องดื่ม สบู่ และเครื่องแต่งตัวทั้งหลายเช่นเดียวกัน ด้านผลดีต่อสุขภาพ มีความเชื่อเกี่ยวกับการใช้ขิงรักษาโรคหลากหลายชนิดมาอย่างนาน ได้แก่ โรคที่เกิดขึ้นและมีปัญหาเกี่ยวกับระบบการทำงานเกี่ยวกับการย่อยอาหารอย่างท้องร่วง มีแก๊สในกระเพาะ ของกินไม่ย่อย อาการเมารถเมาเรือ คลื่นไส้ เบื่ออาหาร
คุณลักษณะของขิงมั่นใจว่าประกอบด้วยสารที่บางทีอาจช่วยลดอาการอาเจียนแล้วก็ลดการอักเสบ โดยนักวิจัยโดยมากคาดว่าเป็นสารที่ออกฤทธิ์ในกระเพาะรวมทั้งไส้ และสารนี้บางทีอาจส่งผลต่อสมองหรือระบบประสาทส่วนที่ควบคุมอาการอาเจียนด้วย แต่การสันนิษฐานดังกล่าวมาแล้วข้างต้นยังไม่ชัดแจ้งนัก และคุณลักษณะด้านอื่นๆมีข้อมูลน้อยกว่า ซึ่งประโยชน์ซึ่งมาจากขิงต่อร่างกายที่พวกเราเชื่อกันนั้น ขณะนี้ด้านวิทยาศาสตร์มีข้อมูลแจกแจงไว้ดังนี้
การดูแลรักษาที่บางทีอาจสำเร็จ
อาการคลื่นไส้อาเจียนที่เกิดขึ้นมาจากการใช้ยาต้านทานไวรัสเอชไอวีหรือเอดส์ สรรพคุณทุเลาอาการคลื่นไส้คลื่นไส้ของขิงอาจมีประโยชน์ต่อคนเจ็บโรคนี้ที่มักมากรับผลข้างเคียงจากการใช้ยารักษาโรค โดยจากการศึกษาคนไข้จำนวน 102 คน แบ่งให้กรุ๊ปหนึ่งกินขิง 500 กรัม อีกกลุ่มรับประทานยาหลอกวันละ 2 ครั้ง ในตอน 30 นาทีก่อนจะได้รับยารักษาโรคโรคภูมิคุมกันบกพร่องอย่างยาต้านทานรีโทรเชื้อไวรัส เป็นเวลาทั้งหมดทั้งปวง 14 วัน พบว่าขิงช่วยลดอาการอ้วกคลื่นไส้ที่เกิดขึ้นมาจากการดูแลรักษาโรคติดเชื้อเอชไอวีได้
อาการคลื่นไส้อ้วกภายหลังการผ่าตัด ขิงอาจช่วยบรรเทาอาการอ้วกและก็อ้วกจากการผ่าตัดได้อย่างเดียวกัน โดยการเรียนด้านวิทยาศาสตร์ส่วนมากชี้ว่าการรับประทานขิง 1-1.5 กรัม ในตอน 1 ชั่วโมงก่อนจะมีการผ่าตัดนั้นดูเหมือนจะช่วยลดอาการอาเจียนคลื่นไส้ที่บางทีอาจเกิดขึ้นในระหว่าง 1 วันหลังได้รับการผ่าตัด
งานค้นคว้าหนึ่งทดสอบแบ่งคนไข้จำนวน 122 คนที่รับการผ่าตัดต้อกระจกให้กินแคปซูลขิง 1 กรัม แล้วก็อีกกลุ่มได้รับแคปซูลขิง 500 มก.แต่แบ่งให้ 2 ครั้งก่อนผ่าตัด ซึ่งคำตอบพบว่าคนไข้ในกลุ่มหลังมีลักษณะอาการคลื่นไส้อาเจียนน้อยครั้งและมีความรุนแรงของอาการน้อยกว่า โดยงานศึกษาค้นคว้าและการวิจัยนี้พบว่าการใช้ขิงนั้นคงจะให้สมรรถนะสูงสุดเมื่อกินบ่อยๆและก็เป็นประจำโดยแบ่งจำนวนการใช้
นอกจากนั้น การทดสอบทาน้ำมันขิงบริเวณข้อมือของผู้ป่วยก่อนเข้ารับการผ่าตัด พบว่าช่วยป้องกันอาการอาเจียนในคนไข้โดยประมาณ 80 เปอร์เซ็นต์จากผู้เข้ารับการผ่าตัดทั้งผอง แต่ว่าการใช้ขิงช่วยลดอาการอาเจียนคลื่นไส้ร่วมกับยาลดอ้วกอ้วกนั้นบางทีอาจให้ผลได้ไม่ดีนัก รวมถึงการใช้ขิงกับผู้ป่วยที่มีโอกาสเสี่ยงต่อการคลื่นไส้อ้วกน้อยอยู่รวมทั้งบางทีอาจไม่ได้ผลเหมือนกัน
อาการแพ้ท้อง การกินขิงอาจมีส่วนช่วยบรรเทาอาการแพ้ท้อง เป็นต้นว่า อ้วก อาเจียน หรือเวียนหัว ผลการค้นคว้าชิ้นหนึ่งที่ช่วยรับรองคุณสมบัตินี้เป็นการทดลองในหญิงที่มีอายุครรภ์น้อยกว่า 20 สัปดาห์ ปริมาณ 120 คน ซึ่งเผชิญอาการแพ้ท้องวันแล้ววันเล่านานขั้นต่ำ 1 สัปดาห์ และไม่กระปรี้กระเปร่าขึ้นแม้จะแปลงการกินอาหารรวมทั้งตาม หลังจากกินสารสกัดจากขิง 125 มิลลิกรัม ซึ่งเท่ากันกับขิงแห้ง 1.5 กรัม วันละ 4 ครั้ง 4 วัน ผลสรุปได้ชี้ให้เห็นว่าขิงบางทีอาจสามารถประยุกต์ใช้ประโยชน์ในฐานะการดูแลรักษาโอกาสต่ออาการแพ้ท้องได้
ถือว่าสอดคล้องกับอีกงานศึกษาทำการค้นคว้าและวิจัยก่อนหน้าที่ชี้ว่าการรับประทานขิง 1 กรัมต่อวัน ติดต่อนาน 4 วัน สามารถช่วยลดความรุนแรงของอาการคลื่นไส้คลื่นไส้ในหญิงมีท้องที่มีอาการแพ้ท้องได้ อย่างไรก็แล้วแต่การใช้ขิงสำหรับคุณประโยชน์ด้านนี้บางทีอาจมองเห็นการรักษาได้ช้ากว่าหรือได้ผลดีไม่เทียบเท่าการใช้ยาแก้คลื่นไส้คลื่นไส้ นอกจากนี้ การเล่าเรียนเกี่ยวกับคุณลักษณะช่วยลดอาการแพ้ท้องของขิงยังมีข้อจำกัดแล้วก็เจอผลที่ไม่สม่ำเสมอ โดยมีบางการทดลองที่ชี้ว่าขิงอาจมิได้มีส่วนช่วยสำหรับเพื่อการลดอาการแพ้ท้องเช่นเดียวกัน
อาการตาลายหัว อาการที่เกิดขึ้นพร้อมกับการอ้วกนี้อาจบรรเทาให้ดีขึ้นได้ด้วยการใช้คุณค่าจากขิง จากการวิจัยที่ทดสอบด้วยการให้ผู้ที่มีลักษณะอาการบ้านหมุน รวมทั้งตากระตุกจากการกระตุ้นโดยใช้อุณหภูมิกินผงเหง้าขิง ปรากฏว่าเหง้าขิงช่วยลดอาการเวียนหัวหัวได้อย่างมีนัยสำคัญเมื่อเทียบกับกรุ๊ปที่กินยาหลอก แม้กระนั้นไม่ได้ช่วยลดระยะเวลาหรือชะลอการกระตุกของตามากนัก
โรคข้อเสื่อม มีการเรียนรู้บางงานที่ชี้ว่าขิงอาจมีสรรพคุณลดลักษณะการเจ็บที่เกิดจากโรคข้อเสื่อม จากการทดลองหนึ่งที่ให้คนไข้กินสารสกัดจากขิงประเภทหนึ่ง (Zintona EC) ในปริมาณ 250 กรัม วันละ 4 ครั้ง พบว่าช่วยลดอาการปวดข้อหัวเข่าหลังจากการดูแลรักษาตรงเวลา 3 เดือน ส่วนอีกงานศึกษาเรียนรู้ที่ใช้สารสกัดจากขิงผสมกับข่า พบว่าได้ผลลัพธ์สำหรับการช่วยลดลักษณะการเจ็บขณะยืน ลักษณะของการเจ็บข้างหลังเดิน แล้วก็อาการข้อติด
นอกนั้น มีการศึกษาเปรียบความสามารถระหว่างขิงและยาแก้ปวด โดยให้คนป่วยโรคข้ออักเสบในกระดูกบั้นท้ายและข้อหัวเข่ารับประทานสารสกัดขิง 500 มก.แต่ละวัน วันละ 2 ครั้ง ขิงให้ผลบรรเทาอาการปวดได้เท่ากันกับการใช้ยาไอบูโพรเฟน 400 มิลลิกรัม วันละ 3 ครั้ง และยังมีงานค้นคว้าวิจัยที่ชี้แนะว่าการนวดด้วยน้ำมันที่มีส่วนผสมของขิงแล้วก็ส้มบางทีอาจช่วยทุเลาอาการปวดรวมทั้งเหน็ดเหนื่อยที่เกิดขึ้นในช่วงสั้นๆของคนป่วยที่มีลักษณะเจ็บเข่าได้ด้วย
ลักษณะของการปวดประจำเดือน เว้นเสียแต่ลักษณะของการปวดจากโรคข้อเสื่อม การเล่าเรียนบางงานยังชี้ว่าขิงอาจมีคุณลักษณะช่วยทุเลาลักษณะของการปวดรอบเดือน ได้แก่ การทดลองในนักศึกษามหาวิทยาลัย 120 คน โดยให้กินผงเหง้าขิงครั้งละ 500 มก. วันละ 3 ครั้งในช่วง 2 วันก่อนเริ่มมีระดูสม่ำเสมอไปจนถึง 3 วันแรกของการมีประจำเดือน รวมเป็น 5 วัน พบว่าผงเหง้าขิงมีส่วนช่วยลดความรุนแรงของอาการปวดรอบเดือนได้อย่างเป็นจริงเป็นจังด้านการเรียนเทียบประสิทธิภาพของขิงแล้วก็ยาลดลักษณะของการปวดประจำเดือนอย่างเมเฟนามิค (Mefenamic acid) หรือไอบูโพรเฟน (Ibuprofen) 400 มก. ในอาสาสมัคร 150 คน โดยแบ่งกลุ่มรับประทานแคปซูลขิงหรือยาแต่ละชนิดในปริมาณ 250 มิลลิกรัม วันละ 4 ครั้ง นาน 3 วัน โดยเริ่มตั้งแต่มีรอบเดือน ผลสรุปปรากฏไปในทิศทางเดียวกันกับงานวิจัยแรกเป็นขิงมีคุณภาพทุเลาความร้ายแรงของลักษณะของการปวดรอบเดือนไม่มีความต่างกับการใช้ยาเมเฟนามิคหรือไอบูโพรเฟน
การรักษาที่อาจไม่ได้เรื่อง
อาการเมารถรวมทั้งเมาเรือ นับเป็นสรรพคุณของขิงที่มีการเอ๋ยถึงกันมาก แต่ทว่าแม้ขิงบางครั้งอาจจะช่วยลดอาการหน้ามืดได้ แต่สำหรับการตาลายอ้วกที่เกิดขึ้นจากการเดินทางนั้น การค้นคว้าโดยมากบอกว่าขิงอาจไม่มีส่วนช่วยได้จริง อาทิเช่น การแบ่งกลุ่มให้ผู้เรียนนายเรือ 80 คนที่ไม่คุ้นเคยกับการออกเรือท่ามกลางทะเลที่มีคลื่นแรง กินเหง้าขิง 1 กรัม เทียบกับอีกกรุ๊ปที่รับประทานยาหลอก ปรากฏว่ากรุ๊ปที่กินขิงนั้นมีลักษณะอาการอ้วกรวมทั้งตาลายน้อยลงจริงแต่ว่าอยู่ในระดับเล็กน้อยเท่านั้น หรือในอีกงานค้นคว้าที่ชี้ว่าการรับประทานผงขิงในจำนวน 500 กรัม 1,000 กรัม หรือเหง้าขิงสด 1,000 มก. ต่างไม่มีส่วนช่วยสำหรับในการป้องกันอาการเมารถหรือลักษณะการทำงานของกระเพาะอาหารที่เกี่ยวเนื่องกับอาการเมารถที่เกิดขึ้นอย่างเป็นจริงเป็นจังแต่อย่างใด
การดูแลและรักษาที่ยังไม่มีหลักฐานเพียงพอต่อการระบุความสามารถ
อาการอาเจียนอาเจียนจากการทำเคมีบำบัดรักษา อีกหนึ่งคุณประโยชน์คือลดอาการคลื่นไส้แล้วก็คลื่นไส้ ซึ่งมีการศึกษาด้านวิทยาศาสตร์ แต่ว่าหลักฐานเกี่ยวกับการใช้ขิงในผู้เจ็บป่วยที่รับเคมีบำบัดนั้นยังเป็นที่โต้เถียงกันอยู่ว่าจะมีส่วนช่วยได้ใช่หรือไม่ การเรียนรู้หนึ่งที่ชี้ถึงผลดีข้อนี้ของขิง โดยให้คนป่วยรับประทานแคปซูลขิงที่ประกอบด้วยขิง 0.5-1.5 กรัม เทียบกับยาหลอก ตั้งแต่ 3 วันก่อนวันทำเคมีบำบัดรักษานานต่อเนื่องเป็นเวลา 6 วัน พบว่า มีระดับความร้ายแรงของอาการอ้วกที่เกิดขึ้นภายหลังจากการดูแลและรักษาน้อยกว่ากลุ่มที่ไม่ได้กินแคปซูลขิง แม้กระนั้นเห็นผลได้ชัดในกรุ๊ปที่ใช้แคปซูลขิง 0.5 กรัม กับ 1 กรัมแค่นั้น ส่วนกลุ่มที่รับประทานแคปซูลขิง 1.5 กรัมกลับสำเร็จน้อยกว่า แปลว่าการรับประทานขิงในปริมาณมากก็เลยอาจไม่ได้ทำให้อาการอาเจียนดีขึ้นอย่างที่น่าจะเป็น
แม้กระนั้น มีหลักฐานที่ปะทะคารมข้อสนับสนุนดังที่ได้กล่าวมาแล้วซึ่งเป็นงานศึกษาทำการค้นคว้าและวิจัยที่เปิดเผยว่าการกินขิงไม่ได้มีคุณภาพดีไปกว่าการใช้ยาแก้คลื่นไส้ ทั้งนี้ ผลการค้นคว้าที่ขัดแย้งกันนี้ คาดว่าอาจมีสาเหตุมาจากปริมาณขิงที่ใช้ทดสอบนั้นแตกต่างกัน รวมทั้งตอนที่เริ่มรักษาด้วย ขิงจะนำมาใช้ผลดีด้านการแพทย์ในด้านนี้แล้วได้ผลไหมคงจะจะต้องมีการยืนยันเพิ่มเติมถัดไป
เบาหวาน คุณลักษณะของขิงต่อการควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดของคนไข้เบาหวานในตอนนี้ยังส่งผลการศึกษาที่ไม่แน่นอน การค้นคว้าหนึ่งพบว่าการรับประทานขิง 2 กรัม นาน 12 สัปดาห์ สามารถช่วยลดระดับน้ำตาลเฉลี่ยสะสม ระดับไขมันในเลือด แล้วก็สารมาลอนไดอัลดีไฮด์ที่แสดงถึงระดับอนุมูลอิสระในคนไข้โรคเบาหวานประเภทที่ 2 และบางทีอาจช่วยลดการเสี่ยงต่อภาวะแทรกซ้อนเรื้อรังบางจำพวกจากโรคเบาหวานได้ ในขณะเดียวกัน มีงานศึกษาค้นคว้าและการวิจัยอื่นๆที่ชี้แนะว่าขิงนั้นส่งผลต่อระดับน้ำตาลในเลือดจริง กลับไม่มีผลต่อระดับอินซูลิน หรือบางงานศึกษาทำการค้นคว้าและทำการวิจัยบอกว่าขิงมีผลกับอินซูลิน กลับไม่ทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดต่ำลง ซึ่งผลการศึกษาเรียนรู้และค้นคว้ารวมทั้งการวิจัยที่ต่างกันนั้นอาจมาจากปริมาณขิงหรือช่วงเวลาที่คนไข้ได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นโรคโรคเบาหวานในแต่ละการทดลองนั้นแตกต่างกันนั่นเอง
ของกินไม่ย่อย มีการวิจัยศึกษาสมรรถนะของขิงในคนป่วยที่มีลักษณะอาหารไม่ย่อยจำนวน 11 คน โดยให้รับประทานแคปซูลที่ประกอบด้วยขิง 1.2 กรัมหลังจากการละของกิน 8 ชั่วโมง ผลปรากฏว่าขิงช่วยกระตุ้นให้กระเพาะเกิดการย่อยอาหารแล้วก็เกิดการบีบตัวของกระเพาะส่วนปลาย แต่ทว่าการกินขิงนั้นไม่มีผลต่ออาการที่เกี่ยวโยงกับระบบทางเดินอาหารหรือสารเปปไทด์ในไส้ แต่ ผู้ร่วมการทดสอบนี้มีจำนวนน้อย ทำให้ไม่บางทีอาจเจาะจงได้อย่างแจ่มแจ้งว่าขิงช่วยลดอาการอาหารไม่ย่อยได้แน่นอนแค่ไหน
อาการเมาค้าง เชื่อกันว่าการกินน้ำขิงจะสามารถช่วยบรรเทาอาการแฮงค์ซึ่งได้ผลสำเร็จใกล้กันจากการดื่มแอลกอฮอล์ได้ สำหรับคุณประโยชน์ข้อนี้มีการค้นคว้าวิจัยเมื่อก่อนที่ชี้แนะว่าการผสมขิงกับเปลือกภายในของส้มเขียวหวาน และน้ำตาลทรายแดงก่อนดื่มแอลกอฮอล์จะช่วยลดอาการเมาค้างในวันหลัง รวมถึงอาการคลื่นไส้ อ้วกและก็ท้องเดิน อย่างไรก็ตาม การเรียนดังที่ได้กล่าวมาแล้วยังถือว่ากำกวมอยู่มากและไม่อาจยืนยันได้ว่าเกิดขึ้นได้เพราะมีสาเหตุเนื่องมาจากขิงจริงๆหรือส่วนผสมอื่นๆที่ใช้ประกอบ
ลดคอเลสเตอรอล คุณสมบัติของขิงซึ่งช่วยลดระดับคอเลสเตอรอลนั้นได้มีการทดลองโดยให้คนเจ็บที่มีภาวการณ์ไขมันในเลือดสูงรับประทานแคปซูลขิงวันละ 3 ครั้ง ครั้งละ 1 กรัม ผลสรุปกล่าวว่าเมื่อเทียบกับคนป่วยกลุ่มที่กินยาหลอก ขิงมีคุณภาพช่วยลดระดับคอเลสเตอรอลลงได้อย่างมีนัยสำคัญ ซึ่งการใช้ขิงลดระดับคอเลสเตอรอลจะให้ผลดีกระทั่งสามารถนำมาใช้รักษาผู้ป่วยภาวการณ์นี้ได้หรือเปล่าอาจต้องรอคอยการเรียนในอนาคตที่ชัดแจ้งกันถัดไป
อาการเจ็บกล้ามข้างหลังบริหารร่างกาย คุณสมบัติด้านการบรรเทาปวดและลดการอักเสบของขิงจะช่วยลดอาการเจ็บจากการบริหารร่างกายได้ด้วยหรือไม่นั้นยังคงไม่แน่ชัดและก็เป็นที่โต้วาทีกันอยู่เช่นกัน จากการทดสอบหนึ่งที่ให้ผู้เข้าร่วมรับประทานขิงสดหรือขิงที่ทำให้สุกด้วยความร้อนแล้ว 2 กรัมโดยตลอดนาน 124 ชั่วโมง พบว่าทั้งขิงสดและก็ขิงสุกต่างมีส่วนช่วยลดอาการเจ็บกล้ามเนื้อจากการออกกำลังกายแบบหดยืดกล้ามเนื้อได้ในระดับปานกลางไปจนกระทั่งระดับมากมาย
ทว่าอีกงานศึกษาวิจัยหนึ่งกลับเจอผลในทางตรงกันข้าม จากการให้ผู้เข้าร่วมการทดลองที่ทำกิจกรรมออกกำลังกายยืดหดกล้ามเนื้อเหมือนกัน กินขิง 2 กรัมในช่วง 1 วันแล้วก็ 48 ชั่วโมงหลังจากการบริหารร่างกาย พบว่ามิได้นำมาซึ่งการทำให้ลักษณะการเจ็บกล้ามเนื้อ การอักเสบ หรือเจ็บที่เกิดขึ้นจากการออกกำลังกายน้อยลง แม้กระนั้นผู้วิจัยพบว่าการกินขิงบางทีอาจช่วยให้อาการเจ็บกล้ามเนื้อค่อยๆดีขึ้นในทุกวัน อาจมองไม่เห็นผลประโยชน์ทันที
อาการปวดศีรษะไมเกรน มีการเล่าเรียนกับคนเจ็บ 100 คน ที่เคยมีอาการปวดศีรษะไมเกรนกระทันหันโดยให้รับผงขิงหรือยารักษา http://www.disthai.com/

5

น้ำมันเหลือง คืออะไร?
น้ำมันเหลือง ยาแผนโบราณจากพืชสมุนไพรคุณภาพยอดเยี่ยม ทำมาจากพืชสมุนไพรประเภทต่างๆกัน สรรพคุณที่ใช้ดม ทา นวด เพื่อทุเลาอาการต่างๆสรรพคุณนี้ไม่ด้อยกว่ายาแผนปัจจุบันอย่างยิ่งจริงๆ
บริการนวดน้ำมันเหลืองรวมทั้งโดยมากสร้างความแข็งแรง ระบบภูมิต้านทานแล้วก็ช่วยในการย่อยของกินดียิ่งขึ้น.
ศิลป์ที่สวยของการนวดได้ทวีความร้ายแรงเยอะขึ้นด้วยการนวดน้ำมันบางมาก. น้ำมันนวดแต่ละคนมีคุณสมบัติรักษาโรคต่างๆที่มีเพื่อบริการด้านต่างๆในการรักษาร่างกายและจิตใจของคุณอีกด้วย. เลือกน้ำมันที่ยอดเยี่ยมสำหรับสิ่งที่มีความต้องการส่วนตัวของคุณและผ่อนคลายร่างกายของคุณด้วยการนวดผ่อนคลายและฟื้นฟูอย่างสม่ำเสมอ, เพื่อรักษาความสมดุลด้านจิตวิญญาณของคุณและก็สุขภาพที่แข็งแรงที่สุดของร่างกายของคุณ.
คุณประโยชน์ของการนวดน้ำมัน
นวดจริงเป็นการกระตุ้นเยื่อของร่างกายด้วยมือ, เพื่อช่วยเหลือสุขภาพแล้วก็ฟื้นฟูให้ร่างกายทั้งปวง. น้ำมันนวดถูกออกแบบมาเพื่อมือเลื่อนได้ง่ายมากยิ่งขึ้นในระหว่างนวด แล้วก็ในเวลาเดียวกันเครื่องหอมอโรมาให้ผ่อนคลายมากที่สุดสำหรับทั้งร่างกายและจิตใจ. อ่านต่อไปเพื่อหาข้อมูลอื่นๆเกี่ยวกับคุณประโยชน์ต่างๆที่ได้รับจากการนวดน้ำมันเหลืองรวมทั้งผ่อนคลายร่างกายของคุณที่มีประสบการณ์นวดมีชีวิตชีวา.
การใช้นำมันนวดตามจุดต่างๆ
การนวดน้ำมันเหลืองเป็นแนวทางสำหรับดูแลสภาพผิวและก็สุขภาพที่ขอแนะนำเป็นการนวด ที่สกัดจากสมุนไพรและก็พืชต่างๆที่อุดมไปด้วยประโยชน์ที่ดีต่อร่างกาย โดนการนำสารสกัดกลิ่นและก็เนื้อน้ำมันเหล่านั้นมานวดตามจุดต่างๆของร่างกายด้วยกลิ่นหอมสดชื่น รวมถึงสัมผัสของของน้ำมันที่เต็มไปด้วยธรรมชาติจะเข้าไปช่วยกระตุ้นระบบต่างๆของร่างกาย ลดความเคร่งเครียด ทำให้พวกเราบรรเทา น้ำมันเหลือง รวมไปถึงช่วยในเรื่องของความชุ่มชื้นรวมทั้งผิวพรรณให้ดูดีขึ้นด้วย วันนี้พวกเราจะพาไปดูประโยช์จากการนวดน้ำมันว่าเป็นประโยชน์ในด้านใดบ้าง
          ผลิตภัณฑ์ตัวนี้ ผลิตขึ้นจากสมุนไพรแท้ 100% ไม่มีส่วนผสมจากสเตอรอยด์หรือสารเคมีอันตรายใด  ซึ่งก็มีสิ่งที่ไม่อนุญาตจำกัดอยู่เหมือนกันสำหรับในการใช้ ซึ่งในกรณีที่มีการแพ้สาร Notoginsenoside, Flavonoid, การบูร
มาดูคุณประโยชน์ของน้ำมันนวดกันค่ะ

  • ปวดต้นคอ บ่า ไหล่ จากการนั่งทํางานนานๆทํางานหน้าคอมฯ Office syndrome ฯลฯ
  • คนทํางานที่จำต้องใช้กล้าม ยกตัวอย่างเช่น ชูของหนัก
  • นักกีฬา หรือคนบาดเจ็บจากการออกกําลังกาย
  • นักเที่ยว นักท่องเที่ยว
  • ผู้ที่มีปัญหาเกี่ยวกับ กระดูก ข้อต่อ เอ็น กล้ามเนื้อ ดังเช่น ข้อหัวเข่าอักเสบ, เอ็นอักเสบ, กระดูกทับ เส้นประสาท ฯลฯ


        น้ำมันเหลือง ซึ่งพวกเรามาดูผลเสียจากการทานยาคลายกล้ามกันนะคะ เพราะอะไรถึงจำต้องเลือก น้ำมันนวดเพราะ ยาคลายกล้ามธรรมดาที่เราทาน ทำให้กล้ามเนื้อรู้สึกหายเป็นปกติจริง เราจะคิดว่ามันหายปกติ และก็บริหารร่างกายได้ปกติไม่เจ็บ แม้กระนั้นที่จริงแล้วกล้ามยังอักเสบอยู่ หากเรายังใช้งานกล้ามเหมือนเดิมจะก่อให้กล้ามอักเสบเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ การที่รับประทานยาแล้วบริหารร่างกายส่วนนั้นต่อเป็นเวลานานๆเข้า ก็บางทีก็อาจจะอัดเสบเรื้อรังได้ อันนี้เป็นข้อผลเสียทางอ้อมมาจากการทานยาคลายกล้ามเนื้อน้ำมันเหลือง ซึ่งคนส่วนใหญ่และจะใช้กล้ามหรือทำงานปกติทุกๆสิ่งทุกๆอย่างเพราะพวกเราไม่เคยรู้สึกปวดหรือเจ็บแล้ว ซึ่งมันเป็นอะไรที่ผิดเนื่องจากการทานยาคลายกล้ามเนื้อยาเมื่อพวกเราทาน
นํ้ามันนวด ตัวนี้เหมาะกับคนใดกันบ้าง?

  • คนที่ได้รับบาดเจ็บจากการเล่นกีฬา
  • ผู้ที่เมื่อยจากการทำงานหนัก
  • คนที่ปวดมือแล้วก็คอจากการเล่นมือถือ
  • คนที่ปวดหลังจาก Office syndrome
  • ผู้ที่ปวดข้อจากโรคเกาท์
  • ผู้ที่ปวดเข่าจากโรคข้อต่ออักเสบ
  • คนที่ปวดขาจากการเดิน Shopping
  • บาดเจ็บจากการเล่นกีฬา
  • ตีดอท กระทั่งปวดมือ
  • ปวดคอจากการเล่นมือถือ
  • เมื่อยจากการทำงานหนัก
  • ช๊อปจัดหนัก กระทั่งปวดขา


          สำหรับคนใดที่  มีติดบ้านกันไว้ดีแล้วนะคะ เนื้อหานี้เป็นเพียงรีวิวการใช้ผลิตภัณฑ์ ซึ่งเป็นความนึกเห็นส่วนตัวแค่นั้นนะคะมิได้ขายคออะไร เราใช้แล้วได้ผลจริงก็เลยมาบอกต่อซึ่ง บทความนี้เราได้หารายละเอียดอื่นๆจากเว็บต่างๆนะคะ น้ำมันเหลืองเพื่อมาประกอบสำหรับเพื่อการรีวิว ซึ่งหากมีข้อบกพร่องอย่างไร สามารถติชมรวมทั้งชี้แนะกันเข้ามาได้ และก็สามารถติดตามบทความรีวิว ของเราได้เรื่อยเลย แล้วก็เราจะมีผลิตภัณฑ์ดีๆตัวไหนมาชี้แนะอีกห้ามพลาดเด็ดขาดนะคะ เจอกันในบทความหน้า
การเลือกน้ำมันนวด
การเลือกน้ำมันเหลืองนวดขึ้นอยู่กับการใช้แรงงาน รวมทั้งคุณประโยชน์ต่างๆของน้ำมันนวดแต่ละจำพวก โดยส่วนมากน้ำมันรากฐานที่นิยมเอามาผสมทำน้ำมันนวด เป็นต้นว่า น้ำมันที่ผลิตขึ้นมาจากเมล็ดทานตะวัน เป็นต้น ซึ่งมีวิตามินอี สูงกว่าน้ำมันที่ทำจากถั่วเหลือง และก็น้ำมันเมล็ดข้าวโพดถึง 3 เท่า วิตามินอี ปฏิบัติภารกิจเป็นสารต้านอนุมูลอิสระ ที่ดักจับ และทำลายของเสียที่รังควานเซลล์ต่างๆของร่างกาย ช่วยให้ผิวพรรณเต่งตึง ลกไขมันในเส้นเลือด คุ้มครองการเกิดมะเร็ง น้ำมันเหลือง นอกเหนือจากนั้นน้ำมันเมล็ดดอกทานตะวันยังมีกรดไขมันไม่อิ่ม กรดไลโนเลอิกสูง ซึ่งเป็นกรดไขมันที่จำเป็นต่อสภาพร่างกาย อีกทั้งยังช่วยให้ผิวพรรณนุ่มชุ่มชื่นกระชุ่มกระชวย

6

คนท้องนวดขาได้ไหม ? ตอบคำถามสำหรับคุณแม่
          คนท้องใช้น้ำมันนวดขาได้ไหม เชื่อว่าปริศนานี้น่าจะเป็นคำถามยอดฮิตที่คุณแม่มือใหม่คนจำนวนไม่น้อยอยากรู้กันแน่นอน เนื่องจากคนท้องโดยมากชอบมีปัญหาเมื่อยเนื้อเมื่อยตัว โดยเฉพาะรอบๆต้นขา วันนี้พวกเราจะพาคุณแม่ไปไขข้อสงสัยหัวข้อนี้กันจ้ะ
          น้ำมันนวดสำหรับม่าม้าที่กำลังมีท้อง ในระยะครรภ์แรกๆบางครั้งก็อาจจะไม่มีปัญหาเรื่องเมื่อยสักเยอะแค่ไหน แม้กระนั้นพอเพียงอายุครรภ์เริ่มมากยิ่งขึ้นๆรวมทั้งด้วยฮอร์โมนภายในร่างกายที่มีการเปลี่ยนแปลง ประกอบกับสรีระคุณแม่เริ่มเปลี่ยน รวมไปถึงน้ำหนักที่เพิ่มมากขึ้นด้วย ก็เลยทำให้คุณแม่ส่วนใหญ่ร้อยทั้งยังร้อยมักจะมีปัญหาเมื่อยเนื้อเมื่อยตัวตามมา ซึ่งเรื่องนี้คุณแม่ไม่จำเป็นที่จะต้องมาวิตกกังวลหรือกลุ้มใจเพราะเหตุว่านับว่าเป็นเรื่องปกติของคนท้องจ้ะ โดยยิ่งไปกว่านั้นในช่วงปลายไตรมาสที่ 2 แล้วก็ 3 คุณแม่จะมีลักษณะปวดไปตลอดตัวเลยทีเดียว ไม่ว่าจะเป็นปวดหลัง ปวดเอว แล้วก็ปวดต้นขา เพราะจำเป็นต้องแบกรับน้ำหนักที่มากขึ้นนั่นเอง ซึ่งลักษณะของการปวดปวดเมื่อยเหล่านี้แม่จะสามารถดีขึ้นกว่าเดิมได้ด้วยการนวดให้คลายปวด แต่ว่าถึงอย่างนั้นคุณแม่หลายท่านอาจไม่พ้นมีความรู้สึกกลุ้มใจว่า คนท้องนวดได้ไหม คนท้องนวดขาได้ไหม ? แล้วก็เพื่อช่วยทำให้ม่าม้ากลุ้มใจลดลง วันนี้กระปุกดอทคอมจะพาไปพบคำตอบกันค่ะ
          สำหรับคุณแม่ท้องที่มีลักษณะเมื่อยกล้ามเนื้อตามร่างกายต่างๆธรรมดาแล้วสามารถนวดได้จ้ะ แต่ควรเป็นการนวดที่ไม่รุนแรงเกินความจำเป็น นวดพอเพียงคลายเส้นและก็คลายปวดก็เพียงพอ อย่างรอบๆแขนและก็ขาคุณแม่สามารถนวดได้เสมอๆเนื่องจากว่าเป็นจุดที่ไม่สัมพันธ์กับการแท้งบุตร ทั้งนี้ควรจะหลีกเลี่ยงการนวดบริเวณท้อง เพราะเหตุว่าอาจจะเป็นไปได้ว่าจะมีการกระทบสะเทือนทำให้ส่งผลกับการมีท้องหรือแท้งบุตรได้จ้ะ
          นอกจากนี้สำหรับแม่ที่ต้องการนวด ตอนนี้ยังมีสถานที่นวดคนท้องอย่าง ร้านค้าสปา ร้านค้านวด แพทย์แผนไทย และหมอแผนไทยประยุกต์ ที่รับนวดสำหรับคนท้องโดยเฉพาะอย่างยิ่งด้วยนะคะ ซึ่งคุณแม่สามารถเข้าไปใช้บริการได้ตั้งแต่นวดตัว นวดคอ บ่า ไหล่ นวดแขนขา และนวดเท้าได้ แต่ว่าดังนี้แม่ก็ควรที่จะทำการเลือกร้านค้าหรือสถานที่ที่ได้มาตรฐาน มีผู้ที่มีความชำนาญสำหรับในการนวดสำหรับคนท้องโดยเฉพาะ ด้วยเหตุว่าการนวดคนท้องนั้นจะไม่เหมือนการนวดคนปกติทั่วไป ฉะนั้นก็เลยจะต้องให้ได้รับการฝึกฝนหรือศึกษาแนวทางนวดคนท้องอย่างถูกต้องเป็นคนนวดแค่นั้นจ้ะ
          ต่อไปนี้ม่าม้าก็อาจหายตื่นตระหนกแล้วก็มั่นใจเวลาจะนวดเพื่อคลายเมื่อยเนื้อเมื่อยตัวกันแล้วใช่ไหมล่ะค่ะ ซึ่งการนวดนั้นนอกเหนือจากที่จะช่วยให้อาการปวดลดน้อยลงแล้ว ยังจะช่วยให้คุณแม่สามารถใช้น้ำมันนวดบรรเทา หายเครียด และก็จิตใจเบิกบานขึ้นอีกด้วยนะคะ แม้กระนั้นดังนี้ก็อย่างที่บอกไปตอนต้น หากจะนวดก็ควรจะนวดเพียงแค่เบาๆเพียงแค่นั้น หรือจะไปใช้บริการยังสถานที่นวดคนท้องโดยเฉพาะอย่างยิ่งก็ได้ค่ะ จะได้แน่ใจว่าจะไม่กระทบกระเทือนกับลูกน้อยในท้องนั่นเอง
ปวดหลังด้านขวา อย่าชะล่าใจว่าเป็นแค่เกิดขึ้นได้เพราะมีสาเหตุเนื่องมาจากอาการปวดปวดเมื่อย เพราะว่าบางคราวนี่บางทีอาจเป็นสัญญาณของลักษณะการเจ็บเจ็บไข้ที่ไม่คาดฝัน
          น้ำมันนวดสามารถช่วยลักษณะของการปวดหลัง เป็นอาการที่ทุกคนต้องเคยเผชิญ ซึ่งเพียงพอปวดหลังขึ้นมาทีไรเราก็อยากจะเอนหลังพักผ่อน หรือไม่ก็ไปนวดบรรเทาอาการปวดเมื่อย ทั้งที่จริงแล้วลักษณะของการปวดข้างหลังบางครั้งอาจจะมิได้เกิดขึ้นได้เพราะมีสาเหตุเนื่องมาจากอาการปวดเมื่อยกล้ามเพียงเท่านั้น แต่ว่ายังอาจเกิดขึ้นเนื่องจากปัญหาสุขภาพอื่นๆได้อีกเยอะแยะ ยกตัวอย่างเช่นที่เราจะพาทุกคนไปทำความเข้าใจที่มาของอาการปวดข้างหลังด้านขวา ว่าเป็นผลมาจากอะไรรวมทั้งอันตรายหรือไม่ เพื่อได้ทราบทันลักษณะการเจ็บป่วยของร่างกาย
ปวดหลังขวาที่อยู่ข้างบน
          ลักษณะของการปวดหลังข้างขวาข้างบน เป็นลักษณะของการปวดหลังที่อยู่บริเวณตั้งแต่รอบๆข้างหลังไหล่ไปจนถึงใต้สะบัก เกิดขึ้นได้จากหลายกรณีร่วมกัน โดยมูลเหตุที่มักทำให้เกิดลักษณะของการปวดหลังข้างบนขวา มีดังนี้
ปวดหลังข้างขวา


การนั่งทำงานเป็นระยะเวลาที่ยาวนานๆหรือยกของหนักผิดท่า


          น้ำมันนวด สามารถช่วย อาการการชูของหนักหรือการนั่งดำเนินการในท่าทีที่ผิดจะต้องติดต่อกันเป็นเวลานานๆก็เป็นต้นเหตุที่กระตุ้นให้เกิดอาการปวดกล้ามเนื้อบริเวณหลังส่วนบนทางด้านขวาได้  โดยบริเวณหลังส่วนบน เว้นเสียแต่กล้ามหลังแล้ว ก็ยังเชื่อมต่อกับกล้ามเนื้อไหล่และก็กล้ามเนื้อคอ เพราะฉะนั้นถ้ามีลักษณะปวดหลังด้านขวาที่อยู่ข้างบนจากการใช้งานหนักก็ชอบมีลักษณะปวดคอแล้วก็ไหล่ในด้านเดียวกันร่วมด้วย รู้แบบงี้แล้วถ้าหากคนไหนกันที่ยังนั่งปฏิบัติงานในท่าเดิมนานๆก็ลุกขึ้นมายืดเส้นยืดสายบ้างนะคะ รวมทั้งน่าจะนั่งให้ถูกท่าด้วย โดยท่านั่งทำงานที่ถูกต้องก็คือควรจะให้จอคอมพิวเตอร์อยู่ในระดับสายตาจ้ะ


ความเปลี่ยนไปจากปกติของกระดูกรวมทั้งข้อ


          กระดูกบริเวณหลังส่วนบนนั้นประกอบไปด้วยกระดูกไหปลาร้า กระดูกไหล่ กระดูกสันหลัง และก็กระดูกต้นแขน ซึ่งถ้าเกิดกำเนิดความเปลี่ยนไปจากปกติกับกระดูกกลุ่มนี้ก็อาจก่อให้รอบๆหลังด้านขวาที่อยู่ทางด้านบนกำเนิดอาการปวดได้ โดยมูลเหตุที่ทำให้กระดูกเปลี่ยนไปจากปกติก็ได้แก่ การเกิดอุบัติเหตุ หรือข้อต่อของกระดูกที่ข้างหลังส่วนบนขวาเกิดการอักเสบ นอกจากนั้นภาวการณ์กระดูกพรุนก็สามารถทำให้เกิดลักษณะของการปวดที่กระดูกรอบๆขวาที่อยู่ข้างบนได้  ในตอนที่คนเจ็บโรคมะเร็งบางชนิดในระยะแพร่ อย่างมะเร็งเต้านม มะเร็งปอด มะเร็งต่อมลูกหมาก มะเร็งที่ต่อมไทรอยด์ และก็โรคมะเร็งไต ก็จะมีอาการปวดกระดูกรอบๆหลังส่วนบนเช่นกัน


ความผิดแปลกของอวัยวะภายใน


          น้ำมันนวดสามารถช่วยรักษาอาการ ลักษณะของการปวดข้างหลังส่วนบนขวาไม่ได้เกิดขึ้นได้เนื่องมาจากกล้ามรวมทั้งกระดูกรอบๆข้างหลังส่วนบนเท่านั้น แต่ยังอาจเกิดขึ้นจากลักษณะการเจ็บเจ็บไข้ของอวัยวะต่างๆในร่างกายได้ อาทิ โรคตับ นิ่วในไตรวมทั้งในกระเพาะอาหารหรือลำไส้เล็กส่วนต้น โรคในถุงน้ำดี หรือแม้แต่อาการติดโรคในไต หรืออาจจะมีการเกิดจากอาการไส้ติ่งอักเสบที่ทำให้ปวดแพร่กระจายขึ้นรอบๆข้างหลังทางขวาก็ได้ ส่วนคุณสุภาพสตรี ถ้าหากมีลักษณะอาการปวดที่ข้างหลังส่วนบนขวา นั่นบางทีอาจเป็นสัญญาณของซีสต์ในรังไข่ การติดเชื้อของท่อรังไข่ หรือการมีครรภ์นอกมดลูกที่บริเวณท่อรังไข่ได้อีกด้วยจ้ะ


โรคที่เกี่ยวกับปอด


          ปอดเป็นอวัยวะที่อยู่ส่วนบนของร่างกายซึ่งตรงกับหลังส่วนบนพอดิบพอดี ด้วยเหตุนี้เมื่อปอดมีความผิดธรรมดาก็สามารถก่อให้เกิดลักษณะของการปวดข้างหลังส่วนบนได้ โดยอาการที่จะนำไปสู่ลักษณะของการปวดข้างหลังข้างบนขวาก็เป็นต้นว่า โรคปอดบวม โรคมะเร็ง อาการติดโรคของเยื่อหุ้มห่อปอดหรือช่องอก นอกจากนั้นอาการน้ำท่วมปอด หรือแม้แต่หัวใจล้มเหลว ก็เป็นต้นเหตุสำคัญที่ทำให้มีการเกิดลักษณะของการปวดข้างหลังขวาบนได้ ด้วยเหตุนั้นถ้ามีอาการปวดที่หลังข้างบนขวาแบบเรื้อรังและก็รุนแรง ควรรีบไปพบแพทย์ให้เร็วที่สุดค่ะ

7

เพกา
ชื่อสมุนไพร เพกา
ชื่ออื่นๆ/ชื่อท้องถิ่น ลิ้นฟ้า , หมากลิ้นฟ้า (โคราช,เลย,ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ) , มะลิดไม้ , มะลิ้นไม้ , ลิดไม้ (ภาคเหนือ) ,เบโก (จังหวัดนราธิวาส,ภาคใต้) ,หมากลิ้นช้าง , หมากลิ้นก้าง (ไทยใหญ่) ,กาโดโด้ง(กะเหรี่ยง-จังหวัดกาญจนบุรี) , ดอก๊ะ ,ดุแก ,ด๊อกก๊ะ (กะเหรี่ยง-แม่ฮ่องสอน) ,โชยเตี้ยจั้ง (จีน)
ชื่อสามัญ   Broken bone, Damocles tree, Indian trumpet flower, Indian trumpet tree
ชื่อวิทยาศาสตร์  Oroxylum indicum (L.) Vent.
ชื่อพ้องวิทยาศาสตร์  Oroxylum indicum (L.) Kurz
วงศ์             Bignoniaceae
ถิ่นเกิด เพกาเป็นพืชท้องถิ่นที่มีมาตั้งแต่ดั้งเดิมของทวีปเอเชีย ซึ่งพบในอินเดียแล้วก็เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เป็นครั้งแรก ในขณะนี้สามารเจอได้หลายประเทศ ตัวอย่างเช่น ประเทศอินเดีย ประเทศพม่า ไทย ลาว กัมพูชา มาเลเซีย รวมทั้ง จีนตอนใต้ด้วย ซึ่งชอบเจอเพกาตามป่าเบญจพรรณ รวมทั้งป่าเปียกชื้นทั่วไป ส่วนในประเทศไทยนั้นสามารถเจอเพกาได้ทุกภาคของประเทศ อย่างไรก็ดีสำหรับเพื่อการนำเพกามาทำเป็นอาหานั้น ดูเหมือนจะมีแต่ว่าชาวไทยเพียงแค่นั้นที่นำมาบริโภค ส่วนประเทศอื่นๆนั้นไม่พบข้อมูลสำหรับเพื่อการนำมาบริโภคเป็นอาหารแต่อย่างใด
ลักษณะทั่วไป   เพกาเป็นไม้ยืนต้นขนาดเล็กถึงกลางแล้วก็เป็นไม้ ครึ่งผลัดใบหรือเปล่าผลัดใบ สูง 5-12 เมตร ขนาดลำต้นราวๆ 10-30 ซม. เรือนยอดเล็ก กิ่งเปราะหักง่าย แตกกิ่งก้านน้อย ต้นที่มีอายุน้อยมีกิ่งใหญ่กึ่งกลางกิ่งเดียว เปลือกเรียบ มีใบเป็นกรุ๊ปกึ่งกลาง คล้ายกับต้นปาล์ม ภายหลังจากออกดอก ลำต้นจะแยกเป็นกิ่งระกะ เปลือกต้น สีน้ำตาลครีมอ่อน หรือเทาอ่อน แตกเป็นสะเก็ดสี่เหลี่ยม แล้วก็แผลของใบยาวถึง 150 เซนติเมตร เกิดขึ้นได้เนื่องมาจากใบที่หล่นไปแล้ว ลำต้นรวมทั้งกิ่งไม้มีรูระบายอากาศ กระจัดกระจายอยู่ทั่วๆไป เปลือกลำต้นเรียบสีเทา มีรอยแผลเป็น จากการหลุดร่วงของใบ ใบประกอบแบบขน 3 ชั้น ปลายคี่ ใบขนาดใหญ่ ยาว 60-200 ซม. เรียงตรงกันข้ามกันอยู่บริเวณปลายกิ่ง ใบย่อยรูปไข่ หรือรูปไข่แกมวงรี กว้าง 4-8 ซม. ยาว 6-12 ซม. ปลายยาว ขอบของใบเรียบ ฐานใบสอบแคบ ใบหมดจด หรือมีขนสีขาวสั้นๆด้านล่าง ท้องใบนวล ก้านใบข้างบนสุดแยกออก 1 ครั้ง ก้านใบกลางแยก 2 ครั้ง รวมทั้งก้านใบล่างแยก 3 ครั้ง ทำให้มองเห็นใบทั้งหมดเป็นสามเหลี่ยม  ก้านใบย่อยยาว 5-8 มม. ก้านใบข้าง แล้วก็ก้านใบร่วมโค้งพองออกที่ฐานและที่ข้อ ก้านใบยาว 0.5-2 เมตร ดอกช่อขนาดใหญ่แบบกระจะ ออกที่ปลายยอดเป็นกลุ่ม มีดอกย่อย 20-35 ดอก จะบานพร้อมกันคราวละ 2-3 ดอก ก้านช่อดอกยาว 60-180 เซนติเมตร ยื่นออกมานอกทรงพุ่มไม้ของยอด ดอกย่อยขนาดใหญ่ 8-12 เซนติเมตร กลีบดอกสีนวลปนเขียวโคนกลีบเป็นหลอดสีม่วงแดง หรือม่วงภายนอก หลอดกลีบยาว 2-4 เซนติเมตร รูปแตร กลีบหนา ขอบย่น ไม่มีพู หรือพูแตกต่างกัน มีต่อมกระจายอยู่ภายนอก ข้างในมีขนหนาแน่น ดอกบานช่วงเวลาค่ำคืน มีกลิ่นสาบฉุน และตกช่วงเวลาเช้า ชอบมีดอกและก็ผลในกิ่งเดียวกัน เกสรตัวผู้ 5 อัน ชิดกับหลอดดอก โคนก้านมีขน เกสรตัวเมียมี 1 อัน กลีบเลี้ยงยาว 2-4 เซนติเมตร มีกลีบเลี้ยง 5 กลีบ เชื่อมชิดกันเป็นรูปทรงกระบอก ปลายไม่แยกเป็นกลีบอย่างแน่ชัด เมื่อเป็นผล กลีบเลี้ยงนี้จะเจริญรุ่งเรืองเป็นเนื้อแข็งมาก ผลเป็นฝัก แบน โค้งน้อยที่ฐาน มีสันเล็กๆที่ข้างๆ เหมือนรูปลิ้น แขวนอยู่เหนือเรือนยอด กว้าง 6-10 เซนติเมตร ยาว 30-120 ซม. สีน้ำตาลเข้ม สีแดง ติดฝักยาก ฝักเป็นรูปดาบ เมื่อแก่จะแตกเป็น 2 ส่วน เม็ดแบนสีขาว  ขนาด 4-8 เซนติเมตร มีปีกบางโปร่งแสง เยื่อนี้ช่วยทำให้เม็ดลอยละล่องตามแรงลมให้ตกห่างต้นเพื่อแพร่พันธุ์ได้ไกลขึ้น
การขยายพันธุ์ เพกาสามารถแพร่พันธุ์ได้โดยการใช้เมล็ด  โดยเลือกเมล็ดจากฝักแก่ เปลือกฝักแห้ง มีสีดำ โดยให้เก็บฝักไว้สัก 2-3 เดือน ก่อนนำมาเพาะเม็ด เพราะว่าภายหลังจากฝักแก่ เม็ดเพกาจะเข้าสู่ระยะพักตัวอยู่ตอนหนึ่ง แม้นำเมล็ดมาเพาะในช่วงหลังฝักแก่มักมีอัตราการงอกต่ำ โดยเหตุนั้น ก็เลยทิ้งฝักไว้สักระยะหนึ่งก่อน
การเพาะเมล็ด ควรเพาะในถุงเพาะชำ เพื่อให้ย้ายต้นลงปลูกเอาไว้ภายในแปลงได้สบาย โดยนำเมล็ดออกมาจากฝัก และผึ่งแดดสัก 2-3 วันก่อน หลังจากนั้นค่อยเอามาเพาะ  สำหรับสิ่งของเพาะ ควรใช้ดินผสมกับอุปกรณ์อินทรีย์ ยกตัวอย่างเช่น ปุ๋ยมูลสัตว์ ปุ๋ยหมัก รวมทั้งแกลบดำ แต่ถ้าเกิดไม่สะดวกให้ใช้เพียงปุ๋ยคอกอย่างเดียวก็ได้ โดยใช้อัตราส่วนดิน:ปุ๋ยหมัก:แกลบดำ ที่ 1:3:1 ก่อนใส่ลงถุงเพาะชำ ต่อไป นำเม็ดลงกลบ และรดน้ำให้เปียกแฉะ พร้อมกับดูแลด้วยการรดน้ำเป็นประจำทุกวี่วัน ขั้นต่ำวันละ 1 ครั้ง จนกระทั่งต้นจะแตกออก แล้วก็แตกใบได้ 2 ข้อ ก่อนย้ายลงปลูกเอาไว้ภายในแปลง  การปลูกเพกานิยมนำมาปลูกในต้นฤดูฝน เมื่อต้นกล้าแตกยอดได้ 2 ข้อแล้ว ให้นำกล้าเพกาลงปลูกได้ สำหรับระยะปลูกให้มีระยะห่างที่ 4×4 เมตร โดยการขุดหลุมขนาดราวๆ 30 เซนติเมตร ลึกโดยประมาณ 30 เซนติเมตร ก่อนจะรองตูดหลุมด้วยปุ๋ยคอกประมาณ 3-5 กำ รวมทั้งปุ๋ยเคมีสูตร 15-15-15 ราวๆ 1 จับมือ พร้อมคลุกหน้าดินผสม ก่อนจะนำกล้าเพกาลงปลูก
ส่วนประกอบทางเคมี
ในฝักพบสาร Oroxylin A , Chrysin     ,Baicalein , Triterpene  , Carboxyliv acid , Ursolic acid
ในเมล็ดพบสาร Flavonoids , Chrysin , Oroxylin A ,Terpene , Baicalein , Saponins , Benzoic acid  , 6-Glucoside , Tetuin
สำหรับส่วนประกอบของน้ำมันของเม็ดเจอสาร
Caprylic, Lauric  , Myristic ,Palmitic ,Palmotoleic ,Stearic ,Oleic , Linoleic acid
ในใบเจอสาร Flavones  ,Baicalein ,Glycosides ,6,7-Glucuronides,7-Glucuronides , Chrysin , Scutellarein , Anthraquinone , Aloe emodin
ส่วนของลำต้นเจอสาร Oroxylin A  ,Baicalein  ,Chrysin ,7-Glucuronides, Biochanin A ,Ellagic acid , Puunetin ,B-sitosterols ,b-Methylbailein  ,Lapachol
ส่วนรากพบสาร  Oroxylin A  ,  Baicalein , Chrysin, Pterocarpan , Rhodioside  ,D-Galatose ,Sitosterol
ที่มา : wikipedia
ส่วนคุณประโยชน์ทางโภชนาการของด้วยเหตุว่านั้นมีดังนี้
คุณค่าทางโภชนาการในยอดอ่อนเพกา (100 กรัม) พลังงาน 101 กิโลแคลอรี โปรตีน 6.4 กรัม ไขมัน 2.6 กรัม คาร์โบไฮเดรต 13.0 กรัม วิตามินบี1 0.18 มก. วิตามินบี2 0.69 มิลลิกรัมรวมทั้งวิตามินบี3 2.4 มิลลิกรัม  ฝักอ่อนของเพกา (ต่อน้ำหนัก 100 กรัม) วิตามินซี 484 มิลลิกรัม วิตามินเอ 8,200 มิลลิกรัม แคลเซียม 13 มก., ธาตุฟอสฟอรัส 4 มิลลิกรัม, โปรตีน 0.2 กรัม, คาร์โบไฮเดรต 14 กรัม, ไขมัน 0.5 กรัม, เส้นใย 4 กรัม
ผลดี/สรรพคุณ  คุณประโยช์จากเพกานั้นส่วนใหญ่นิยมเอามากินเป็นของกิน อย่างเช่น ฝักอ่อน อายุฝักราว 1 เดือน (ที่ขนาดไม่ใหญ่มากนัก สามารถใช้เล็บมือจิกลงไปได้) จัดเป็นผักท้องถิ่นที่นิยมนำมารับประทานด้วยการลวกหรือปิ้งไฟ คู่กับน้ำพริก รายการอาหารลาบต่างๆรวมทั้งซุปหน่อไม้ ซึ่งฝักอ่อนนี้ เมื่อรับประทานจะมีรสขมอ่อนๆทั้งนี้ การปิ้งไฟ นิยมย่างไฟจากเตาถ่าน แม้กระนั้นบางทีอาจย่างจากไฟลุกไหม้ก็ได้ โดยปิ้งให้เปลือกฝักอ่อนร้อน และอ่อนตัวจนไหม้เกรียมเป็นสะเก็ดดำ แล้วต่อจากนั้นค่อยขูดสะเก็ดดำออก ก่อนนำมาหั่นกิน    ใบ รวมทั้งยอดอ่อน ชาวบ้านนิยมเอามากินดิบหรือลวกหรือปิ้งไฟ คู่กับน้ำพริก ซุปหน่อไม้ และเมนูลาบต่างๆรวมถึงนำมาผัดใส่กุ้ง หรือยำใส่กระเทียมเจียว ทั้งนี้ ใบอ่อน แล้วก็ยอดอ่อน มักไม่นิยมเด็ดมารับประทานมากสักเท่าไรนัก เพราะว่าจำเป็นให้ยอดเติบโต แล้วก็ติด ดอกบานนิยมเอามาลวกเพียงแค่นั้น เนื้อดอกเมื่อลวกแล้วจะมีความนุ่ม และให้รสขมน้อยกว่าฝักอ่อน และก็ยอดอ่อน นับว่าเป็นส่วนที่อร่อยมากที่สุด รวมทั้งชอบใช้สำหรับรับประทานคู่กับน้ำพริก ส่วนการใช้ประโยชน์อื่นๆนั้น อาทิเช่น แก่นไม้เพกา ในบางพื้นของภาคอีสาน นิยมใช้เผาถ่านสำหรับทำผงถ่านผสมทำดินปืนหรือดินบั้งไฟ ดังนี้ สามารถเผาเป็นถ่านได้อีกทั้งในรูปไม้สด เนื่องจากว่าเนื้อไม้สดออกจะแห้งอยู่แล้ว แล้วก็เผาในรูปขอนไม้แห้ง ซึ่งเผาได้ง่ายกว่า แม้กระนั้นปัจจุบันนี้ ไม่ค่อยนิยมแล้ว เพราะ ต้นเพกาในอีสานหายากขึ้น รวมทั้งหันมาใช้ไม้ยูคาลิปตัสแทน ส่วนฝักเพกาแก่ นิยมนำมาตากแห้ง รวมทั้งส่งออกต่างถิ่นเพื่อใช้ทำยาสมุนไพร สามารถทำรายได้ให้แก่เกษตรกรได้ นอกเหนือจากนั้นชาวเขายังคงใช้เปลือกต้นเพกาย้อมผ้าให้ได้สีเขียวอีกด้วย
นอกจากนี้เพกายังมีคุณประโยชน์ทางยาอีกด้วย ดังต่อไปนี้  ตำรายาไทย  ใช้  เม็ด ต้มน้ำกิน แก้ไอและขับเสมหะ ใช้เป็นยาระบาย เมล็ดแก่ มีรสขม เป็นยาระบาย แก้ไอ ขับเสมหะ เม็ดแห้ง ทำน้ำจับเลี้ยงแก้ร้อนใน อยากกินน้ำ ฝักแก่ มีรสขมรับประทานได้ แก้ร้อนในหิวน้ำ ช่วยเจริญอาหาร ยับยั้งไอ ฝักอ่อน มีรสขมร้อน ใช้เป็นยาขับลม
ใบ มีรสฝาดขม ต้มน้ำกินแก้ปวดท้อง เจริญอาหาร แก้ปวดข้อต่างๆ
เปลือกต้น -รสฝาดเย็น และก็ขมเล็กน้อย เป็นยาสมานแผล ทำน้ำเหลืองให้เป็นปกติ ขับน้ำเหลืองเสีย ขับเลือดดับพิษเลือด บำรุงโลหิต แก้เสลดจุกคอ ขับเสมหะ แก้บิด แก้อาการจุกเสียด
ราก   มีรสฝาดเย็น ขมน้อย ใช้บำรุงธาตุ ทำให้เกอดน้ำย่อยของกิน เจริญอาหาร   แก้ท้องเดิน แก้บิด แก้ไข้สันนิบาต
เพกาทั้ง 5    คือการใช้ส่วนราก ใบ ดอก ผล ต้น รวมกันจะมีรสฝาดเย็น มีสรรพคุณสมานแผล แก้อักเสบบวม แก้ท้องร่วง บำรุงธาตุ แก้น้ำเหลืองเสีย แก้ไข้เพื่อลม เพื่อเลือด

รูปแบบ/ขนาดวิธีการใช้
ตามคำแนะนำของกระทรวงสาธารณสุข      นำเปลือกต้นฝนกับน้ำปูนใสทาแก้อาการบวม บวมช้ำ แล้วก็ อักเสบ  หรือนำเปลือกเพกาฝนทาบริเวณฝีแก้ปวดฝี        เปลือกต้นตำผสมกับสุรา     ใช้เป็นยากวาดประสะพิษซางเด็กชนิดเม็ดเหลือง      แก้ละอองขึ้นในปาก คอลิ้น แก้ละอองไข้     ใช้ฉีดพ่นตามตัวคนคลอดบุตรที่ทนการอยู่ไฟมิได้ ทำให้ผิวหนังชา     ทาบริเวณฝี แก้ปวดฝีทาแก้อาการฟกบวมอักเสบ  เปลือกต้นสดตำผสมกับน้ำส้ม  (ซึ่งได้จากรังมดแดง) หรือเกลือสินเธาว์    รับประทานขับลมในลำไส้ แก้จุกเสียด แก้บิด แก้คลื่นไส้ไม่หยุด    กินแก้เสลดจุกคอ (ขับเสมหะ) ขับเลือดเน่าในเรือนไฟ บำรุงเลือด
นอกเหนือจากนั้น ช่วยรักษาโรคโรคเบาหวาน ด้วยการใช้เปลือกเพกา เปลือกต้นไข่เน่า ใบไข่เน่า แก่นลั่นทม บอระเพ็ด ใบมัน รากหญ้าติดอยู่ รวม 7 อย่าง น้ำหนักอย่างละ 2 บาท เอามาต้มกับน้ำทีละ 1 แก้วเล็ก ก่อนรับประทานอาหาร ตอนเช้าแล้วก็เย็น  ช่วยแก้และบรรเทาอาการไอ รวมทั้งขับเสมหะโดยใช้เม็ดแก่เพกาประมาณครึ่งกำมือถึงหนึ่งกำมือ (1.5 – 3 กรัม) ใส่เอาไว้ภายในหม้อที่เพิ่มเติมน้ำ 300 มล. แล้วต้มไฟอ่อนๆกระทั่งเดือดราวๆ 1 ชั่วโมง แล้วเอามาดื่มครั้งละ 1 แก้ว ตอนเช้า ตอนกลางวัน เย็น จนกระทั่งอาการจะดีขึ้น  แก้โรคไส้เลื่อน ด้วยการใช้เปลือกต้นเพกา รากเขยตาย ต้นหญ้าตีนนก นำมาตำรวมกันอย่างถี่ถ้วน แล้วนำไปละลายกับน้ำข้าวเช็ด ใช้ขนไก่ชุบพิง เอามาทาลูกอัณฑะ
การเรียนทางเภสัชวิทยา
ฤทธิ์ต้านการอักเสบ     ฟลาโวนอยด์ที่สกัดจากเพกาสามารถลดการอักเสบในเท้าของหนูเม้าส์ที่ถูกรั้งนำให้บวมด้วย dextran แล้วก็จะส่งผลลดบวมมากขึ้นเรื่อยๆเมื่อใช้ร่วมกับ a-chymotrypsin  สารสกัดจากเปลือกต้นเพกามีฤทธิ์ลดการอักเสบในหนูที่ถูกทำให้มีการเกิดการอักเสบด้วยอัลบูมินจากไข่  ฟอร์มาลิน แล้วก็ฮีสตามีน แต่ว่าไม่เป็นผลในหนูที่ถูกกระตุ้นด้วยซีรัมจากม้า หรือไซลีน (xylene)  นอกเหนือจากนั้นยังพบว่าสารสกัดจากเปลือกมีฤทธิ์ลดการแพ้ในหนูที่ทำให้เกิดภูมิแพ้ได้มากกว่าหนูปกติ
           จากการเรียนฤทธิ์ต่อต้านการอักเสบในหลอดทดลอง พบว่าสารสกัดจากเปลือกต้นเพกามีฤทธิ์ต้านการอักเสบโดยยับยั้งสารในร่างกายที่ก่อให้เกิดการอักเสบ คือ PGE2 และ NF-kB รวมทั้งยังออกฤทธิ์ต่อต้านอนุมูลอิสระเมื่อทดสอบด้วยการยับยั้งกรรมวิธีการออกซิเดชันของไขมัน (lipid-peroxidation)  ยิ่งไปกว่านี้ยังพบว่าสารสกัดด้วยไดคลอโรมีเทนจากเปลือกต้น และรากมีฤทธิ์ต่อต้านการอักเสบโดยยั้งโปรตีนที่ทำหน้าที่เร่งปฏิกิริยาเคมี 5-lipoxygenase แล้วก็พบว่าสาร lapachol ที่สกัดได้จากเปลือกต้นและก็รากของเพกาก็มีฤทธิ์ยั้งเอนไซม์ 5-lipoxygenase ได้เช่นเดียวกัน โดยมีฤทธิ์ใกล้เคียงกับ fisetin ซึ่งใช้เป็นสารมาตรฐานสำหรับการทดสอบฤทธิ์ต้านทานการอักเสบ  นอกจากนั้นยังพบว่าสารสกัดด้วยน้ำจากเปลือกยังสามารถลดการอักเสบได้โดยลดการหลั่งโปรตีนที่ทำหน้าที่เร่งปฏิกิริยาเคมี myeloperoxidase
ฤทธิ์ต่อต้านเชื้อแบคทีเรียและก็แก้ท้องเดินสารสกัดไดคลอโรมีเทนของเปลือกต้น รวมทั้งรากของเพกา มีฤทธิ์ต้านเชื้อแบคทีเรียได้หลายสายพันธุ์ได้แก่ Bacillus subtilis, Staphylococcus aureus, Escherichia coli แล้วก็ Pseudomonas aeruginosa แล้วก็ยังมีฤทธิ์ต้านทานเชื้อราCandida albicans และเจอสาร lapachol ที่สกัดได้จากเปลือกต้นและรากของเพกา มีฤทธิ์ต้านทานเชื้อ B. subtilis รวมทั้ง S. aureus ได้เสมอกันกับยา streptomycin  สารสกัดเพกาอีกทั้งต้นด้วยการต้ม ไม่มีฤทธิ์ต่อต้านเชื้อแบคทีเรีย Salmonella typi type 2 (ค่า MIC พอๆกับ 125 มิลลิกรัม/มิลลิลิตร) แต่มีฤทธิ์อย่างอ่อนต่อเชื้อ Staphylococcus aureus (ค่า MIC เท่ากับ 15.13 มิลลิกรัม/มล.) (2) สารสกัดจากฝักด้วยเอทานอล (80%) ขนาด 12.5 มิลลิกรัม/มล. มีฤทธิ์ไม่แน่นอนต่อเชื้อ S. aureus รวมทั้ง Escherichia coli
สำหรับสารสกัดจากตำรับยาเหลืองปิดสมุทรซึ่งมีเปลือกเพกาเป็นองค์ประกอบ และก็ใช้ทุเลาอาการท้องเสียที่มิได้เกิดขึ้นได้เพราะมีสาเหตุเนื่องมาจากการต่อว่าดเชื้อ พบว่ามีฤทธิ์ลดอาการท้องร่วงในหนูเม้าส์ที่ทำให้ท้องเสียด้วยน้ำมันละหุ่ง และมีฤทธิ์ยั้งการเคลื่อนไหวของกล้ามเรียบในลำไส้เล็กขิงหนูตะเภา  นอกเหนือจากนี้ยังมีฤทธิ์ฆ่าเชื้อโรคแบคทีเรียที่กระตุ้นแล้วส่งผลให้มีการเกิดอุจจาระตก 6 สายพันธุ์ในหลอดทดสอบหมายถึงBacillus cereus ATCC 14579, Escherichia coli ATCC 25922, Salmonella typhimurium ATCC 11331, Shigella flexneri  DMSC 1130, Staphylococcus aureus ATCC 25923, Vibrio parahaemolyticus DMST 5665 รวมทั้ง แบคทีเรียที่แยกได้จากอาหาร ขึ้นรถสกัดด้วยน้ำจะออกฤทธิ์ดีมากกว่าสารสกัดด้วยแอลกอฮอล์และสารสกัดของสมุนไพรโดดเดี่ยวแต่ละชนิดที่เป็นองค์ประกอบในตำรับยานี้
ฤทธิ์ต้านการหดเกร็งกล้าม  สารสกัดฝักเพกาด้วยเอทานอลและก็น้ำ (1:1) มีฤทธิ์ต้านทานการหดเกร็งของกล้ามเนื้อของลำไส้เล็ก เมื่อกระทำการทดสอบในหนูตะเภาที่ถูกกระตุ้นแล้วส่งผลให้มีการเกิดการยุบเกร็งของกล้ามเนื้อส่วนลำไส้เล็กด้วย acetylcholine และก็ histamine
ฤทธิ์ต้านทานอนุมูลอิสระ การศึกษาใช้สารสกัดจากใบเพกาในการต้านสารอนุมูลอิสระ DDPH แล้วก็ยั้งสารอนุมูลอิสระ Nitric Oxide พบว่า สารสกัดสามารถออกฤทธิ์ยับยั้งในค่า IC50 = 24.22 ไมโครกรัม/มล. รวมทั้ง ค่า IC10 = 129.81 ไมโครกรัม/มิลลิลิตร ของสารทั้ง 2 ตามลำดับ
ฤทธิ์ต่อต้านโรคมะเร็ง การเล่าเรียนทดสอบสารสกัดจากเพกาชื่อ Baicalein ในการต้านทานเซลล์ของมะเร็ง HL-60 พบว่า สาร Baicalein สามารถยั้งเซลล์ของมะเร็ง HL-60 ได้มากกว่าปริมาณร้อยละ 50 ข้างใน 36-48 ชั่วโมง
การเรียนทางพิษวิทยา
การทดลองความเป็นพิษ มีการทดสอบกรอกสารสกัดรากเพกาด้วยน้ำร้อนแก่หนูเพศผู้ในขนาด 1 โมล/กก. มีกล่าวว่าทำให้มีการเกิดพิษ Dhar และก็คณะ กระทำการทดลองฉีดสารสกัดฝักเพกาด้วยเอทานอลแล้วก็น้ำ (1:1) และก็สารสกัดรากเพกาด้วยเอทานอลและก็น้ำ (1:1) เข้าช่องท้องหนู พบว่าสารสกัดในขนาดสูงสุดที่หนูสามารถทนได้ (maximum tolerated dose)หมายถึง100 มิลลิกรัม/กก. รวมทั้ง 1 กรัม/กิโลกรัม ตามลำดับ (4) ธีระยุทธ ได้กระทำทดลองความเป็นพิษเฉียบพลันของสารสกัดเปลือกเพกาด้วยเอทานอล (70%) โดยการฉีดเข้าท้องแล้วก็กรอกลงกระเพาะหนูถีบจักรในขนาด 100 มิลลิกรัม/กก.น้ำหนักตัว พบว่าสารสกัดไม่นำมาซึ่งการก่อให้เกิดพิษรุนแรงในหนู และเมื่อทดลองความเป็นพิษกระทันหันโดยใช้สารสกัดในขนาดสูงมากขึ้นหมายถึง400 แล้วก็ 800 มิลลิกรัม/กิโลกรัมน้ำหนักตัว พบว่าสารสกัดไม่นำไปสู่พิษรุนแรงเมื่อให้โดยการกรอกลงกระเพาะหนู แต่ทำให้เกิดพิษเฉียบพลันได้เมื่อฉีดเข้าช่องท้องในขนาด 800 มก./กก. สำหรับความเป็นพิษครึ่งหนึ่งทันควันของสารสกัด พบว่าเมื่อกรอกสารสกัดลงกระเพาะหนูถีบจักรในขนาด 400 รวมทั้ง 800 มิลลิกรัม/กิโลกรัมน้ำหนักตัว วันแล้ววันเล่าตรงเวลา 30 วัน  พบว่าไม่กระตุ้นให้เกิดพิษกระทันหันในหนู
และเมื่อป้อนสารสกัดจากตำรับยาเหลืองปิดสมุทรขนาด 5 กรัม/กก. ครั้งเดียวให้หนูแรท ดูการกระทำภายใน 14 วัน ไม่พบพิษแบบทันควันและก็ความผิดแปลกของอวัยวะภายใน และก็เมื่อให้สารสกัดขนาด 1, 2 แล้วก็ 4 กรัม/โล/วัน แก่สัตว์ทดสอบติดต่อกันตรงเวลา 90 วันไม่เจอพิษแบบครึ่งเรื้อรัง ไม่พบความไม่ปกติของน้ำหนักตัว ค่าตรวจทางเลือดวิทยา และก็ทางวิชาชีวเคมี และความเคลื่อนไหวในพยาธิวิทยาของอวัยวะภายใน  สำหรับตำรับยารักษาโรคมะเร็งที่มีเพกา ชุมเห็ดเทศ (Senna alata (L.) Roxb.) รวมทั้งรางจืด (Thunbergia laurifolia Lindl.) ซึ่งออกฤทธิ์ต้านทานมะเร็งในหลอดทดลอง ก็พบว่ามีความปลอดภัยสำหรับการทดสอบความเป็นพิษแบบรุนแรงในสัตว์ทดสอบ
ฤทธิ์ก่อกลายพันธุ์ จากการทดลองฤทธิ์ก่อกลายพันธุ์ โดยวิธี Ames’ test จากผลการทดสอบพบว่าสารสกัดในขนาดสูงสุดสำนักงานทดลอง (2 มก./จานเพาะเชื้อ) กับ Salmonella typhimurium สายพันธุ์ TA98 แล้วก็ TA100 พบว่าไม่มีคุณสมบัติในการนำมาซึ่งการ กลายพันธุ์ อมรศรี แล้วก็ภาควิชา พบว่าสารสกัดเพกาที่ได้จากการต้มมีฤทธิ์ต่อต้านการกลายพันธุ์ เมื่อทดลองโดยแนวทาง Ames’ test
การประเมินความเป็นพิษของสารสกัดจากเพกาโดยวิธี somatic mutation and recom bination test ในแมลงหวี่ พบว่าสารสกัดเพกาในขนาด 120 มิลลิกรัม/มล. สามารถนำมาซึ่งการก่อให้เกิด somatic mutation ได้  โดยพบว่าแมลงหวี่ที่ได้รับสารสกัดมีปริมาณจุดบนปีกลดน้อยลง เมื่อเปรียบเทียบกับแมลงหวี่กลุ่มควบคุม รวมทั้งมีกล่าวว่าส่วนสกัดอัลกอฮอล์ของเพกาเมื่อนำมาทำปฏิกิริยากับเกลือไนไตรท์ในสภาวะแวดล้อมที่เป็นกรดแล้วนำมาทดสอบการกลายพันธุ์ พบว่าผลิตภัณฑ์ที่เกิดขึ้นมีฤทธิ์ก่อการกลายพันธุ์
ข้อเสนอแนะ/ข้อควรพิจารณา

  • หญิงตั้งท้องไม่สมควรกินฝักอ่อนของเพกา เพราะเหตุว่ามีฤทธิ์ร้อน โดยอาจส่งผลให้แท้งบุตรได้
  • ต้องระวังในการใช้เพการ่วมกับยากลุ่มต้านการแข็งตัวของเกร็ดเลือด ยกตัวอย่างเช่น แอสไพริน (aspirin) ,วาฟาริน (warfarin) , สารสกัดแปะก๊วย (Ginko biloba)
  • เพกาเป็นสมุนไพรที่มีฤทธิ์ร้อนอาจก่อให้เป็นผลข้างๆได้ ดังเช่นว่า มีการระคายกระเพาะอาหารได้
เอกสารอ้างอิง

  • ธีระยุทธ กลิ่นสุคนธ์.  รายงานความก้าวหน้าโครงการวิจัยสมุนไพรที่ใช้รักษาโรคเขตร้อน (ครั้งที่ 1): โครงการย่อย “การวิจัยด้านพิษวิทยา”.  การสัมมนาเรื่อง “การพัฒนาการใช้สมุนไพรทางคลินิก และการวิจัยทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีของสมุนไพร ที่ใช้รักษาโรคเขตร้อน” 26-27 ก.พ. 2530, มหาวิทยาลัยมหิดล.
  • เพกา.สมุนไพรทีใช้ในงานสาธารณสุขมูลฐาน.สำนักงานข้อมูลสมุนไพร คณะเภสัชศาสตร์มหาวิทยาลัยมหิดล
  • จีรเดช มโนสร้อย วรพงษ์ กิจดำรงธรรม ปราโมทย์ เสถียรรัตน์ อรัญญา มโนสร้อย. การทดสอบความเป็นพิษแบบเฉียบพลันของสารสกัดตำรับยารักษาโรคมะเร็งที่คัดเลือกจากฐานข้อมูลตำรายาสมุนไพรไทย มโนสร้อย 2. วารสารการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก 2553;8(2):54.
  • อมรศรี ช่างปรีชากุล อริศรา เวชกัลยามิตร มาลิน จุลศิริ ปัญญา เต็มเจริญ.  การต้านสารก่อกลายพันธุ์ของสารสกัดน้ำจากพืช สมุนไพรชนิดที่สามารถนำมาปรุงเป็นเครื่องดื่ม. Special project, Faculty of pharmacy, Mahidol university,1991.
  • เพกา.ฐานข้อมูลสมุนไพร คณะเภสัชศาสตร์มหิทยาลัยอุบลราชธานี
  • Ali RM, Houghton PJ, Raman A, Hoult JRS.  Antimicrobial and antiinflammatory activities of extracts and  constituents of Oroxylum indicum (l.) Vent.  Phytomedicine 1988;5(5):375-81.
  • เพกา.สมุนไพรที่มีการใช้ในผู้ป่วยติดเชื้อและผู้ป่วยเอดส์.สำนักงานข้อมูลสมุนไพรคณะเภสัชศาสตร์มหาวิทยาลัยมหิดล
  • อุดมการณ์ อินทุใส และปาริชาติ ทะนานแก้ว . สมุนไพรไทย ตำรับยา บำบัดโรค บำรุงร่างกาย.2549.
  • ธีระยุทธ กลิ่นสุคนธ์.  รายงานความก้าวหน้าโครงการวิจัยสมุนไพรที่ใช้รักษาโรคเขตร้อน (ครั้งที่ 2): โครงการย่อย “การวิจัยด้านพิษวิทยา”.  การสัมมนาเรื่อง “การพัฒนาการใช้สมุนไพรทางคลินิกและการวิจัยทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีของสมุนไพรที่ใช้รักษาโรคเขตร้อน” 26-27 ก.พ. 2530, มหาวิทยาลัยมหิดล.
  • เพกา/ลิ้นฟ้า สรรพคุณและการปลูกเพกา.พืชเกษตรดอทคอมเว็บเพื่อพิชเกษตรไทย http://www.disthai.com/
  • นพมาศ สุนทรเจริญนนท์. การพัฒนาตำรับยาแผนโบราณเพื่อเพิ่มศักยภาพในการแข่งขัน. การสัมมนาเรื่อง “การเผยแพร่ผลงานวิจัยด้านสมุนไพรสู่ระดับอุตสาหกรรม ครั้งที่ 2”, 19-20 มีนาคม ณ โรงแรมมิราเคิล แกรนด์ คอนเวนชั่น กรุงเทพฯ, 2552.
  • ขวัญฤทัย คำฝาเชื้อ.2551.พฤกษศาสตร์พื้นบ้านของชาวกะเหรี่ยง ที่ตำบลบ้านจันทร์และแจ่มหลวง อำเภอแม่แจ่ม จังหวัดเชียงใหม่ .วิทยานิพนธ์(วิทยาศาสตร์มหาบัณฑิต) มหาวิทยาลัยเชียงใหม่.271 หน้า
  • Glinsukon T. Toxicological report. Symposium on Development of Medicinal Plants for Tropical Diseases, 26-27 February, Bangkok, Thailand, 1987. p.110-4.
  • เพกา.กลุ่มยาแก้โรคบิด ท้องเดิน ท้องร่วง โรคกระเพาะ.สรรพคุณสมุนไพร 200 ชนิด .โครงการอนุรักษ์พันธุกรมมพืชอันเนื่องมาจากพระราชดำริสมเด็จพระเทพฯรัตนราชสุดาสยามบรมราชกุมารี.
  •   Siriwatanametanon N, Fiebich BL, Efferth T, Prieto JM, Heinrich M. Traditional Used Thai Medicinal Plants: In Vitro Anti-inflammatory, anticancer and Antioxidant Activities. J Ethnopharmacol 2010; 130:196-207.
  • Golikov PP, Brekhman II. Pharmacological study of a liquid extract from the bark of Oroxylum indicum.  Rastit, Resur 1967; 3(3): 446.
  • พัฒน์ สุจำนงค์.  ตำรายาไทย-จีนยากลางบ้าน ยาสมุนไพร และยาแผนโบราณ.  ภาควิชาเวชศาสตร์ชุมชน คณะแพทย์ศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่. กรุงเทพฯ: สำนักพิมพ์แพร่วิทยา, 2524. หน้า 363.
  •   Chen CP, Lin CC, Namba T.  Development of natural crude drug resources from Taiwan. (VI). In vitro studies of the inhibitory effect on 12 microorganisms.  Shoyakugaku Zasshi 1987; 41(3):215-25.
  • แก้ว กังสดาลอำไพ วรรณี โรจนโพธิ์. การ

8

หญ้าหวาน
ชื่อสมุนไพร ต้นหญ้าหวาน
ชื่อวิทยาศาสตร์   Stevia rebaudiana Bertoni
ชื่อพ้องวิทยาศาสตร์  Eupatorium rebaudianum Bertoni, Stevia rebaudiana (Bertoni) Hemsl.)
ชื่อสามัญ  Stevia
วงศ์    Asteraceae
ถิ่นเกิด  หญ้าหวาน เป็นพืชที่มนุษย์รู้จักมาเป็นเวลายาวนานกว่า 1,500 ปี ชนพื้นเมืองแถบอเมริกาใต้เป็นผู้ค้นพบรวมทั้งนำมาใช้เป็นครั้งแรก มนุษย์ได้นำสารสกัดของต้นหญ้าหวานมาเป็นส่วนประกอบในชาที่ชงดื่มรวมทั้งยาสมุนไพรโบราณ โดยยิ่งไปกว่านั้นในประเทศขว้างรากวัย และบราซิล ซึ่งชื่อเดิมของหญ้าหวานที่ชนท้องที่ขว้างรากวัยเรียกเป็นkar-he-e หรือภาษาประเทศสเปน เรียกว่า yerba ducle แปลว่า สมุนไพรหวาน เป็นสมุนไพรที่ชาวพื้นเมืองของปารากวัย และก็บราซิล ใช้ผสมในอาหาร หรือเครื่องดื่มเพื่อเพิ่มความหวาน และใช้ชงเป็นชาดื่ม ที่เรียกว่า “ มะเตะ” มานานมากกว่า 400 ปีแล้วส่วนในแถบทวีปเอเชียพบว่าประเทศญี่ปุ่นเป็นประเทศแรกๆที่มีการใช้สารสกัดจากต้นหญ้าหวานอย่างล้นหลาม โดยนำไปเป็นองค์ประกอบของของกินรวมทั้งเครื่องดื่มต่างๆ  อาทิเช่น ผักดอง ซีอิ๊ว เต้าเจี้ยว เนื้อปลาบด เป็นต้น
สำหรับในประเทศไทยหญ้าหวานเริ่มไปสู่เมืองไทยเมื่อปี พุทธศักราช 2518 โดยเป็นการเอามาทดสอบปลูก ในภาคเหนือ โดยเฉพาะอย่างยิ่งที่จังหวัดเชียงใหม่ จังหวัดลำพูน และจังหวัดเชียงราย ในขณะนี้สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยาได้อนุญาตให้มีการใช้สารสตีวิโอไซด์เพื่อการบริโภค หญ้าหวานก็เลยจัดอยู่ในพืชสมุนไพรอีก
ลักษณะทั่วไป

  • ลำต้น ต้นหญ้าหวาน เป็นพืชล้มลุกอายุนับเป็นเวลาหลายปี ลำต้นแตกกิ่งสาขาตั้งแต่ระดับโคนต้น ทำให้ดูเป็นทรงพุ่มเตี้ย สูงประมาณ 30-90 เซนติเมตร ลำต้นตั้งชัน มีลักษณะทรงกลม เปลือกลำต้นบาง สีเขียวอ่อน ห่อหุ้มติดกับแกนลำต้น แกนแก่นไม้เป็นไม้เนื้ออ่อน เปราะหักง่าย
  • ใบ หญ้าหวานเป็นพืชใบเลี้ยงคู่ แตกใบออกเดี่ยวๆเรียงตรงกันข้ามกันเป็นคู่ตามลำต้น และก็กิ่ง รวมทั้งเหนือซอกใบจะแตกยอดสั้นๆทั้งสองข้าง แต่ละใบมีรูปหอกกลับ กว้างโดยประมาณ 1-1.5 ซม. ยาว


ราว 3-4 เซนติเมตร แผ่นใบเรียบ สีเขียวสด ขอบของใบหยักเป็นฟันเลื่อย แล้วก็งุ้มเข้ากลางแผ่นใบ เมื่อเคี้ยวหรือต้มน้ำกินจะมีรสหวานจัด

  • ดอก หญ้าหวานมีดอกเป็นช่อที่ปลายยอด มีก้านดอกสั้น กลีบมีจำนวน 5 กลีบ รูปหอกหรือรูปไข่ แผ่นกลีบดอกไม้มีสีขาว ข้างในมีเกสรตัวผู้สีเหลืองอมน้ำตาล และก็เกสรตัวเมีย 1 อัน ที่มีก้านเกสรสีขาวยาวยื่นออกมาจากกลางดอก คล้ายหนวดปลาดุก ดังนี้ ต้นหญ้าหวานจะออกดอกตลอดปี ในฤดูฝนจะมีดอกสีม่วง ส่วนฤดูอื่นๆออกดอกสีขาว
  • ผล ผล ได้ผลสำเร็จแห้งขนาดเล็ก ไม่ปริแตก ภายในมีเมล็ดโดดเดี่ยวเยอะๆ เมล็ดสีดำ มีขนปุยปกคลุม


การขยายพันธุ์  หญ้าหวาน เป็นพืชที่ชอบอากาศที่ค่อนข้างจะเย็น ในพื้นที่ที่มีอุณหภูมิโดยประมาณ 20-26 องศาเซลเซียส เป็นพืชที่ถูกใจดินร่วนหรือดินร่วนซุยปนทรายที่ระบายน้ำได้ดี และพืชจำพวกนี้จะเจริญเติบโตได้เป็นอย่างดีเมื่อเพาะปลูกในพื้นที่ที่มีความสูงจากระดับน้ำทะเลโดยประมาณ 600-700 เมตร
                ด้วยเหตุนั้นจึงมีการนำเข้ามาทดลองปลูกเอาไว้ในประเทศไทยเมื่อปี พุทธศักราช2518 ที่แถบภาคเหนือ ในจังหวัดเชียงราย เชียงใหม่ ลำพูน จังหวัดพะเยา ซึ่งปรากฏว่าให้ผลผลิตเป็นที่ถูกใจ จึงมีการช่วยเหลือให้มีการปลูกมาจนกระทั่งปัจจุบันนี้
หญ้าหวานขยายพันธุ์ได้ 2 แนวทาง เป็น

  • การเพาะกล้าจากเม็ด มีจุดเด่น คือ ทำเป็นรวดเร็ว ลำต้นแตกกิ่งมาก ได้ผลผลิตสูง และนานหลายฤดู รวมถึงทนต่อโรค และก็แมลงเจริญ แต่มีข้อเสีย คือ มีค่าเมล็ดพันธุ์สูง และเสี่ยงต่อการกลายพันธุ์สูง อาจมีผลทำให้ปริมาณสารให้ความหวานน้อยลงหรือได้ผลผลิตใบลดน้อยลง
  • การปักชำกิ่ง มีจุดเด่นหมายถึงอดออมค่าเมล็ดพันธุ์ ไม่มีโอกาสเสี่ยงต่อการกลายพันธุ์ แต่ว่ามีข้อเสียหมายถึงใช้เวลานาน มีต้นทุนการปักชำ ลำต้นแตกกิ่งน้อย แก่การเก็บเกี่ยวสั้น ผลิตผลให้ต่ำยิ่งกว่ากล้าจากเมล็ด รวมทั้ง ลำต้นอ่อนแอ ไม่ทนต่อโรค แล้วก็แมลง


สำหรับในการเก็บเกี่ยว  การเก็บใบต้นหญ้าหวานจะเริ่มเก็บหนแรกได้ 25-30 วัน หลังปลูก ถ้าเกิดต้นสมบูรณ์เพียงพอ จะเก็บได้ตลอดเดือนละ 1 ครั้ง ตลอดทั้งปี จะเก็บได้โดยประมาณ 10-12 ครั้ง แต่ละครั้งเก็บใบสดได้ราว 40-60 กก./ไร่ ซึ่งได้ผลผลิตใบสูงสุดในฤดูฝน และได้ผลผลิตต่ำในฤดูหนาว และฤดูแล้ง ทั้งนี้ ต้นหญ้าหวาน 1 รุ่นจะแก่เก็บเกี่ยวไดนานถึง 3 ปี
สำหรับต้นหญ้าหวานสดที่เก็บเกี่ยวได้ จะต้องล้างทำความสะอาด แล้วก็ตากแดดให้แห้งก่อนส่งโรงงาน แบ่งได้ 2 เกรดหมายถึงเกรด Aรวมทั้งเกรด B หากภาวะใบไม่สมบูรณ์ ใบมีสีเหลืองหรือซีดเซียว จะถูกคัดเลือกเป็นเกรด B แม้กระนั้นเกรดของใบไม่เป็นผลทำให้ความหวานแตกต่าง
ต้นหญ้าหวานแห้ง เกรด B จะเจอราว 1 ใน 3 ของจำนวนหญ้าหวานแห้งทั้งผอง ต้นหญ้าหวานแห้งเกรด A บางทีอาจขายเป็นใบชา ในราคา 200-500 บาท/กิโล ส่วนเกรด B จะถูกขายในราคาประมาณ 150 บาท/กก. รวมทั้งใช้บดเป็นผุยผงต้นหญ้าหวานแห้ง ที่ขายในโลละ 500 บาท 5 ส่วนราคารับซื้อต้นหญ้าหวานแห้งหน้าโรงงาน อาจมีราคาในตอนเดียวกันหรือสูงยิ่งกว่า (ข้อมูล ราคาปี 2555)
ส่วนประกอบทางเคมี  ใบหญ้าหวานแห้ง สกัดด้วยน้ำได้สารหวานโดยประมาณจำนวนร้อยละหนึ่ง ซึ่งสารหวานพวกนี้มีชื่อเรียกว่า สตีวิโอไซด์ (Stevioside) ซึ่งมีความหวานมากยิ่งกว่าน้ำตาล 150 - 300 เท่า มีความคงตัวสูงอีกทั้งในตัวทำละลาย กรดอ่อน เบสอ่อน รวมทั้งทนความร้อนได้ถึง 200 องศาเซลเซียส จึงไม่สลายตัวหรือเปลี่ยนสภาพจากความร้อนสำหรับการทำกับข้าว ใช้ในปริมาณน้อย ไม่มีพิษรวมทั้งไม่เป็นอันตรายสำหรับในการบริโภคซึ่งนักวิทยาศาสตร์ศึกษาค้นพบว่าสารสกัดจากหญ้าหวานประกอบไปด้วยกรุ๊ปสารที่มีชื่อเรียกว่า ไกลโคไซด์ (Glycoside) และ อะไกลโคน (Aglycone) สารไกลโคไซด์จะประกอบไปด้วยโมเลกุลของน้ำตาลเดกซ์โทรส (Glucose) ส่วนสารอะไกลโคนจะประกอบไปด้วยน้ำตาลที่มีโมเลกุลใหญ่ขึ้นหรือบางทีอาจเรียกรวมๆว่า โพลีแซคคาไรด์ (Polysaccharides) ซึ่งกลุ่มน้ำตาลพวกนี้นี่เองที่ทำให้สารสกัดของต้นหญ้าหวานมีรสหวาน
โดยสารสำคัญต่างๆที่เจอในหญ้าหวานมีหลายแบบ เช่น
– Stevioside พบบ่อยที่สุด 2.0-7.7%
– Rebaudioside A ถึง F เจอลำดับรองลงมา ราว 0.8-2.9%
– Steviol
– Steviolbioside
– Dulcoside A
สารสติวิออลไกลโคไซด์ (รูปที่ 1) มีลักษณะเป็นผุยผงสีขาวถึงสีเหลืองอ่อนไม่มีกลิ่น มีความคงตัวสูงในตัวทำละลาย กรดอ่อน เบสอ่อน รวมทั้งทนไฟ
คุณสมบัติทางด้านกายภาพ รวมทั้งเคมีของ stevioside
– สูตรทางเคมี : C35H60O18
– น้ำหนักโมเลกุล : 804.9
– จุดหลอมเหลว : 198 °C
รูปที่   2    Stevioside
ที่มา : อ้างถึงใน ศิวาพร (2546) รวมทั้งสาโรจน์ (2547)
คุณประโยชน์/คุณประโยชน์ 
สารสกัดที่ได้จากหญ้าหวานชื่อว่า สตีวิโอไซด์ (stevioside) เป็นสารที่ให้ความหวานมากยิ่งกว่า 200-300 เท่าของน้ำตาลแม้กระนั้นไม่ทำให้เกิดพลังงาน (แคลลอรี่) ภายในร่างกายอะไร ด้วยความพิเศษของหญ้าหวานนี้  ก็เลยมีคุณประโยชน์และประโยชน์ต่างๆจำนวนมาก ดังเช่น
ลดระดับน้ำตาลในเลือด ผู้ป่วยโรคเบาหวานนั้นเสี่ยงมีสภาวะน้ำตาลในเลือดสูงได้ง่าย ซึ่งเกิดขึ้นเมื่อร่างกายขาดเซลล์ที่ผลิตอินซูลินหรือเกิดภาวะซนอินซูลิน ยิ่งกว่านั้น ยังมีสาเหตุอื่นที่ทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดสูงได้ เป็นต้นว่า ไม่ได้รับอินซูลินหรือยารักษาโรคเบาหวาน กินคาร์โบไฮเดรตมากจนเกินไป เกิดความเคร่งเครียด ได้รับบาดเจ็บ เข้ารับการผ่าตัด หรือติดเชื้อ ซึ่งคุณประโยชน์อีกประการหนึ่งของหญ้าหวานที่อาจเป็นประโยชน์ต่อคนป่วยเบาหวานก็คือควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด โดยปรากฏงานศึกษาค้นคว้าวิจัยที่เรียนเรื่องนี้มากไม่น้อยเลยทีเดียว งานวิจัยหนึ่งได้ให้คนเจ็บโรคเบาหวานชนิดที่ 2 กินสารสกัดต้นหญ้าหวาน 1 กรัม พร้อมเข้ารับการพิสูจน์เลือดหลังผ่านไป 4 ชั่วโมง พบว่าคนไข้มีระดับน้ำตาลในเลือดน้อยลง สอดคล้องกับการค้นคว้าอีกชิ้นที่ค้นพบว่าระดับน้ำตาลในเลือดของผู้เจ็บป่วยโรคเบาหวานประเภทที่ 2 น้อยลงอย่างมีนัยสำคัญภายหลังจากกินแป้งที่ทำจากต้นหญ้าหวาน
นอกนั้น การกินต้นหญ้าหวานบางทีอาจลดระดับน้ำตาลในเลือดของคนที่มีสุขภาพปกติด้วยเหมือนกัน งานศึกษาค้นคว้าและการวิจัยหนึ่งได้สุ่มให้ผู้เข้าร่วมทดลองกินซูโครส แอสปาแตม และก็หญ้าหวานก่อนที่จะกินอาหารมื้อกลางวันแล้วก็มื้อเย็น เป็นเวลา 3 วัน ผลการศึกษาวิจัยพบว่าคนที่กินหญ้าหวานมีระดับน้ำตาลในเลือดแล้วก็อินซูลินหลังรับประทานอาหารลดน้อยลงมากยิ่งกว่าผู้ที่กินซูโครสและแอสปาแตมอย่างเป็นจริงเป็นจัง นอกเหนือจากนั้น กรุ๊ปที่กินต้นหญ้าหวานและก็แอสปาแตมก่อนมื้อของกินยังรู้สึกอิ่มและไม่กินอาหารอื่นเพิ่มเติมอีกจากมื้อหลัก เหมือนกันกับงานค้นคว้าวิจัยอีกชิ้นที่ชี้ให้เห็นว่าการรับประทานสารสกัดจากใบหญ้าหวานช่วยลดระดับน้ำตาลในเลือดของผู้เข้าร่วมการทดสอบที่ไม่ได้ป่วยด้วยเบาหวานหรือมีภาวะน้ำตาลในเลือดสูงได้
ทั้งยังมีคุณสมบัติช่วยยั้งการเติบโตของแบคทีเรียในปากหลายแบบ จึงไม่ทำให้อาหารหรือเครื่องดื่มที่เก็บไว้นานมีการบูดเน่า ไม่ทำให้ฟันผุหรือเหงือกบวมอักเสบได้ง่าย จึงมีการใช้ ผสมในของกิน และก็เครื่องดื่ม รวมทั้งผสมในยาสีฟันหรือยาบ้วนปาก เพื่อแต่งรส รวมทั้งช่วยปกป้องโรคฟันผุ
อนึ่งฤทธิ์ในการออกรสหวานของสารสตีวิโอไซด์จะแตกต่างจากน้ำตาลซะทีเดียว เนื่องจากสารสตีวิโอไซด์จะออกรสหวานช้ากว่าน้ำตาลทรายน้อย จะเลือนลางจางหายไปช้ากว่าน้ำตาลทราย นอกนั้นสารดังที่กล่าวมาข้างต้นยังเป็นสารที่ไม่มีคุณค่าทางอาหารอะไร เพราะมีแคลอรีต่ำมากหรือเปล่ามีเลย และจะไม่ถูกย่อยให้กำเนิดเป็นพลังงานกับร่างกาย แม้กระนั้นจากจุดด้วยนี้นี่เองก็ถือเป็นจุดเด่นที่เหมาะอย่างยิ่งสำหรับคนที่เป็นโรคเบาหวาน ความดันโลหิต โรคไขมันในเลือดสูง โรคอ้วน และก็โรคหัวใจ
ในตอนนี้มีการอนุญาตให้ใช้สารสกัดจากหญ้าหวานเป็นสารทดแทนน้ำตาลในประเทศต่างๆไม่น้อยกว่า 30 ประเทศ ตัวอย่างเช่น ญี่ปุ่น จีน เกาหลี แคนท้องนาดา ออสเตเลีย นิวซีแลนด์ มาเลเซีย อินโดนีเซีย แล้วก็มีทิศทางมากขึ้นองค์การอาหารแล้วก็ยาของสหรัฐอเมริกาและกลุ่มประเทศในยุโรปอนุญาตให้มีการใช้สารหวานจากหญ้าหวานเป็นส่วนประกอบในเครื่องดื่ม ตั้งแต่ปีพ.ศ. 2551 รวมทั้ง พุทธศักราช 2554 เป็นลำดับ ประเทศไทย โดยกระทรวงสาธารณสุข ประกาศอนุญาตให้มีการผลิต แล้วก็ขายต้นหญ้าหวานในประเทศไทย ตั้งแต่ พุทธศักราช 2545 (ประกาศกระทรวงสาธารณสุข (ฉบับที่ 262) พ.ศ. 2545 เรื่อง สตีวิโอไซด์รวมทั้งของกินที่มีส่วนผสมของสตีวิโอไซด์) แล้วก็ประกาศให้สารสกัดสติวิออลไกลโคไซด์เป็นวัตถุเจือปนของกิน ตั้งแต่ปี พุทธศักราช 2556 (ประกาศกระทรวงสาธารณสุข (ฉบับที่ 360) พุทธศักราช 2556 เรื่อง สตีวิออลไกลโคไซด์) โดยอ้างอิงข้อมูลของคณะกรรมการผู้เชี่ยวชาญว่าด้วยวัตถุเจือปนของกินขององค์การอาหารแล้วก็เกษตร และองค์การอนามัยโลก แห่งองค์การสหประชาชาติ (The Joint FAO/WHO Expert Committee on Food Additives, JECFA) ซึ่งได้ประเมินและระบุค่าความปลอดภัย (Acceptable Daily Intake, ADI) แล้ว
แบบอย่าง/ขนาดวิธีใช้  จากผลที่เกิดขึ้นจากงานวิจัยของทีมวิจัยมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ได้สรุปว่า สารสกัดจากต้นหญ้าหวานมีความปลอดภัยในทุกๆกรณี โดยค่าสูงสุดที่กินได้อย่างปลอดภัยเป็น 7,938 มก./กก.(น้ำหนักตัว)/วัน ซึ่งสูงมากมายถ้าเทียบกับการผสมในเครื่องดื่มหรือกาแฟถึง 73 ถ้วยต่อวัน ซึ่งเป็นไปไม่ได้แน่ๆ เพราะว่าคนส่วนใหญ่กินกันราวๆ 2-3 ก็ถือว่ามากมายเพียงพอต่อวันแล้ว ซึ่งการใช้หญ้าหวานโดยสวัสดิภาพหมายถึงราวๆ 1-2 ใบต่อเครื่องดื่ม 1 ถ้วย นับว่าเป็นปริมาณที่สมควรและไม่หวานมากเกินความจำเป็น  แต่คณะกรรมการผู้เชี่ยวชาญของของกินและเกษตรที่ยูเอ็น องค์การอนามัยโลกที่เกี่ยวกับสารเจือปนในของกิน ได้กำหนดค่าความปลอดภัย เบื้องต้นไว้ไม่เกิน 2 มก.ต่อน้ำหนักตัวหนึ่งกก.ต่อวัน แต่บางทีอาจต้องระวังการใช้ในใช้ในขนาดสูงติดต่อกันโดยเฉพาะอย่างยิ่งคนที่มีภาวการณ์โรคไตแล้วก็ตับ
ตามประกาศกระทรวงสาธารณสุข (ฉบับที่ 360 พุทธศักราช2556 เรื่องสตีวิออลไกลโคไซด์) สตีวิออลไกลโคไซด์ หมายความว่า สารสกัดบริสุทธิ์จากใบต้นหญ้าหวาน ซึ่งมี สตีวิโอไซด์ รีบาวดิโอไซด์ เอ รีบาวดิโอไซด์ บี รีบาวดิโอไซด์ ซี รีบาวดิโอไซด์ ดี รีบาวดิโอไซด์ วัวไซด์ เอ รูบุโซไซด์ และก็ สตีวิออลไบโอไซด์ สารสกัดจากหญ้าหวานที่อนุญาตให้ใช้เป็นองค์ประกอบของกินควรมีจำนวนสารในกลุ่มสตีวิออลไกลโคไซด์ รวมไม่น้อยกว่าปริมาณร้อยละ 95 ของน้ำหนักแห้ง ซึ่งอ้างอิงจากมาตรฐาน องค์การอาหารและเกษตร รวมทั้งองค์การอนามัยโลก ที่ยูเอ็น
การเล่าเรียนทางเภสัชวิทยา  ในปี ค.ศ.1991 มีนักวิทยาศาสตร์ที่ชื่อว่า Emily Procinska แล้วก็ภาควิชา ได้ออกมาค้นคว้ารายงานวิจัยของ John M. Pezzuto ว่าอาจมีข้อบกพร่อง โดยเผยแพร่ในนิตยสาร Mutagenesis กล่าวว่า ต้นหญ้าหวานไม่มีผลส่งผลให้เกิด Mutagenic (สารก่อกลายพันธุ์) แต่อย่างใด ดังนี้ได้ทำการทดสอบซ้ำอยู่บ่อยมาก จากนั้นมาก็ได้มีรายงานต่างๆออกตามมาอีกเยอะมากที่บอกว่าผลของ mutagenic ในสารสกัดหญ้าหวานมีผลน้อยมาก หรือบางครั้งก็อาจจะไม่มีผลเลย รวมทั้งต่อมาก็เลยได้มีการตรวจตราความเป็นพิษพบว่า งานวิจัยส่วนมากระบุว่าต้นหญ้าหวานไม่มีพิษ และไม่มีหลักฐานอะไรก็แล้วแต่ระบุว่าต้นหญ้าหวานให้เกิดโรคมะเร็งอะไร  และยังมีการศึกษาทางสถานพยาบาลอีกหลายๆฉบับ ซึ่งส่ววนใหญ่มีผลการเรียนรู้ระบุถึงกลไกการออกฤทธิ์ภายในร่างกายมนุษย์คือ   กลไกการออกฤทธิ์ของหญ้าหวานคือ สารสกัดของหญ้าหวานที่เป็นไกลโคไซด์ซึ่งมีส่วนประกอบของน้ำตาลเดกซ์โทรสและก็สารอะไกลโคนซึ่งเป็นน้ำตาลโมเลกุลที่ใหญ่ขึ้น (Polysaccharides) จะทำปฏิกิริยากับต่อมรับรสของลิ้น ทำให้พวกเรารับรสชาติความหวานซึ่งมีมากกว่าน้ำตาลถึง 150 เท่า และต่อมรับรสเล็กน้อยจะทำปฏิกิริยากับสารอะไกลโคนซึ่งทำให้เกิดความรู้สึกถึงรสขมได้นิดหน่อย  และระบบทางเดินอาหารของผู้คนก็สามารถย่อยสลายและแยกไกลโคไซด์ของต้นหญ้าหวานออกมาเป็นน้ำตาลกลูโคสได้อีกด้วย โดยน้ำตาลเดกซ์โทรสที่ได้นี้ส่วนมากจะถูกแบคทีเรียในลำไส้ใหญ่ดึงไปใช้เป็นพลังงานของตัวลำไส้เอง ก็เลยมีเดกซ์โทรสจากสารสกัดต้นหญ้าหวานเพียงส่วนน้อยที่ถูกดูดซึมไปสู่กระแสโลหิต ส่วนสารสตีวิออลรวมทั้งสารโพลีแซคค้างไรด์ (Poly saccharides) เล็กน้อยจะถูกดูดซับไปสู่ร่างกาย และส่วนใหญ่ที่เหลือจะถูกขับทิ้งไปกับอุจจาระ

การเรียนรู้ทางพิษวิทยา จากการเรียนความเป็นพิษในหนูหลายๆการศึกษาเล่าเรียน
โดยให้สาร สตีวิโอไซด์ ผสมในอาหารในขนาดต่างๆจนกระทั่ง 5% (ขนาดสูงถึง 2 g/kg น้ำหนักตัว ให้ต่อเนื่องกัน 3 เดือน จนถึง 2 ปี ไม่พบความเป็นพิษที่รุนแรงต่อตับ รวมทั้งไต แต่มีกล่าวว่าหนูที่ได้รับ สตีวิโอไซด์ โดยการฉีดเข้าใต้ผิวหนังในขนาดสูงถึง 1.5 g/kg น้ำหนักตัว ส่งผลต่อไตโดยมี blood urea nitrogen (BUN) และก็ creatinine ในเลือดสูงขึ้น แต่ว่าขนาดดังกล่าวเป็นขนาดที่สูงกว่าขนาดที่ใช้กินในคนมากประกอบกับเป็นการให้โดยการฉีดเข้าใต้ผิวหนัง โดยเหตุนี้ผลการศึกษาเรียนรู้ถึงความปลอดภัยของสตีวิโอไซด์ในของกิน เป็นระยะเวลานานจนกระทั่งปัจจุบันปรากฏว่ามีลัษณะทิศทางทางด้านความปลอดภัยที่ดี เมื่อต้นปี ค.ศ. 2009 ประเทศอเมริกาโดย USFDA ได้ใคร่ครวญและประกาศว่า หญ้าหวานได้รับการยอมรับโดยธรรมดาว่าไม่เป็นอันตราย "Generally Recognized As Safe (GRAS)  ส่วนการทดสอบการกลายพันธุ์ของสารสกัดต้นหญ้าหวาน โดย Fujita และคณะ (1979), Okumura
รวมทั้งคณะ (1978) แล้วก็ Tama Biochemical Co-Ltd. (1981) กระทำทดลองกับเชื้อ Salmonella typhimurium, Escherichia coli และ Bacillus subtilis ผลของการทดสอบ พบว่า สารดังที่กล่าวมาแล้วข้างต้นไม่ก่อกลายพันธุ์แต่อย่างใด
คำแนะนำ/ข้อควรระวัง
ถึงแม้ปัจจุบันนี้ยังไม่เจอสิ่งที่ไม่อนุญาตใช้หญ้าหวานที่เด่นชัด แต่สิ่งที่จำเป็นต้องระมัดระวังคือ

  • ไม่สมควรบริโภคหญ้าหวานใน ปริมาณที่เกินกว่าที่กำหนดในสินค้าที่ได้รับคำยืนยันความปลอดภัยการบริโภคจากอย. กระทรวงสาธารณสุข (อย)
  • เลี่ยงบริโภคหญ้าหวานในเรื่องที่แพ้พืชเชื้อสายเดียวกับต้นหญ้าหวาน ดังเช่น ดอกต้นเบญจมาศ ดาวเรือง เป็นต้น เนื่องจากคนที่แพ้พืชเหล่านี้บางทีอาจเสี่ยงมีลักษณะแพ้หญ้าหวานได้เช่นเดียวกัน
  • ผู้ป่วยเบาหวานที่รับประทานหญ้าหวานควรหมั่นวัดระดับน้ำตาลในเลือด แล้วก็หารือหมอในทันทีถ้าหากมีอาการไม่ดีเหมือนปกติใดๆเพราะหญ้าหวานหรือผลิตภัณฑ์ที่มีสารสกัดจากหญ้าหวานอาจส่งผลให้ระดับน้ำตาลในเลือดต่ำเกินไปได้
  • สตรีตั้งท้อง สตรีให้นมบุตร แล้วก็เด็ก ควรหารือหมอก่อนที่จะมีการบริโภคหญ้าหวานเสมอ
  • ลูกค้าต้นหญ้าหวานบางรายอาจกำเนิดอาการท้องอืด คลื่นไส้ วิงเวียนหัว ปวดกล้ามเนื้อ หรือชะตามร่างกายได้
  • ไม่บริโภคสินค้าหญ้าหวานที่หมดอายุ

    เอกสารอ้างอิง

  • รศ.ดร.ภก.พิสมัย กุลกาญจนาธร. หญ้าหวาน.....หวานทางเลือก....เพื่อสุขภาพ.ภาควิชาเภสัชเคมี คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล.
  • มตรี สุทธจิตต์ และคณะ, 2540, การรวบรวม การทบทวน การวิเคราะห์ข้อมูลวิจัยและการสังเคราะห์แนวความคิดที่-เกี่ยวกับเรื่องความปลอดภัยของหญ้าหวาน-และผลิตภัณฑ์จากหญ้าหวาน.
  • เชาวนี สุวรรณโชติ, 2556, การศึกษาความเป็นไปได้ในการลงทุน-โรงงานสกัดผงหญ้าหวาน อำเภอแม่แตง จังหวัดเชียงใหม่.
  • Rajab R., Mohankumar C., Murugan K., Harish M. and Mohanan PV. Purification and toxicity studies of stevioside from Stevia rebaudiana Bertoni.Article. 2009; 16(1):49-54.
  • มัทนียา วังประภา, 2548, การผลิตสารสตีวิโอไซด์-โดยการเพาะเลี้ยงหญ้าหวาน-ในเครื่องปฏิกรณ์ชีวภาพ.
  • หญ้าหวาน.วิกิพีเดีย.สารานุกรมเสรี.(ออนไลน์)เข้าถึงได้จากhttp://www.th.wikipedia.org/wiki/
  • กล้าณรงค์ ศรีรอต. 2542. สารให้ความหวาน(sweeteners) : คุณสมบัติและการใช้ประโยชน์. http://www.disthai.com/
  • หญ้าหวาน(Stevia) สรรพคุณและการปลูกหญ้าหวาน.พืชเกษตรดอทคอม เว็บเพือเกษตรกรไทย
  • CODEX-2010: JECFA Monograph (2010) INS no. 960
  • Kroyer G. Stevioside and Stevia-sweetener in food: application, stability and interaction with food ingredients. J. Verbr. Lebensm. 2010; 5:225-229
  • หญ้าหวานต้านโรค พิสูจน์ได้จริงหรือไม่.พบแพทย์ดอทคอม
  • Goyal SK., Samsher And Goyal RK. Stevia (Stevia rebaudiana) a bio-sweetener: a review. International Journal of Food Sciences and Nutrition. 2010; 61(1):1-10.
  • การใช้หญ้าหวานมีผลอย่างไรต่อผู้ป่วยเบาหวาน.กระดานถาม-ตอบ.สำนักงานข้อมูลสมุนไพร คณะเภสัชศาสตร์มหาวิทยาลัยมหิดล(ออนไลน์)เข้าถึงได้จาก
  • Munish P, Deepika S, Ashok T and Kdownstream. Processing of stevioside and its potential applications. Biotechnology Advances 2011; 29: 781-791.
  • Madan S, Ahmad S; Singh G.N, Kohli, Kanchan, Kumar Y, Singh R, Garg M. Stevia rebaudiana (Bert.) Bertoni-A review. Indian Journal of Natural Products and Resources 2010; 1:267-286.



Tags : ต้นหญ้าหวาน

9

โรคธาลัสซีเมีย (Thalassemia)
โรคธาลัสซีเมีย เป็นอย่างไร โรคโลหิตจางธาลัสซีเมีย (thalassemia) เป็นโรคโลหิตจาง จากพันธุกรรมอันเนื่องมาจากความไม่ดีเหมือนปกติของการผลิตฮีโมโกลบิน ทําให้สร้างลดน้อยลง (thalassemia) และหรือสร้างฮีโมโกลบินไม่ดีเหมือนปกติ (hemoglobinopathy) ได้ผลให้เม็ดเลือดแดงมีลักษณะแตกต่างจากปกติรวมทั้งแก่สั้น (hemolytic anemia) และก็แตกง่าย โรคธาลัสซีเมียมีการถ่ายทอดทางพันธุกรรมแบบ autosomal กล่าวคือ อีกทั้งบิดารวมทั้งมารดาของคนที่เป็นโรคธาลัสซีเมียจะมีธาลัสซีเมียแอบแฝง หรือเรียกว่าเป็นพาหะของธาลัสซีเมีย (thalassemia trait, carrier, heterozygote) หรือเป็นโรคธาลัสซีเมีย ซึ่งจะมีผลทำให้คนป่วยกำเนิดอาการซีดเซียวเหลืองเรื้อรังแล้วก็มีภาวะแทรกซ้อนต่างๆตามมา  ทั้งนี้โรคธาลัสซีภรรยาจัดเป็นโรคโลหิตจางทางด้านกรรมพันธุ์ที่พบได้ทั่วไปที่สุดในโลก สามารถพบได้ทั่วทั้งโลก แต่ว่าเจอได้สูงในแถบเอเซียอาคเนย์ และคนในถิ่นสมุทรเมดิเตอร์เรเนียน ในประเทศไทย ในประเทศไทย เจอคนเจ็บโรคนี้ปริมาณร้อยละ 1 แล้วก็พบผู้เป็นพาหะของโรค หรือผู้ที่มียีนแฝงโดยประมาณจำนวนร้อยละ 30-40 สุดแต่ภูมิภาค ในจังหวัดพิษณุโลกเจอผู้เป็นพาหะร้อยละ 30.5
สิ่งที่ทำให้เกิดโรคธาลัสซีภรรยา มีสาเหตุมาจากความแตกต่างจากปกติด้านกรรมพันธุ์ ซึ่งสามารถถ่ายทอดต่อๆกันมาจากบรรพบุรุษในลักษณะยีนด้อย (autosomal recessive) กล่าวอีกนัยหนึ่งผู้ป่วย (คนที่มีลักษณะอาการแสดงของโรคนี้) ต้องรับคู่ยีนที่ไม่ปกติมาจากฝ่ายบิดาและแม่ทั้งสองยีน ส่วนคนที่รับยีนเปลี่ยนไปจากปกติมาจากฝ้ายข้างใดข้างหนึ่งเพียงแต่ฝ่ายเดียว จะไม่ป่วยเป็นโรคนี้และมีสุขภาพเป็นปกติดี แต่ว่าจะมียีนแตกต่างจากปกติแอบแฝงอยู่ในตัวรวมทั้งสามารถถ่ายทอดไปยังบุตรหลานต่อไป เรียกว่า พาหะธาลัสซีเมีย  ด้วยเหตุว่าความไม่ดีเหมือนปกติด้านกรรมพันธุ์มีได้นานาประการลักษณะ โรคนี้ก็เลยแบ่งออกเป็น 2 กรุ๊ป ดังเช่นว่า แอลฟาทาลัสซีเมีย (alpha-thalassemia) และอนุภาคเบตาทาลัสซีเมีย (beta-thalassemia) ซึ่งเกี่ยวโยงกับความไม่ดีเหมือนปกติของยีนสำหรับเพื่อการควบคุมการสร้างโปรตีนโกลบินจำพวกแอลฟารวมทั้งอนุภาคบีตาเป็นลำดับอีกทั้ง 2 กลุ่มนี้ ยังสามารถแบ่งเป็นประเภทย่อยๆได้อีกหลายอย่าง ซึ่งมีความร้ายแรงมากมายน้อยนานับประการ ซึ่งได้ผลจากการจับคู่ระหว่างยีนเปลี่ยนไปจากปกติประเภทต่างๆอาทิเช่น ถ้าเกิดคนไหนรับการถ่ายทอดสารพันธุกรรมจำพวก อัลฟา - ธาลัสซีภรรยา หรือ เบต้า - ธาลัสซีเมีย มาจากบิดาหรือคุณแม่เพียงแค่ฝ่ายเดียว ก็นับว่าผู้นั้นเป็นพาหะอัลฟาธาลัสซีเมีย พาหะฮีโมโกลบินคอนแสตนสปริงค์ พาหะเบต้าธาลัสซีเมีย หรือพาหะฮีโมโกลบินอี แม้กระนั้นถ้าคนไหนได้รับการถ่ายทอดสารพัดธุบาปจำพวก อัลฟา - ธาลัสซีภรรยา หรือชนิด เบต้า - ธาลัสซีภรรยา มากมายจากพ่อและก็มารดา ก็จัดว่าผู้นั้นเป็น
โรคธาลัสซีเมีย เช่น โรคฮีโมโกลบินเฮช โรคฮีโมโกลบินบาร์ท โรคเบต้าธาลัสซีเมีย หรือ โรคเบต้าธาลัสซีเมียฮีโมโกลบิน เป็นต้น
                สรุปได้ว่าเพราะว่าธาลัสซีเมียเป็นโรคที่ถ่ายทอดทางพันธุกรรม ก็เลยหมายความว่า พ่อหรือแม่ของคนไข้อาจเป็นโรคธาลัสซีเมียหรือเป็นพาหะและก็ส่งต่อกรรมพันธุ์กลุ่มนี้มายังลูก คนที่ได้รับกรรมพันธุ์หรือยีนจากพ่อหรือแม่เพียงฝ่ายเดียวเรียกว่าธาลัสซีเมียแอบแฝง ไม่ถือได้ว่าเป็นโรค โดยผู้ที่เป็นธาลัสซีภรรยาซ่อนเร้นจะไม่เกิดอาการอะไรก็ตามแต่สามารถเป็นพาหะและส่งต่อยีนนี้ไปสู่รุ่นต่อไปได้
โอกาสเสี่ยงที่ลูกจะเป็นโรคธาลัสซีเมียจากพันธุกรรม

  • หากบิดาหรือแม่ฝ้ายข้างใดข้างหนึ่งเป็นพาหะของโรค ส่วนอีกฝ่ายปกติบริบูรณ์ดี จังหวะที่บุตรจะเป็นพาหะเท่ากับ 50% แล้วก็จังหวะที่ลูกจะเป็นปกติบริบูรณ์เท่ากับ 50%
  • ถ้าทั้งบิดาแล้วก็แม่ต่างข้างต่างเป็นพาหะของโรค โอกาสที่บุตรจะเป็นพาหะพอๆกับ 50%, โอกาสที่บุตรจะเป็นโรคธาลัสซีภรรยาพอๆกับ 25% และก็ช่องทางที่ลูกจะปกติสมบูรณ์พอๆกับ 25%
  • ถ้าเกิดพ่อหรือแม่ฝ้ายข้างใดข้างหนึ่งเป็นพาหะของโรค ส่วนอีกข้างเป็นโรคธาลัสซีเมีย จังหวะที่ลูกจะเป็นพาหะเท่ากับ 50% รวมทั้งช่องทางที่บุตรจะเป็นโรคธาลัสซีภรรยาเท่ากับ 50%
  • หากบิดารวมทั้งแม่ต่างฝ่ายต่างเป็นโรคธาลัสซีเมีย โอกาสที่ลูกจะป่วยเป็นโรคธาลัสซีเมียเท่ากับ 100%


นอกจากนี้ธาลัสซีภรรยาแต่ละจำพวกยังปรากฏคุณสมบัติเฉพาะอีกหลายประการ ซึ่งนำมาซึ่งความรุนแรงของอาการในระดับที่แตกต่างกันอีกด้วย
อาการของโรคธาลัสซีเมีย
โรคทาลัสซีเมียชนิดที่ร้ายแรงที่สุด เช่น โรคฮีโมโกลบินบาร์ตไฮดรอปส์ฟีทัลลิส (haemoglobin Bart’s hydrops fetalis) เกิดขึ้นจากยีนที่สร้างโกลบินประเภทแอลฟาหายไปทั้งผอง ทำให้ไม่อาจจะสร้างโกลบินชนิดแอลฟา ซึ่งเป็นโกลบินที่สำคัญที่สุดได้เลย แต่จะสร้างฮีโมโกลบินบาร์ตแทนทั้งหมด ซึ่งจะจับออกซิเจนไว้เอง ไม่ปล่อยให้แก่เยื่อ ทำให้คนที่เป็นโรคนี้มีความผิดธรรมดาตั้งแต่เป็นทารกในท้องคุณแม่ โดยเด็กแรกเกิดมีลักษณะบวมน้ำจากภาวการณ์ซีดเซียวร้ายแรง ส่วนมากจะเสียชีวิตตั้งแต่ในครรภ์ ส่วนน้อยเสียชีวิตขณะคลอดหรือหลังคลอด
เพียงเล็กน้อย เด็กแบเบาะจะมีลักษณะอาการซีดเผือด บวม พุงป่อง ตับแล้วก็ม้ามโต มารดาที่ตั้งท้องเด็กแรกเกิดที่เป็นโรคนี้ มักจะมีภาวการณ์ท้องเป็นพิษแทรก ชอบมีการคลอดผิดปกติ และตกเลือดก่อนหรือหลังคลอด
โรคทาลัสซีเมียที่มีลักษณะร้ายแรงปานกลางถึงร้ายแรงมาก  โดยมากเป็นอนุภาคเบตาทาลัสซีเมียประเภทโฮโมไซกัส (homozygous beta-thalassemia) รวมทั้งนิดหน่อยของเบตาทาลัสซีเมียชนิดเฮโมโกลบินอี (beta-thalassemia/heamoglobim E) มีเหตุมาจากความแตกต่างจากปกติของยีนที่สร้างโกลบินชนิดเบตา ผู้เจ็บป่วยกลุ่มนี้เมื่อทารกมีลักษณะปกติ ไม่ซีดเผือด จะซีดเผือดตั้งแต่อายุ 2-3 เดือน (ในกลุ่มอาการร้ายแรงมากมาย) หรือเมื่ออายุเป็นปีไปแล้ว (ในกลุ่มร้ายแรงปานกลาง) อาการสำคัญเป็น ซีด เหลือง ตับโต ม้ามโต ตัวเล็กแกร็น น้ำหนักน้อยไม่สมอายุ เป็นชายหนุ่มเป็นสาวช้า บริเวณใบหน้าแปลก (ดังที่เรียกว่า หน้าทาลัสซีเมีย) กรุ๊ปที่มีลักษณะอาการร้ายแรงมากมาย ถ้าหากมิได้รับการรักษาจะแก่สั้น (50%  เสียชีวิตภายในระยะเวลา 10 ปี รวมทั้ง 70% เสียชีวิตข้างใน 25 ปี)  ส่วนกลุ่มที่อาการร้ายแรงปานกลางอาจมีอายุยืนยาวจนเป็นผู้ใหญ่สามารถสมรสมีบุตรหลานได้
โรคทาลัสซีเมียที่มีลักษณะอาการน้อย ส่วนมากเป็น โรคเฮโมโกลบินเอช (haemoglobin H disease ซึ่งอยู่ในกรุ๊ปแอลฟาทาลัสซีเมีย) และเล็กน้อยของอนุภาคเบตาทาลัสซีเมียประเภทมีฮีโมโกลบินอี ผู้เจ็บป่วยมีภาวการณ์ซีดเซียวเล็กน้อยเหลืองนิดหน่อย ม้ามไม่โตหรือโตเพียงแค่เล็กๆน้อยๆ การเติบโตค่อนข้างธรรมดา ลักษณะบริเวณใบหน้าธรรมดา (ไม่เป็นทาลัสซีเมีย) สุขภาพค่อนข้างแข็งแรงและก็อายุยืนยาวเช่นคนธรรมดา
โดยปกติมักไม่ต้องมาเจอหมอและไม่จะต้องได้รับเลือดรักษา ผู้ป่วยจำนวนไม่ใช่น้อยไม่เคยรู้ว่าตนเองเป็นโรคนี้ และบางทีอาจได้รับการวินิจฉัยเมื่อมาพบแพทย์ด้วยปัจจัยอื่น หรือเมื่อมีภาวะแทรกซ้อน ผู้เจ็บป่วยเฮโมโกลบินเอชบางเวลาอาจเกิดภาวะเม็ดเลือดแดงแตกทันควัน (acute hemolysis) ซึ่งมักเกิดขึ้นเมื่อเป็นไข้จากการต่อว่าดเชื้อ ผู้เจ็บป่วยจะมีอาการซีดลงอย่างรวดเร็วรวมทั้งรุนแรงจนจำต้องได้รับเลือด
กลุ่มบุคคลที่เสี่ยงที่จะเป็นโรคธาลัสซีภรรยา ประชาชนไทยเป็นพาหะมากถึงปริมาณร้อยละ 35 ถ้าเกิดมีพี่น้องเป็นธาลัสซีภรรยา อัตราเสี่ยงที่จะเป็นพาหะจะยิ่งเพิ่มมากขึ้น สามีภรรยาที่เป็นพาหะทั้งสองอาจมีลูกเป็นโรคธาลัสซีภรรยาได้ ดังนั้นคนที่มีโอกาสเป็นโรคธาลัสซีภรรยา หรือพาหะธาลัสซีเมียจะมีประวัติรวมทั้งอากาต่างๆดังต่อไปนี้
ผู้ที่มีโอกาสเป็นโรคหรือพาหะคือ

  • ตัวซีดเซียว แล้วก็อาจตรวจพบตับม้ามโตร่วมด้วย
  • ตัวซีดเผือดลงอย่างเร็วเมื่อมีการป่วยไข้อย่างรุนแรง
  • มีประวัติคนภายในครอบครัวตัวซีด ตับม้ามโต
  • เคยมีบุตรเป็นพาหะ หรือโรคธาลัสซีภรรยา
  • เคยมีลูกเสียชีวิตในท้องด้วยเหตุว่าภาวะเด็กอ่อนบวมน้ำ
  • ตรวจพบขนาดเม็ดเลือดแดงเล็กกว่าปกติ (MCV < 80 fL.)
  • ตรวจเลือด Osmotic fragility test (OF) ได้ผลบวกรวมทั้ง Dichlorophenolindolphenol precipitation test (DCIP) ให้ ผลจากการบวก


           หากท่านมีข้อชี้ชัดอาการข้อใดข้อหนึ่งดังที่กล่าวมา ก็ควรจะตรวจวินิจฉัยรับรองว่าเป็นโรคหรือพาหะโรคธาลัสซีภรรยาหรือไม่ รวมทั้งคู่ที่กำลังจะแต่งงาน และก็วางแผนเพื่อมีบุตรหรือกำลังตั้งครรภ์อ่อนๆก็ควรได้รับการตรวจด้วยเช่นเดียวกัน เพื่อประเมินตัวเองและก็จังหวะเสี่ยงต่อการเป็นโรคหรือพาหะของบุตรในครรภ์
วิธีการรักษาโรคธาลัสซีเมีย การวินิจฉัยหมอจะวินิจฉัยพื้นฐานจากเรื่องราวคนเจ็บมีอาการซีดเซียวเหลืองมาตั้งแต่เล็ก และก็บางทีอาจพบว่ามีพ่อแม่พี่น้องผู้ใดผู้หนึ่งเป็นโรคนี้ด้วย
ยิ่งไปกว่านี้ ยังต้องตรวจร่างกายของผู้เจ็บป่วยว่าคนไข้มีตับโต ม้ามโต ท้องป่อง รูปร่างผอมบางและเล็กไม่สมอายุ กล้ามเนื้อลีบและแขนเล็ก ผิวหนังคล้ำออกเป็นสีเทาอมเขียว หน้าตาแปลก อาทิเช่น กะโหลกศีรษะนูนเป็นพู หน้าผากโหนก ตาห่าง ดั้งแบน โหนกแก้มสูง คางและขากรรไกรกว้าง ฟันบนยื่น ฟันไม่สบกัน ฟันเรียงหน้าเปลี่ยนไปจากปกติ ตามที่เรียกว่า “หน้าทาลัสซีเมีย” หรือเปล่า อาการแล้วก็ลักษณะทางคลินิกของผู้เจ็บป่วยเป็นข้อมูลที่สําคัญสำหรับการวินิจฉัยโรคแต่ว่ามีผู้ป่วยโรคธาลัสซีภรรยาบางประเภท อาการอาจไม่รุนแรงการตรวจทางห้องปฏิบัติการจึงมีความจําเป็นและสามารถช่วยแยกชนิดต่างๆของโรคได้ ซึ่งการตรวจทางห้องทดลอง ดังเช่นว่า การพิสูจน์เลือด (complete blood count, CBC) เพื่อดูภาวะซีดค่าดรรชนีเม็ดเลือดแดง (red cell indices) แล้วก็ลักษณะ เม็ดเลือดแดง (morphology) เป็นสิ่งที่ช่วยสำหรับการวินิจฉัยโรคได้เม็ดเลือดแดงบนสเมียร์เลือดของคนเจ็บ homozygous β-thalassemia, β-thalassemia/Hb E และ Hb H disease มีลักษณะติดสีจาง (hypochromia) ขนาดเล็ก(microcytic) และก็รูปร่างไม่ปกติ(poikilocytosis) เป็นต้น ค่าดรรชนีเม็ดเลือดแดง MCV แล้วก็ MCH มีขนาดเล็กกว่า ธรรมดาและการตรวจพบ inclusion body ในเม็ดเลือดแดง สามารถให้การวินิจฉัยโรคธาลัสซีภรรยาได้

การวินิจฉัยธาลัสซีภรรยา (definite diagnosis) จำเป็นต้องทําโดยการตรวจวิเคราะห์จำพวกของฮีโมโกลบิน (Hemoglobin analysis) โดยเครื่องตรวจอัตโนมัติชนิด high performance liquid chromatography (HPLC), low -pressure liquid chromatography (LPLC), หรือ hemoglobin electrophoresis เพื่อจําแนกประเภทของโรคธาลัสซีเมียและก็ฮีโมโกลบินไม่ดีเหมือนปกติให้แน่นอน
การดูแลและรักษาโรคโลหิตจางธาลัสซีเมียขึ้นกับความร้ายแรงของโรค สามารถจัดตามความรุนแรงได้ดังต่อไปนี้

  • โรคธาลัสซีภรรยาชนิดร้ายแรง (severe beta-thalassemia) เป็นมีระดับ baseline Hb น้อยกว่า 7.0 g/dl


(Hct<20%) ได่แก่ β-thal/ β-thal และก็ของ β-thal/Hb E disease ส่วนน้อย มีทางเลือกสำหรับในการรักษาดังนี้

  • การปลูกถ่ายไขกระดูก(stem cell transplantation)
  • การให้เลือดมากพอที่จะหยุดการสร้างเลือด (high transfusion) แล้วก็ให้ยาขับธาตุเหล็ก (iron chelation) เมื่อมีการให้เลือดบ่อยจนกระทั่งเกิดภาวะเหล็กเกิน
  • ให้เลือดแบบทะนุถนอม (low transfusion) ให้ยาขับธาตุเหล็กรวมทั้งตัดม้ามเมื่อม้ามโตจนกระทั่งแทรกอวัยวะอื่นในท้องหรือมีภาวการณ์ม้ามทำงานมากเหลือเกิน
  • โรคธาลัสซีภรรยาจำพวกรุนแรงปานกลาง (moderately severe thalassemia) เป็นหรูหรา baseline Hb ระหว่าง 7-9 g/dl (Hct 20- 27 %) ได้แก่คนไข้ β-thal/ Hb E จำนวนมาก, คนเจ็บ β-thal/ β-thal บางราย แล้วก็ Hb H diseaseบางราย มีทางเลือกสำหรับการรักษา ดังต่อไปนี้
  • ให้เลือดมากพอที่จะยับยั้งการผลิตเลือดและก็ให้ยาขับธาตุเหล็ก (high transfusion + iron chelation)
  • ใหเลือดแบบประคับประคอง (low transfusion) หรือเมื่อมี acute hemolysis และก็การตัดม้ามเมื่อมีลักษณะตามข้อ 1
  • โรคธาลัสซีเมียชนิดรุนแรงน้อย (mild thalassemia) หรูหรา baseline Hb > 9 g/dl (Hct > 27 %) เช่น Hb H disease โดยมาก Hb A-E-Bart’s disease, Homozygous Hb CS,  β-thal/ Hb E ควรจะให้การรักษาโดยให้เลือดต่อเมื่อมีacute hemolysis ยกตัวอย่างเช่น ซีดมากเนื่องตกมีเม็ดเลือดแดงแตกกะทันหัน ซึ่งพบได้ทั่วไปเมื่อมีการติดเชื้อโรค
  • โรคธาลัสซีภรรยาชนิดไม่มีอาการหรือธาลัสซีเมียแอบแฝง (Asymptomatic) เช่น Homozygous α-thal 2, Homozygous Hb E, และก็ธาลัสซีเมียแอบแฝง ไม่จําเป็นจำต้องตรวจรักษาเป็นพิเศษ ไม่จําเป็นจำต้องได้ทานยา ควรได้รับคําแนะนําปรึกษาด้านพันธุศาสตร์ ควรจะได้รับการตรวจสุขภาพตามระบบธรรมดา


การติดต่อของโรคธาลัสซีเมีย เนื่องจากว่าโรคธาลัสซีเมียเป็นโรคโบหิตจางที่เกิดขึ้นจากการถ่ายทอดทางประเภทกรรมหรือพันธุกรรมซึ่งไม่มีการติดต่อของโรคนี้ จากคนสู่คน หรือจากสัตว์สู่คนแต่อย่างใด
การกระทำตนเมื่อป่วยด้วยโรคธาลัสซีเมีย คนที่ตรวจพบว่าเป็นพาหะโรคโลหิตจางธาลัสซีภรรยา สามารถดำรงชีวิตเหมือนคนปกติ ไม่มีความจำเป็นต้องรับประทานยาใดๆแต่ว่าผู้ที่เป็นโรคโลหิตจางธาลัสซีภรรยาจะมีลักษณะของโรคแตกต่างกัน บางบุคคลตัวซีดเผือดมาก ตับม้ามโตมาก บางครั้งอาจจะจำเป็นต้องได้รับการให้เลือดและก็ยาขับธาตุเหล็กส่วนเกินออกจากร่างกายเป็นระยะๆหรือผ่าตัดม้ามออกเพื่อลดการทำลายเม็ดเลือดแดง ส่วนบางบุคคลจะมีลักษณะอาการซีดเซียวไม่มากมาย จะรักษาตามอาการ สามารถให้รับประทานกรดโฟลิก แม้กระนั้นไม่จำเป็นที่จะต้องให้ยาบำรุงเลือด (ธาตุเหล็ก) เพราะว่ามีธาตุเหล็กใน ร่างกายเกินธรรมดาอยู่แล้ว ส่วนการปฏิบัติตนของผู้เจ็บป่วยรวมทั้งการดูแลผู้ป่วยโรคธาลัสซีภรรยาควรปฏิบัติอย่างถูกต้อง แล้วก็เหมาะสมกับสภาพอาการของโรคดังต่อไปนี้

  • รักษาความสะอาดของร่างกาย ปาก ฟัน เนื่องจากคนป่วยจะมีร่างกายอ่อนแอติดเชื้อได้ง่าย รวมทั้งควรจะไปตรวจฟันกับหมอฟัน ทุก 6 เดือน เนื่องจากฟันจะผุง่ายดายเสียยิ่งกว่าคนปกติ
  • ไปพบหมอตามนัดหมายทุกหน ประพฤติตามที่แพทย์แนะนำ หากมีเรื่องที่น่าสงสัยควรจะขอความเห็นแพทย์
  • ไม่ควรเปลี่ยนแปลงสถานที่รักษาเป็นประจำเนื่องจากจะก่อให้การรักษาไม่ต่อเนื่อง
  • เมื่อจับไข้ ควรจะเช็ดตัวลดไข้ และให้กินน้ำมากมายๆถ้าหากไข้สูงมากควรกินยาลดไข้พาราเซตามอลแล้วก็รีบไปพบหมอแม้จะไม่ใช่วันนัด เนื่องจากไข้อาจเป็นเพราะการต่อว่าดเชื้อ ซึ่งจะทำให้ซีดเซียวลงมากหรือก่อปัญหาร้ายแรงได้
  • ป้องกันอุบัติเหตุที่จะทำให้เสียเลือด หรือกระดูกหัก เพราะว่าผู้เป็นโรคธาลัสซีเมียมีภาวะซีดเซียวรวมทั้งกระดูกจะเปราะหักง่าย ควรจะออกกำลังกายตามความเหมาะสมกับสภาพร่างกาย รวมทั้งควรระวังการเช็ดกกระแทกที่รอบๆท้องเนื่องจากว่าจะเป็นโทษต่อตับและก็ม้ามที่โตได้
  • ควรพักผ่อนอย่างพอเพียง ในภาวะไม่สบายควรจะดูแลให้ได้พักผ่อนมากยิ่งกว่าเดิม
  • ไม่สมควรซื้อยาบำรุงเลือดมากินเอง เพราะเหตุว่าอาจเป็นยาที่มีธาตุเหล็กซึ่งเหมาะกับคนที่เป็นโลหิตจางจากสภาวะขาดธาตุเหล็ก แม้กระนั้นเป็นอันตรายต่อผู้ป่วยทาลัสซีเมียที่มีสภาวะเหล็กเกินอยู่แล้ว
  • ไม่ควรรับประทานอาหารที่มีธาตุเหล็กสูง ตัวอย่างเช่น เลือดหมูเลือดไก่ เครื่องในสัตว์ตับ
  • รับประทานยาเสริมโฟเลท วันละ 1 เม็ด เนื่องจากโฟเลทเป็นสารที่จําเป็นสำหรับเพื่อการสร้างเม็ดเลือดแดง เนื่องจากร่างกายมีการสร้างเม็ดเลือดแดงมากกว่าปกติเพื่อมาทดแทนเม็ดเลือดแดงที่อายุสั้นลง
  • หลีกเลี่ยงการทำงานหนัก หรือการเล่นกีฬาที่ร้ายแรง


o             ให้ความรักเอาใจใส่ ให้กำลังใจ เนื่องด้วยโรคนี้เป็นโรคเรื้อรัง ควรจะผลักดันให้ผู้เจ็บป่วยได้ดำเนินชีวิตตามปกติ ไม่สิ้นหวังต่อการเจ็บป่วย
o             กินอาหารให้ครบ ๕ กลุ่ม มีโปรตีนสูง (ได้แก่ เนื้อสัตว์ นม ไข่ เต้าหู้ ถั่วต่างๆ) แล้วก็มีสารโฟเลตสูง (ผักต่างๆ) เพื่อใช้เพื่อการสร้างเม็ดเลือดแดงโดย
ของกินที่สมควรสำหรับคนเจ็บโรคธาลัสซีเมียมีลักษณะดังต่อไปนี้ ผู้เจ็บป่วยโรคธาลัสซีภรรยาโดยทั่วไปชอบมีการเจริญเติบโตของร่างกายน้อยกว่าปกติ มีภูมิต้านทานต่ำและความหนาแน่นของมวลกระดูกน้อย ด้วยเหตุนี้อาหารที่เหมาะสมกับผู้เจ็บป่วยธาลัสซีภรรยา เป็นของกินที่มีโปรตีนสูง ดังเช่น เนื้อปลาสมุทร เนื้อไก่ เมล็ดพืชต่างๆได้แก่ ถั่วเหลือง ถั่วเขียว ข้าวซ้อมมือ ข้าวบาเลย์ เป็นต้น ของกินทีมีกรดโฟลิก (Folic acid) สูง เพื่อช่วยสำหรับการสร้างเม็ดเลือดแดง ได้แก่ ตำลึง กะหล่ำ มะเขือเทศ คะน้า ถั่วงอก เป็นต้น ของกินที่มีแคลเซียม แมกนีเซียม และก็วิตามินดีสูงเพื่อคุ้มครองปกป้องภาวการณ์กระดูกพรุน เช่น ผลิตภัณฑ์นม ใบย่านาง ใบชะพลู ใบแค ใบยอ ผักโขม ใบสะระแหน่ ผักหวาน ฟักอ่อน ใบตำลึง ผักกวางตุ้ง ผลไม้ เช่น ส้มเขียวหวาน มะขามหวาน มะม่วงแก้วสุก นอกจากนี้ควรกินอาหารที่มีวิตามินเอ วิตามินอีแล้วก็วิตามินซีสูง เพื่อช่วยลดสภาวะการเกิดอนุมูลอิสระในร่างกายจากการที่เม็ดเลือดแดงแตกง่าย เป็นต้นว่า มะละกอ ฟักทอง เสาวรส ฝรั่ง มะยม ผักหวาน เป็นต้น
การป้องกันตนเองจากโรคธาลัสซีเมีย โรคโลหิตจางธาลัสซีเมียเป็นโรคที่ถ่ายทอดทางพันธุกรรม วิธีคุ้มครองป้องกันที่ยอดเยี่ยมเป็น

  • หารือหมอเพื่อตรวจเลือดก่อนสมรส หรืออย่างช้าก่อนมีบุตร ว่าตนเป็นพาหะหรือไม่
  • สำหรับคนที่เป็นพาหะที่มีโอกาสเสี่ยงต่อการมีลูกเป็นโรคทาลัสซีเมียรุนแรง ควรแนะนำทางเลือกสำหรับการป้องกันไม่ให้มีบุตรเป็นโรคนี้ ดังนี้ คนที่ยังมิได้แต่งงาน ทางเลือกเป็น เลือกคู่แต่งงานที่ไม่เป็นพาหะมีโอกาสเสี่ยงต่อการมีลูกเป็นโรคนี้ ถ้าหากสามีภรรยาเป็นพาหะร่วมกันและมีความเสี่ยงต่อการมีบุตรเป็นโรคนี้ โอกาสคือ การคุมกำเนิดไม่ให้มีลูก การรับบุตรบุญธรรมมาเลี้ยง ใช้การผสมเทียม หรือเทคโนโลยีการเจริญพันธุ์อื่นๆ
  • ฝากครรภ์ทันทีที่รู้ดีว่าตั้งครรภ์ เพื่อหมอจะได้ตรวจวิเคราะห์ทารกในครรภ์ว่าธรรมดาไหม
  • ควรแนะนำให้ญาติ ญาติ ไปตรวจเลือด โดยวิธีพิเศษว่าเป็นพาหะหรือเปล่า รวมทั้งปรึกษาหมอก่อนสมรส เพื่อวางแผนครอบครัวอย่างเหมาะสมต่อไป
  • รณรงค์ให้ความรู้ความเข้าใจเรื่องทาลัสซีเมียแก่ราษฎร โดยเฉพาะ ชายหญิงวัยเจริญพันธุ์


สมุนไพรที่สามารถรักษา/บรรเทาลักษณะของโรคธาลัสซีเมีย โรคธาลัสซีภรรยาเป็นโรคที่มีภาวะโลหิตจากเรื้อรังจากความผิดปกติทางพันธุกรรม ซึ่ง ณ.เวลานี้ไม่มีรายงานว่ามีสมุนไพรชนิดใดที่ใช้รักษาโรคธาลัสซีเมียที่ได้ผลอย่างเอาจริงเอาจัง แต่ว่ามีรายงานการค้นคว้าและทดลองที่น่าดึงดูดเกี่ยวกับ ขมิ้นชัน กับโรคธาลัสซีเมีย ดังต่อไปนี้
ในการทดลองทางสถานพยาบาลของขมิ้นชัน ในคนเจ็บธาลัสซีภรรยา เริ่มจาก จากภาควิชาแพทยศาสตร์ ศิริราชพยาบาล ได้ทดลองให้ผู้ป่วยเบต้าธาลัสซีภรรยา/ ฮีโมโกลบินอีรับประทานแคปซูลสารสกัดขมิ้นชัน วันละ 2 แคปซูล ติดต่อกัน นาน 3 เดือน พบว่าช่วยลดภาวะที่มีอนุมูลอิสระสูง(oxidative stress) ลงได้และมีอีกการทดสอบที่ทำการทดลองจากคณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย พบว่าเมื่อให้แคปซูลสารสกัดขมิ้นชันวันละ 2 แคปซูลแก่คนเจ็บธาลัสซีเมียเด็กประเภทเบต้าธาลัสซีภรรยา/ฮีโมโกลบินอี พบว่าคนไข้ 5 คนภายใน 8 คน มีอายุของเม็ดเลือดแดงนานขึ้น ซึ่งสำหรับการทดลองทั้งคู่ครั้งไม่พบอาการใกล้กันใดๆที่เกิดขึ้นมาจากแคปซูลสารสกัดขมิ้นชัน นอกจากนั้นผลการศึกษาวิจัยในหลอดทดสอบของคณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ แสดงให้เห็นว่าเคอร์คูไม่นอยด์สามารถลดระดับของเหล็กรูปที่มิได้จับกับทรานสิเฟอร์ริน (non-transferrin bound iron, NTBI) ในพลาสม่าของคนเจ็บโรคธาลัสซีเมียประเภทเบต้าธาลัสซีเมีย และก็ยังเสริมฤทธิ์ของยาขับเหล็กในการลดเหล็กรูป NTBI ได้อีกด้วยและก็เวลานี้ยังมีการทำการค้นคว้าทางคลินิกประเด็นการใช้แคปซูลสารสกัดขมิ้นชันในผู้ป่วยธาลัสซีภรรยา อีกหลายโรงพยาบาล  ซึ่งหวังเป็นอย่างยิ่งว่าสมุนไพรนี้ จะได้รับการค้นคว้าวิจัยต่อยอดให้เป็นสมุนไพรที่ใช้ป้องกัน/รักษาโรคธาลัสซีภรรยาได้อย่างมีประสิทธิภาพต่อไป
เอกสารอ้างอิง

  • แนวทางการวินิจฉัยและการรักษาโรคโลหิตจากธาลัสซีเมีย พ.ศ.2549.มูลนิธิโรคโลหิตจากธาลัสซีเมียแห่งประเทศไทย.แก้ไขครั้งที่2/7 กันยายน 2548.หน้า1-16
  • นพ.สุรเกียรติ อาชานานุภาพ.ทาลัสซีเมีย.นิตยสารหมอชาวบ้าน.เล่มที่397.คอลัมน์สารานุกรมทันโรค.พฤษภาคม.2555
  • ผศ.นพ.อนุวัฒน์ สุตัณฑวิบูลย์.เรื่องน่ารู้เกี่ยวกับโรคธาลัสซีเมีย.ภาควิชาสูติศาสตร์-นรีเวชวิทยา.คณะแพทย์ศาสตร์ศิริราชพยาบาลมหาวิทยาลัยมหิดล.
  • Fung EB, Xu Y, Trachtenberg F, Odame I, Kwiatkowski JL, Neufeld EJ, et al. Inadequate dietary intake in patients with thalassemia. Journal of the Academy of Nutrition and Dietetics. 2012;112(7):980-90.
  • Fung EB, Xu Y, Trachtenberg F, Odame I, Kwiatkowski JL, Neufeld EJ, et al. Inadequate dietary intake in patients with thalassemia. Journal of the Academy of Nutrition and Dietetics. 2012;112(7):980-90.
  • Fung EB, Xu Y, Trachtenberg F, Odame I, Kwiatkowski JL, Neufeld EJ, et al. Inadequate dietary intake in patients with thalassemia. Journal of the Academy of Nutrition and Dietetics. 2012;112(7):980-90.
  • Fung EB, Xu Y, Trachtenberg F, Odame I, Kwiatkowski JL, Neufeld EJ, et al. Inadequate dietary intake in patients with thalassemia. Journal of the Academy of Nutrition and Dietetics. 2012;112(7):980-90.
  • หนังสือตำราการตรวจรักษาโรคทั่วไป “ทาลัสซีเมีย (Thalassemia)”.  (นพ.สุรเกียรติ อาชานานุภาพ).  หน้า 728-734.
  • พีระพล วอง.ความรู้เกี่ยวกับโรคโลหิตจางธาลัสซีเมีย:ข้อแตกต่างระหว่าคนที่เป็นพาหนะและคนที่เป็นโรค.กรกฎาคม.2548
  • ธาลัสซีเมีย-อาการ,สาเหตุ,การรักษา.พบแพทย์(ออนไลน์)เข้าถึงได้จาก http://www.disthai.com/
  • ศ.เกียรติคุณ พญ.วรวรรณ ตันไพจิตร.โรคธาลัสซีเมีย.สาขาวิชาโลหิตวิทยา ภาควิชา กุมารเวชศาสตร์.คณะแพทย์ศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล
  • หนังสือตำราการตรวจรักษาโรคทั่วไป “ทาลัสซีเมีย (Thalassemia)”.  (นพ.สุรเกียรติ อาชานานุภาพ).  หน้า 728-734.
  • พีระพล วอง, พิริยา ถนอมรัตน์, สุชิลา ศรีทิพยวรรณ, ประวิทย์เตติวัฒน, แน่งน้อย เจิมนิ่ม, หนึ่งฤทัย นิ่มนุช, สุขุมาล นิยมธรรม, ต่อพงศ์สงวนเสริมศรี. ความชุกของธาลัสซีเมียเทรตจากการตรวจคัดกรองใน หญิงตั้งครรภ์ของจังหวัดพิษณุโลก. วารสารโลหิตวิทยาและเวชศาสตร์บริการโลหิต 2547; 14 (3): 181-6.
  • Fung EB. Nutritional deficiencies in patients with thalassemia. Annals of the New York Academy of Sciences. 2010;1202:188-96.


ดร.ชฎก พิศาลพงศ์.แคปซูลสารสกัดขมิ

10

โรคไทรอยด์เป็นพิษ (Hyperthyroidism, Thyrotoxicosis)
โรคไทรอยด์เป็นพิษเป็นอย่างไร ก่อนที่จะทำความเข้าใจกับโรคไทรอยด์เป็นพิษนั้น ควรจะทำความรู้จักกับต่อมไทรอยด์กันก่อนต่อมไทรอยด์ เป็นต่อมที่อยู่ข้างหน้าของรอบๆลำคอใต้ลูกกระเดือก รวมทั้งติดกับหลอดลม มีลักษณะเหมือนผีเสื้อ ลักษณะทางด้านกายภาพของต่อมแบ่งเป็นทั้งหมด 2 ส่วน คือ ด้านซ้ายและก็ส่วนขวา ซึ่งต่อมอีกทั้ง 2 ด้านจะเชื่อมกันด้วยเนื้อเยื่ออิสมัส (Isthmus) โดยต่อมไทรอยด์จะปฏิบัติภารกิจในการผลิตฮอร์โมนที่สำคัญ 3 ประเภท คือไทโรซีน (Thyroxine - T4) และฮอร์โมนไทรไอโอโดไทโรนีน (Triiodothyronine - T3) ซึ่งปฏิบัติภารกิจสำหรับในการควบคุมการเผาของร่างกายที่เรียกว่า เมตาบอลิซึม (Metabolism)  รวมถึงฮอร์โมนแคลซิโทนิน (Calcitonin) ที่ปฏิบัติภารกิจในการควบคุมระดับแคลเซียมรวมทั้งธาตุฟอสฟอรัสในระบบไหลเวียนของเลือด  นอกนั้นต่อมไทรอยด์ยังเป็นต่อมสถานที่ทำงานโดยอยู่ภายใต้การกำกับดูแลของต่อมใต้สมอง (Pituitary gland) และก็ของสมองส่วนไฮโปทาลามัส (Hypothalamus) ซึ่งทั้งต่อมใต้สมองและก็สมองไฮโปทาลามัสยังควบคุมลักษณะการทำงานของอวัยวะอื่นๆด้วย ได้แก่ ต่อมหมวกไต อัณฑะ และก็รังไข่ แล้วก็ยังมีความข้องเกี่ยวกับอารมณ์รวมทั้งจิตใจ โดยเหตุนั้น ถ้าการทำงานของต่อมไทรอยด์ มีสภาวะไม่ปกติ ก็เลยอาจจะก่อให้กำเนิดโรคต่างๆของอวัยวะพวกนั้น รวมทั้งชมรมกับอารมณ์และก็จิตใจด้วย  ส่วนโรคต่อมไทรอยด์เป็นพิษ เป็นสภาวะต่อมไทรอยด์ดำเนินงานเกิน(Overactive Thyroid) หมายถึงสภาวะที่ต่อมไทรอยด์* มีการหลั่งฮอร์โมนต่อมไทรอยด์ออกมามากจนเกินความจำเป็น กระตุ้นให้อวัยวะทั่วร่างกายมีการเผาผลาญสูงขึ้นมากยิ่งกว่าปกติแล้วก็ทำให้ระบบต่างๆของร่างกายเปลี่ยนไปจากปกติตามไปด้วย ซึ่งเป็นต้นเหตุทำให้เกิดอาการเจ็บเจ็บป่วยๆต่างขึ้นตามมา ได้แก่ อ่อนล้าง่าย ใจสั่น หัวใจเต้นเร็วเปลี่ยนไปจากปกติ ขี้ร้อนง่าย เหงื่อออกมาก รำคาญ นอนไม่หลับ น้ำหนักตัวต่ำลงอย่างรวดเร็วแบบไม่ดีเหมือนปกติ เป็นต้น โดยโรคนี้มักพบในผู้หญิงมากยิ่งกว่าผู้ชายถึง 5-10 เท่า
ต้นเหตุของโรคต่อมไทรอยด์เป็นพิษ ต่อมไทรอยด์เป็นพิษมีหลายกรณี  แต่ว่าส่วนใหญ่เกิดขึ้นได้เพราะมีสาเหตุเนื่องมาจากระบบภูมิคุ้มกันยับยั้งโรคของร่างกายที่แตกต่างจากปกติกระตุ้นให้ต่อมไทรอยด์ทำงานมากเกินไป จนถึงทำให้ร่างกายมีจำนวนของฮอร์โมนต่อมไทรอยด์มากกว่าสิ่งที่จำเป็นของร่างกาย และก็มีสถานการณ์เป็นพิษ กระทั่งส่งผลต่อร่างกายในด้านต่างๆซึ่งพวกเราเรียกสภาวะที่ต่อมไทรอยด์สร้างฮอร์โมนมากเกินว่า ภาวะต่อมไทรอยด์                      ที่มา :  wikipedia                   ดำเนินการเกิน  (hyperthyroidism)  และเรียกอาการเจ็บเจ็บไข้ที่เกิดจากภาวะมีฮอร์โมนต่อมไทรอยด์    มากเกินนี้ว่า สภาวะพิษจากต่อมไทรอยด์ (thyrotoxicosis) โดยต้นสายปลายเหตุการเกิดโรคไทรอยด์เป็นพิษนั้นมีได้นานัปการมูลเหตุ ดังต่อไปนี้

  • โรคเกรฟส์ หรือ โรคคอพอกตาโปน (Graves’ disease) เป็นสาเหตุที่พบได้บ่อยที่สุดราวๆ 60-80% ของผู้เจ็บป่วยไทรอยด์เป็นพิษทั้งสิ้น ซึ่งโรคนี้จะทำให้ร่างกายหลั่งฮอร์โมนไทโรซีนออกมามากไม่ปกติจนทำให้แปลงเป็นพิษ รวมทั้งเป็นโรคที่พบมากในวัยรุ่นแล้วก็กลางคน พบในเพศหญิงมากยิ่งกว่าเพศชายโดยประมาณ 5-10 เท่า สาเหตุของการเกิดโรคยังไม่เคยรู้ชัดเจนว่ามีสาเหตุมาจากอะไร แต่พบว่ามีความเกี่ยวเนื่องกับเพศ (เจอในผู้หญิงมากกว่าผู้ชาย) และก็พันธุกรรม (พบว่าผู้ป่วยบางรายมีประวัติพ่อแม่พี่น้องเป็นโรคนี้ด้วย) การสูบบุหรี่จะยิ่งเพิ่มความเสี่ยงต่อการเป็นโรคนี้เยอะขึ้นเรื่อยๆ นอกเหนือจากนี้ยังเจอเพราะว่า ความเคร่งเครียดก็มีส่วนกระตุ้นให้โรคกำเริบได้
  • เนื้องอกที่ต่อมไทรอยด์ เป็นกรณีที่เจอได้น้อย เช่นกัน เนื้องอกที่เกิดบริเวณต่อมไทรอยด์ รวมทั้งเนื้องอกที่เกิดรอบๆต่อมใต้สมอง อาจจะทำให้เกิดการหลั่งของฮอร์โมนต่อมไทรอยด์มากขึ้นเรื่อยๆจนถึงเปลี่ยนเป็นพิษได้
  • การอักเสบของต่อมไทรอยด์ (Thyroiditis) การอักเสบที่ไม่ทราบที่มาของต่อมไทรอยด์จะมีผลให้ฮอร์โมนไทรอยด์ถูกทำออกมาเยอะขึ้น รวมทั้งทำให้ฮอร์โมนรั่วไหลออกไปที่กระแสโลหิต ทั้งนี้การอักเสบของต่อมไทรอยด์โดยมากไม่มีอาการเจ็บ เว้นเสียแต่อาการไทรอยด์อักเสบแบบครึ่งหนึ่งกะทันหันที่เกิดขึ้นได้น้อย สามารถทำให้เกิดอาการเจ็บได้
  • การกินอาหาร การรับประทานอาหารที่มีไอโอดีนมากจนเกินไปก็สามารถก่อให้เกิดโรคไทรอยด์เป็นพิษ เนื่องจากไอโอดีนเป็นส่วนประกอบสำคัญสำหรับเพื่อการผลิตฮอร์โมนไทรอยด์แต่ว่าเจอได้น้อยมาก
  • การได้รับการเสริมฮอร์โมนไทรอยด์ที่มากเกินความจำเป็น ยาที่มีส่วนประกอบของไอโอดีนบางจำพวก ยกตัวอย่างเช่น ยาอะไมโอดาโรน (Amiodarone) ที่ใช้สำหรับในการรักษาโรคหัวใจเต้นผิดจังหวะ จะมีผลให้เกิดการหลั่งของฮอร์โมนต่อมไทรอยด์เพิ่มขึ้นเรื่อยๆจนกระทั่งเปลี่ยนเป็นพิษได้
ลักษณะโรคต่อมไทรอยด์เป็นพิษ
ไม่ว่าจะมีสาเหตุมาจากสาเหตุใด มักมีอาการคล้ายกัน กล่าวอีกนัยหนึ่ง ผู้เจ็บป่วยจะรู้สึกเมื่อยล้าง่าย เหน็ดเหนื่อย ใจหวิว ใจสั่น บางบุคคลอาจมีลักษณะการเจ็บหน้าอก ร่วมด้วย ชอบมีความรู้สึกขี้ร้อน เหงื่อออกมาก ฝ่ามือมีเหงื่อชุ่ม  คนป่วยจะมีน้ำหนักตัวลดน้อยลงเร็ว ทั้งๆที่กินได้ปกติ หรือบางทีอาจกินจุขึ้นกว่าธรรมดาด้วยซ้ำ ดังนี้เพราะร่างกายมีการเผาผลาญมากมักมีอาการมือสั่น โดยเฉพาะอย่างยิ่งเวลาทำงาน ละเอียด เป็นต้นว่า แต่งหนังสือ งานฝีมือ เป็นต้น อาจมีลักษณะวุ่นวาย ชอบทำโน่นทำนี่ บางทีดูเป็นคนขี้โวยวาย หรือท่าทีหลุกหลิก อาจมีอาการรำคาญ เจ้าอารมณ์ นอนไม่หลับ หรืออารมณ์เซื่องซึม บางบุคคลอาจมีอาการถ่ายเหลวบ่อยมากคล้ายท้องเดิน หรือมีลักษณะอ้วกอ้วก ส่วนอาการที่พบได้บ่อยที่สุดในมีลักษณะอาการต่อมไทรอยด์เป็นพิษคือ อาการคอพอก ซึ่งเป็นอาการที่ต่อมไทรอยด์โตขึ้น คนป่วยจะรู้สึกหรือมองเห็นก้อนขนาดใหญ่ที่รอบๆคอ  ผู้หญิงอาจมีระดูออกน้อย หรือมาไม่สม่ำเสมอ หรือขาดรอบเดือน มักตรวจเจอว่ามีต่อมต่อมไทรอยด์โต (คอพอก) ชีพจรเต้นเร็ว (มากยิ่งกว่า 120 -140 ครั้งต่อนาที) แล้วก็อาจมีอาการตาโปน (ดวงตาปูดโปนออกมามากกว่าปกติ) และก็เห็นส่วนที่เป็นตาขาวข้างบนชัด (เนื่องด้วยหนังตาบนหดรั้ง) คล้ายทำตาจ้องมองอะไรหรือตาดุ ผิวหนังลูบคลำมองมีลักษณะเรียบนุ่มและมีเหงื่อเปียก
ดังนี้ถ้าเกิดคนไข้มีสภาวะไทรอยด์เป็นพิษที่ไม่ร้ายแรงมากนัก ก็อาจไม่มีอาการอะไรก็ตามแสดงออกมา โดยเฉพาะผู้สูงอายุที่อาการมักไม่ค่อยแสดงออกอย่างแจ่มแจ้งมากนัก
กรรมวิธีการรักษาโรคไทรอยด์เป็นพิษ การวิเคราะห์โรคไทรอยด์เป็นพิษด้วยตัวเอง แนวทางวินิจฉัยโรคต่อมไทรอยด์เป็นพิษด้วยตัวเองแบบง่ายๆก็คือการสังเกตความไม่ดีเหมือนปกติของร่างกาย หากมีลักษณะอาการอะไรก็แล้วแต่ที่เกิดขึ้นโดยไม่มีสาเหตุ ไม่ว่าจะเป็น น้ำหนักลดแตกต่างจากปกติ มือสั่น อิดโรยง่าย หายใจสั้น หรือมีอาการบวมที่บริเวณคอ ควรรีบไปพบแพทย์ ส่วนการวิเคราะห์โรคไทรอยด์เป็นพิษโดยแพทย์นั้น จะวินิจฉัยพื้นฐานจากอาการแสดงของโรค ดังเช่นว่า ใจสั่น อ่อนแรงง่าย น้ำหนักลด มือสั่น ชีพจรเต้นเร็ว ต่อมไทรอยด์โต รวมทั้งตาโปน  แล้วก็แม้พบว่ามีลักษณะอาการกลุ่มนี้ แพทย์จะกระทำการตรวจเพิ่มเติมอีกดังต่อไปนี้

  • การวิเคราะห์เลือด เป็นการเจาะเลือดเพื่อตรวจการดำเนินการของต่อมไทรอยด์รวมทั้งการเผาไหม้ ดังเช่นว่า
  • การวัดจำนวนฮอร์โมนต่อมไทรอยด์ จำนวนของฮอร์โมนต่อมไทรอยด์ T3 และ T4 ในเลือด
  • การตรวจคราวเอสเอช (Thyroid-stimulating hormone : TSH) เป็นการตรวจวัดระดับฮอร์โมนต่อมใต้สมองที่มีบทบาทควบคุมแนวทางการทำงานของต่อมไทรอยด์ ซึ่งในคนเจ็บต่อมไทรอยด์เป็นพิษชอบมีค่า TSH ที่ต่ำกว่าปกติ
  • การวัดระดับจำนวนแอนติบอดีของต่อมไทรอยด์ (Thyroidglobulin) เป็นการตรวจที่ช่วยวินิจฉัยโรคเกรฟส์ซึ่งเป็นสาเหตุที่พบบ่อยที่สุดของภาวการณ์ต่อมไทรอยด์เป็นพิษ
  • การตรวจเอกซเรย์ เป็นการตรวจที่สามารถช่วยให้หมอมองเห็นการทำงานและความเปลี่ยนไปจากปกติของฮอร์โมนต่อมไทรอยด์ได้ชัดขึ้น เป็นต้นว่า
  • การตรวจอัลตราซาวนด์ เป็นการตรวจที่ช่วยวัดขนาดของต่อมไทรอยด์และความเปลี่ยนไปจากปกติของต่อมไทรอยด์
  • การตรวจสแกนต่อมไทรอยด์ (Thyroid scan) เป็นการตรวจโดยใช้รังสีเพื่อให้มองเห็นแนวทางการทำงานของต่อมไทรอยด์ว่าต่อมไทรอยด์มีการงานที่มากไม่ปกติหรือไม่
  • การตรวจเอกซเรย์คอมพิวเตอร์ ไม่ว่าจะเป็นการตรวจเอกซเรย์คอมพิวเตอร์แบบซีทีสแกน (CT scan) หรือคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า/เอ็มอาร์ไอ (MRI) แพทย์มักใช้ในกรณีที่สงสัยว่าความผิดปกติของต่อมไทรอยด์อาจมีเนื้องอกหรือโรคมะเร็ง และการเอกซเรย์คอมพิวเตอร์สมองจะใช้ในกรณีที่แพทย์สงสัยว่าที่มาของไทรอยด์เป็นพิษอาจเกิดขึ้นเนื่องจากต่อมใต้สมองหลั่งฮอร์โมนเปลี่ยนไปจากปกติ

การดูแลรักษาหลักของต่อมไทรอยด์เป็นพิษหมายถึงการกินยา เมื่ออาการดียิ่งขึ้น หมอจะค่อยๆลดยาลง และ หยุดยาได้ในที่สุด ถ้ารับประทานยาแล้วไม่ดีขึ้น อาจจำต้องรักษาด้วยการผ่าตัด หรือ การกินไอโอดีนกัมมันตรังสี ระยะเวลาเฉลี่ยสำหรับการรักษาชอบประมาณ 2 ปี ซึ่งมีรายละเอียดดังนี้

  • การดูแลรักษาด้วยยา คนป่วยที่มีอายุน้อยมีลักษณะไม่รุนแรงมากและก็ต่อมไทรอยด์ไม่โตมาก แพทย์มักแนะ นำให้รักษาด้วยยาก่อน ยาที่ใช้รักษานี้จะเป็นยาลดการผลิตฮอร์โมนต่อมไทรอยด์และก็ยาลดอาการใจสั่น ผู้เจ็บป่วยหวานใจษาด้วยยานี้ต้องสามารถกินยาเสมอๆอย่างสม่ำเสมอสม่ำเสมอตามหมอเสนอแนะ โดยทั่วไปแพทย์จะชี้แนะให้กินยาประมาณ 1 ถึง 2 ปีโดยในขณะที่รักษาโดยใช้ยาอยู่นี้แพทย์จะนัดตรวจติดตามดูอาการและก็เจาะเลือดวัดระดับฮอร์โมนต่อมไทรอยด์บ่อยๆยกตัวอย่างเช่น ทุก 1 - 2 เดือนเพื่อให้มั่นใจว่าคนป่วยกินยาในขนาดที่สมควร ไม่มากหรือไม่พอ ข้อเสียของการดูแลรักษา ด้วยยาคือ คนไข้ชอบจำต้องรับประทานยานานเป็นปี ได้โอกาสเกิดการแพ้ยาได้


ซึ่งยาที่ใช้ในปัจจุบันเป็นกรุ๊ป ยาต่อต้านไทรอยด์ ยกตัวอย่างเช่น ยาเม็ดพีทียู (PTU) หรือเมทิมาโซล (methimazole) ยานี้ส่งผลข้างๆที่สำคัญคือ อาจจะส่งผลให้เกิดภาวะ เม็ดเลือดขาวต่ำ ซึ่งทำให้ติดโรคร้ายแรงได้ ซึ่งพบได้ประมาณ 1 ใน 200 คน รวมทั้งมักจะเกิดขึ้นในระยะ 2 เดือนแรกของการใช้ยา

  • การดูแลรักษาด้วยการผ่าตัดต่อมไทรอยด์ สำหรับคนเจ็บที่ต่อมไทรอยด์โตมากมายหรือมีลักษณะอาการหายใจลำบากหรือกลืนทุกข์ยากลำบาก เพราะต่อมไทรอยด์ที่โตขึ้นกดเบียดทับหลอดลม หรือหลอดของกิน ซึ่งทั้งสองอวัยวะนี้อยู่ติดกับต่อมไทรอยด์ หมอจะเสนอแนะให้รักษาด้วยการใช้การผ่าตัดต่อมต่อมไทรอยด์ออกนิดหน่อยเพื่อต่อมไทรอยด์มีขนาดเล็กลง จะได้สร้างฮอร์โมนไทรอยด์ได้ลดน้อยลง แล้วก็อาการหายใจลำบากหรือกลืนลำบากจะ หากว่าเป็นวิธีที่ทำให้หายจากสภาวะต่อมไทรอยด์เป็นพิษได้อย่างรวดเร็ว แต่ว่าก็อาจเป็นผลข้างๆจากการผ่าตัดได้ตัวอย่างเช่น เสียงแหบจากผ่าตัดโดนเส้นประสาทกล่องเสียงที่อยู่ใกล้กับต่อมไทรอยด์ หรือถ้าเกิดหมอตัดต่อมต่อมไทรอยด์ออกไม่พอ ข้างหลังผ่าตัดคนเจ็บก็บางทีอาจจะยังมีลักษณะอาการจากสภาวะต่อมไทรอยด์เป็นพิษอยู่ดังเช่นว่าเดิม แม้กระนั้นในทางตรงกันข้าม หากตัดต่อมไทรอยด์ออกมากเกินไป ข้างหลังผ่าตัดคนไข้จะกำเนิดอาการจากการขาดฮอร์โมนต่อมไทรอยด์ได้ด้วยเหมือนกัน
  • การดูแลรักษาด้วยน้ำแร่รังสีไอโอดีน น้ำแร่รังสีไอโอดีนเป็นสารไอโอดีนชนิดหนึ่ง (Iodine-131) ที่ให้รังสีแกมมา (Gamma ray) รวมทั้งรังสีอนุภาคบีตา (Beta ray ) และก็สามารถปล่อยรังสีนั้นๆออกมาทำลายเซลล์ของต่อมไทรอยด์ได้ เมื่อผู้ป่วยดื่มน้ำแร่รังสีไอโอดีนเข้าไป ก็จะถูกดูดซึมโดยต่อมไทรอยด์ทำให้ต่อมไท รอยด์ มีขนาดเล็กลงและการผลิตฮอร์โมนก็จะน้อยลงไปด้วย อาการจากสภาวะต่อมไทรอยด์เป็นพิษก็เลยดีขึ้น น้ำแร่รังสีไอโอดีนนี้ไม่อาจจะหาซื้อได้ทั่วไป จะต้องรับการดูแลรักษาเฉพาะโรงหมอบางโรง พยาบาลที่ให้การรักษาด้านนี้เท่านั้น โดยจะใช้ระยะเวลาการรักษาด้วยแนวทางแบบนี้ราวๆ 3-6 เดือน


การดูแลและรักษาด้วยน้ำแร่รังสีไอโอดีนมีจุดเด่นคือ สามารถรักษาภาวการณ์ต่อมไทรอยด์เป็นพิษให้หายสนิทได้สูง สบาย ง่าย ปลอดภัย เหมาะสมกับผู้ป่วยที่อายุ 20 ปีขึ้นไปรวมทั้งต่อมไทรอยด์ไม่โตมาก หรือผู้เจ็บป่วยสุดที่รักษาด้วยยาเป็นเวลานาน 1 - 2 ปีแล้วยังไม่หาย หรือหายแล้วกลับมาเป็นใหม่อีก หรือผู้เจ็บป่วยสุดที่รักษาด้วยการผ่าตัดแล้วยังมีอาการจากสภาวะต่อมไทรอยด์เป็นพิษอยู่ ข้อด้อยของการดูแลรักษาด้วยน้ำแร่รังสีไอโอดีนคือ ข้างหลังการดูแลรักษาผู้เจ็บป่วยจะเกิดภาวะขาดฮอร์โมนไทรอยด์ได้หลายครั้ง ทำให้จำต้องรับประทานยาฮอร์โมนต่อมไทรอยด์ไปทั้งชีวิต
นอกเหนือจากนั้น การรักษาด้วยน้ำแร่รังสีไอโอดีนนี้ไม่สามารถใช้ได้กับคนเจ็บที่กำลังตั้ง ท้องเนื่องจากรังสีมีผลต่อลูกในท้อง บางทีอาจก่อความพิกลพิการหรือการแท้ง หรือในคนเจ็บให้นมลูกอยู่เนื่องจากน้ำแร่รังสีไอโอดีนจะคละเคล้าออกมากับน้ำนมส่งผลต่อต่อมไทรอยด์ของทารกได้
ภาวะแทรกซ้อนของโรคต่อมไทรอยด์เป็นพิษ ผู้ป่วยภาวการณ์ต่อมไทรอยด์เป็นพิษที่มิได้รับการดูแลรักษาตั้งแต่เนิ่นๆอาจมีผลข้างเคียงหรือภาวะแทรกซ้อนที่อันตรายต่างๆดังเช่นว่า

  • ต่อมไทรอยด์เป็นพิษขั้นวิกฤต หากมีการควบคุมระดับไทรอยด์ที่ไม่ดี อาจจะส่งผลให้อาการร้ายแรงขึ้น หรือทำให้เป็นอันตรายต่อชีวิต ซึ่งสัญญาณที่บอกว่าไทรอยด์เป็นพิษเข้าขั้นวิกฤตเป็น หัวใจเต้นเร็วไม่ดีเหมือนปกติ มีไข้สูงมากไปกว่า 38 องศาเซลเซียส ท้องเสีย คลื่นไส้ ตัวเหลือง ตาเหลือง มีอาการงวยงงงงงันอย่างหนัก แล้วก็บางทีอาจถึงกับขนาดหมดสติได้ โดยปัจจัยที่อาจก่อให้อาการเข้าสู่สภาวะวิกฤต เช่น การตำหนิดเชื้อ การรับประทานยาไม่สม่ำเสมอ การตั้งท้อง และความทรุดโทรมของต่อมไทรอยด์ โดยสภาวะต่อมไทรอยด์เป็นพิษขั้นวิกฤติเป็นคราวฉุกเฉินที่จำต้องได้รับการรักษาอย่างเร่งด่วน เนื่องด้วยอาจเป็นอันตรายต่อคนไข้ได้
  • ปัญหาเกี่ยวกับระบบหัวใจ ภาวะแทรกซ้อนที่มักเกิดอันตรายต่อคนป่วยโรคต่อมไทรอยด์เป็นพิษก็คือ ความไม่ดีเหมือนปกติเกี่ยวกับหัวใจ ไม่ว่าจะเป็น หัวใจเต้นเร็ว หรือโรคหัวใจเต้นไม่ปกติที่เกิดขึ้นจากการเขย่าที่ศีรษะหัวใจห้องบน (Atrial Fibrillation) หรือแม้แต่สภาวะหัวใจวาย ซึ่งมีต้นเหตุมาจากการที่หัวหัวใจไม่สามารถที่จะสูบฉีดเลือดไปเลี้ยงร่างกายได้เพียงพอ
  • ปัญหาสายตา โดยปัญหาสายตาที่เป็นภาวะแทรกซ้อน ตัวอย่างเช่น ตาแห้ง ตาไวต่อแสงสว่าง ตาแฉะ เห็นภาพซ้อน ตาแดง หรือบวม ตาโปนออกมามากว่าปกติ และรอบๆเปลือกตาแดง บวม กลีบตาปลิ้นออกมาเปลี่ยนไปจากปกติ และก็มีบางส่วนที่จำต้องสูญเสียการมองมองเห็น ด้วยเหตุดังกล่าวสำหรับการรักษาโรคไทรอยด์เป็นพิษ คนเจ็บอาจต้องพบจักษุแพทย์เพื่อรักษาควบคู่กันไปด้วย แม้กระนั้นปัญหาด้านสายตานี้เจอได้ในผู้เจ็บป่วยโรคเกรฟวส์แค่นั้น ที่มีปัญหาต่อมไทรอยด์เป็นพิษ
  • ภาวการณ์ไทรอยด์ต่ำ หลายทีการดูแลและรักษาต่อมไทรอยด์เป็นพิษก็อาจส่งผลให้ระดับฮอร์โมนไทรอยด์น้อยกว่าปกติจนเกิดภาวะฮอร์โมนไทรอยด์ต่ำ และก็นำมาซึ่งการก่อให้เกิดอาการต่างๆอาทิเช่น รู้สึกหนาวและอ่อนเพลียง่าย น้ำหนักขึ้นไม่ปกติ มีลักษณะท้องผูก แล้วก็มีลักษณะอาการเซื่องซึม แต่ว่าอาการจะเกิดขึ้นเพียงแต่ชั่วคราว รวมทั้งมีผู้เจ็บป่วยเพียงแค่บางรายแค่นั้นที่เกิดอาการโดยถาวรรวมทั้งต้องใช้ยาสำหรับการควบคุมระดับฮอร์โมนไทรอยด์ไปตลอดชีพ
  • กระดูกเปราะบาง โรคไทรอยด์เป็นพิษ หากมิได้รับการดูแลและรักษาสามารถทำให้เกิดโทษและส่งผลเสียรวมทั้งไม่ดีต่อมวลกระดูก ทำให้กระดูกอ่อนแอ หรือกลายเป็นโรคกระดูกพรุน ด้วยเหตุว่าการที่ร่างกายมีฮอร์โมนต่อมไทรอยด์มากมายไป ซึ่งมีผลต่อความรู้ความเข้าใจในการซึมซับแคลเซียมของกระดูกได้


การติดต่อของโรคต่อมไทรอยด์เป็นพิษ โรคไทรอยด์เป็นพิษเป็นผลมาจากความผิดแปลกของภูมิคุ้นกันยับยั้งโรคของร่างกายแตกต่างจากปกติ ที่ไปกระตุ้นให้ต่อมไทรอยด์ทำงานมากกว่าปกติ ทำให้ผลิตฮอร์โมนมากจนเกินไป ซึ่งโรคไทรอยด์เป็นพิษนี้ไม่ได้เป็นโรคติดต่อเพราะเหตุว่าไม่มีการติดต่อจากคนสู่คน หรือจากสัตว์สู่คนอะไร
การปฏิบัติตนเมื่อป่วยเป็นโรคต่อมไทรอยด์เป็นพิษ  ถ้าตรวจเจอว่าเป็นโรคต่อมไทรอยด์เป็นพิษ ก็ควรปฏิบัติดังต่อไปนี้
เอกสารอ้างอิง

  • รศ.นพ.สุรเกียรติ อาชานานุภาพ.คอพอกเป็นพิษ.นิตยสารหมอชาวบ้าน.เล่มที่ 341.คอลัมน์สารานุกรมทันโรค.กันยายน 2550
  • ไทรอยด์เป็นพิษ.กระดานถาม-ตอบ.สำนักงานข้อมูลสมุนไพร.คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล(ออนไลน์)เข้าถึงได้จาก
  • หาหมอดอทคอม.  “ต่อมไทรอยด์เป็นพิษ (Thyrotoxicosis)”.  (รศ.นพ.จรูญศักดิ์ สมบูรณ์พร).  [ออนไลน์].  เข้าถึงได้จาก : haamor.com.  [16 ก.ค. 2017].
  • รศ.นพ.อดุลย์ รัตนวิจิตราศิลป์.ไทรอยด์เป็นพิษ ไม่ใช่มะเร็งไทรอยด์.ภาควิชาศัลยศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล.
  • กระเทียม.สำนักงานข้อมูลสมุนไพร.คณะเภสัชศาสตร์.มหาวิทยาลัยมหิดล.
  • Bahn RS, Burch HB, Cooper DS, Garber JR, Greenlee MC, Klein I, et al. Hyperthyroidism and other causes of thyrotoxicosis: management guidelines of the American Thyroid Association and American Association of Clinical Endocrinologists. Thyroid 2011; 21: 593 – 646.
  • ไทรอยด์เป็นพิษ-อาการ,สาเหตุ,การรักษา,พบแพทย์ดอทคอม. http://www.disthai.com/
  • Kang NS, Moon EY, Cho CG, Pyo S.  Immunomodulating effect of garlic component, allicin, on murine peritoneal macrophages.  Nutr Res (N.Y., NY, U.S.) 2001;21(4):617-26.
  • ว่านหางจระเข้.สำนักงานข้อมูลสมุนไพร.คณะเภสัชศาสตร์.มหาวิทยาลัยมหิดล.
  • Lamm DL, Riggs DR.  The potential application of Allium sativum (garlic) for the treatment of bladder cancer.  The Urologic Clinics of North America 2000;27(1): 157-62.
  • Ghazanfari T, Hassan ZM, Ebrahimi M.  Immunomodulatory activity of a protein isolated from garlic extract on delayed type hypersensitivity.  Int Immunopharmacol 2002;2(11):1541-9.
  • Kuttan G.  Immunomodulatory effect of some naturally occuring sulphur-containing compounds.  J Ethnopharmacol 2000;72(1-2):93-9.
  • Abuharfeil NM, Maraqa A, Von Kleist S.  Augmentation of natural killer cell activity in vitro against tumor cells by wild plants from Jordan.  J Ethnopharmacol 2000;71 (1-2):55-63.
  • Farkas A.  Methylation of polysaccharides from aloe plants for use in treatment of wounds and burns.  Patent: U S 3,360,510, 1967:3pp.
  • Cheon J, Kim J, Lee J, Kim H, Moon D.  Use of garlic extract as both preventive and therapeutic agents for human prostate and bladder cancers.  Patent: U S US 6,465,020 ,2002:7pp.
  • Farkas A.  Topical medicament containing aloe polyuronide for treatment of burns and wounds.  Patent: U S 3,103,466, 1963:4pp.
  • Strickland FM, Pelley RP, Kripke ML.  Cytoprotective oligosaccharide from aloe preventing damage to the skin immune system by UV radiation.  Patent: PCT Int Appl WO 98 09,635, 1998:65pp.
  • ลูกซัด.ฐานข้อมูลเครื่องยา.คณะเภสัชศาสตร์มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี.(ออนไลน์)เข้าถึงได้จาก
  • ณรงค์ชัย ประสิทธิ์ภูริปรีชา นิศา อินทรโกเศส โอภา วัชรคุปต์ พิสมัย ทิพย์ธนทรัพย์.  การทดลองใช้สารสกัดว่านหางจระเข้กับแผลที่เกิดจากรังสีบำบัด.  รายงานโครงการพิเศษ คณะเภสัชศาสตร์  มหาวิทยาลัยมหิดล, 2529.



Tags : โรคต่อมไทรอยด์เป็นพิษ

11

โรคมือเท้าปาก  (Hand Foot and Mouth  disease – HFMD)
โรคมือเท้าปาก คืออะไร โรคมือ-เท้า-ปาก เป็นไข้ออกผื่นชนิดหนึ่งที่ต่อเนื่องกันง่าย แต่ว่ามักไม่รุนแรงแล้วก็หายได้เองเป็นส่วนใหญ่ ส่วนน้อยที่อาจมีภาวะแทรกซ้อนร้ายแรง ซึ่งโรค มือเท้าปาก เป็นโรคที่พบได้ทั่วไปในเด็กตัวเล็กๆ โดยยิ่งไปกว่านั้นตอนหน้าฝน มักมีสาเหตุจากเชื้อไวรัสกลุ่ม Enterovirus  แต่ในแถบร้อนเปียกชื้น พบได้ทั่วไปได้ทั้งปีโดยส่วนมากแล้ว มักพบในเด็กอายุน้อยกว่า 5 ปีแต่อาจพบในเด็กอายุมากกว่านี้ก็ได้ และหากมีการกำเนิดโรคในสถานที่เลี้ยงเด็กหรือในโรงเรียนสำหรับสอนเด็กอนุบาล ก็จะเจอผู้ป่วยเยอะแยะขึ้นเพราะว่าโรคนี้ระบาดได้ง่าย
                อนึ่งโรคนี้เป็นโรคคนละจำพวกกับโรคปากยุ่ยเท้าเปื่อยยุ่ยที่เจอได้ในสัตว์กีบคู่ ซึ่งโดยธรรมดาจะไม่ติดต่อมาสู่คน ยกเว้นในกรณีที่คนไปสัมผัสคลุกคลีอยู่กับสัตว์ที่เจ็บไข้หรือผู้ที่ปฏิบัติงานในห้องแลปเกี่ยวกับโรคในสัตว์กลุ่มนี้ ที่อาจมีรายงานการติดเชื้อได้บ้าง
                อันที่จริงแล้ว โรคมือ เท้า ปาก ว่าไม่ใช่โรคใหม่ แต่รู้จักกันมานานมากกว่า 50 ปีแล้ว  โดยมีประวัติความเป็นมาของโรค ดังต่อไปนี้

  • พุทธศักราช 2500 มีรายงานการระบาดของกรุ๊ปอาการไข้ซึ่งพบร่วมกับตุ่มน้ำใสในโพรงปาก มือรวมทั้งเท้าในผู้เจ็บป่วยเด็กที่เมืองโตรอนโต ประเทศแคนาดา โดยเจอสาเหตุจากเชื้อ Coxsackie virus A16(Cox A16)1
  • พ.ศ. 2502 เจอการระบาดของกลุ่มอาการเหมือนกันในเมือง Bermingham ประเทศอังกฤษ และก็ได้มีการเรียกกรุ๊ปอาการนี้ว่า Hand-Foot-and Mouth Disease (HFMD)


จากนั้นก็มีรายงานการระบาดจากประเทศต่างๆทั่วทั้งโลก ซึ่งเชื้อไวรัสที่นำมาซึ่งการก่อให้เกิดกรุ๊ปอาการมือ เท้า ปาก ไม่ได้เกิดขึ้นได้เพราะมีสาเหตุเนื่องมาจากเชื้อไวรัสชนิดเดียวแม้กระนั้นมีมากกว่า 10 สายพันธุ์
ในการระบาดใหญ่ของกรุ๊ปอาการของโรคมือ เท้า ปาก พบว่ามีรายงานตั้งแต่ พ.ศ.2540-2555 มีดังนี้

  • พุทธศักราช2540 มาเลเซีย (เสียชีวิต 31 ราย) พุทธศักราช2541 ไต้หวัน (ผู้เจ็บป่วย 1.5 ล้านราย เสียชีวิต 78 ราย)
  • พ.ศ.2550 ประเทศอินเดีย (ผู้ป่วย 38 ราย) และ พุทธศักราช2551 อินเดีย (คนเจ็บ 25,000 ราย เสียชีวิต 42 ราย) สิงคโปร์ (ผู้ป่วยมากยิ่งกว่า 2,600 ราย) เวียดนาม (ผู้ป่วย 2,300 ราย เสียชีวิต 11 ราย) มองโกเลีย (ผู้เจ็บป่วย 2,600 ราย) และบรูไน (คนเจ็บ 1,053 ราย)
  • พ.ศ.2552 จีน (คนไข้ 115,000 ราย เสียชีวิต 85 ราย) รวมทั้ง พ.ศ.2553 จีน (คนเจ็บ 1.6 ล้านราย เสียชีวิต 537 ราย)
  • พ.ศ.2554 เวียดนาม (ผู้ป่วย 42,000 ราย เสียชีวิต 98 ราย) รวมทั้งจีน (คนเจ็บ 1.3 ล้านราย เสียชีวิต 437 ราย)
  • พุทธศักราช2555 กัมพูชา (เสียชีวิต 52 ราย) จีน (ผู้ป่วย 460,000 ราย เสียชีวิต 112 ราย) ไทย (คนป่วย 168,60 ราย เสียชีวิต 1 ราย)


สำหรับเหตุการณ์โรคมือเท้าปากในประเทศไทย อ้างอิงข้อมูลที่ได้รับมาจากกรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข พบว่า ในปี 2558 มีคนไข้ทั้งมวล 40,417 ราย คิดเป็นอัตราส่วน 62.21 ต่อพลเมือง 1 แสนคน และก็มีคนไข้เสียชีวิต 3 ราย ส่วนในปี 2559 ข้อมูลปัจจุบันในวันที่ 28 มี.ค. 2559 มีผู้เจ็บป่วย 8,973 ราย คิดเป็นอัตราส่วน 13.78 ต่อประชากร 1 แสนคน รวมทั้งยังไม่มีผู้เสียชีวิต
ตั้งแต่เริ่มมีการตรวจพบเชื้อ EV71 ในคนป่วยโรค HFMD ในปี2541 ในประเทศไทยก็เริ่มมีการเฝ้าระวังรายงานแล้วก็สอบสวนคนป่วยสงสัยติดเชื้อ EV71 และก็คุ้มครองควบคุมโรคตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา พบว่าคนเจ็บจำนวนมากเป็นเด็กอายุต่ำลงยิ่งกว่า 2 ปีและราวครึ่งเดียวติดเชื้อโรค EV71 ที่มีอาการไม่ร้ายแรง
ส่วนในด้านรายงานการแพร่ระบาดของโรคมือเท้าปากจากสำนักระบาดวิทยา พบว่า ตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค. ถึง 1 ม.ย. 2559 มีการระบาดเป็นกลุ่มก้อนทั้งยังตามสถานที่เรียนและก็ในชุมชน 8 เรื่อง จากปริมาณคนป่วย 22 ราย ทั้งนี้ ทางกระทรวงสาธารณสุขได้แนะนำให้โรงเรียนกระทำตามมาตรการที่กรมควบคุมโรคกำหนด เพื่อคุ้มครองป้องกันการเกิดโรคและก็การแพร่ระบาดของโรค
ต้นเหตุของโรคมือเท้าปาก โรคมือเท้าปากมีต้นเหตุที่เกิดจากการตำหนิดเชื้อกลุ่มเชื้อไวรัสเอนเทอโร (Enterovirus) ซึ่งมีอยู่ร่วมกันนานาประการสาย เป็นต้นว่า ค็อกแซคกีเอและก็บี (Coxsackie A, B), เชื้อไวรัสเอนเทอโรจำพวก 71 (Enterovirus 71 – EV71) ต้นเหตุที่พบได้ทั่วไปที่สุดก็คือการระบาดจากการต่อว่าดเชื้อไวรัสค็อกแซคกีเอชนิด 16 (Coxsackievirus A 16) ซึ่งอาการมักจะไม่ร้ายแรง รวมทั้งคนไข้ชอบหายได้เองเป็นส่วนมาก ส่วนสาเหตุที่เจอได้น้อยและก็มีลักษณะอาการร้ายแรง คือ การต่อว่าดเชื้อไวรัสเอนเทอโรจำพวก 71 ซึ่งอาจจะส่งผลให้คนไข้เกิดภาวะแทรกร้ายแรงจนกระทั่งขั้นเสียชีวิตได้ นอกเหนือจากนี้โรคมือเท้าปากยังอาจเกิดได้จากเชื้อไวรัสค็อกแซคกีเอชนิด 5, 7, 9, 10 และก็เชื้อไวรัสค็อกแซคกีบีชนิด 2 รวมทั้ง 5 ได้บ้าง
                ซึ่งโรคนี้โดยมากมักจะต่อเนื่องกันที่เกิดจากการกินอาหาร น้ำกิน การดูดเลียนิ้วมือ หรือของเล่นที่ปนเปื้อนเชื้อที่ออกมากับอุจจาระ น้ำเหลืองจากตุ่มน้ำที่ผิวหนัง หรือละอองน้ำมูก น้ำลายของคนป่วย ส่วนน้อยที่ติดต่อโดยการดมเอาฝอยละอองน้ำมูก น้ำลายที่คนเจ็บไอหรือจามรด  ซึ่งเมื่อเชื้อไปสู่ร่างกายแล้ว ราวๆ 3-6 วัน คนไข้ก็เลยจะมีลักษณะ
อาการของโรคมือเท้าปาก  ภายหลังจากติดโรค 3-7 วัน คนไข้จะเริ่มออกอาการเริ่มหมายถึงมีไข้ตํ่าๆราว 38-39o C และมีลักษณะปวดเนื้อปวดตัวช่วงนี้จะมีช่วงเวลา ประมาณ 1-2 วัน จากนั้นจะเริ่มมีลักษณะเจ็บปาก ตรวจร่างกายจะเจอมีรอยโรคในบริเวณปาก มือรวมทั้งเท้าได้ดังต่อไปนี้

  • รอยโรคบริเวณปาก เจอในผู้เจ็บป่วยร้อยละ 100 มีรอยโรคจํานวน 5-10 แห้ง เจอได้ทุกรอบๆในปากแต่ว่าที่มักพบ คือ เพดานปาก ลิ้น และก็เยื่อบุกระพุ้งแก้ม รอยโรคระยะเริ่มต้น ลักษณะเป็นรอยสีแดงอาจนูนเล็กน้อยขนาด 2-8 มิลลิเมตรแล้วหลังจากนั้นจะกลายเป็นตุ่มนํ้าสีเทาขนาดเล็กขอบแดงตอนที่รอยโรคเป็นตุ่มนํ้าจะสั้น ก็เลยมักตรวจไม่เจอ  รอยโรคในตอนนี้แม้กระนั้นก็พบมากลักษณะเป็นแผลตื้นๆสีเหลืองถึงเทาของแดงซึ่งบางทีอาจจะมารวมกันเป็นรอยโรคใหญ่ได้


ปริมาณร้อยละ 80 ของคนไข้ลักษณะของการเจ็บปากจะไม่ร้ายแรงและหายได้เองโดยไม่ต้องรักษาด้านใน 5-10 วัน

  • รอยโรคที่ผิวหนัง


บางทีอาจเกิดขึ้นพร้อมรอยโรคที่ปาก หรือหลังจากนั้นน้อยจํานวนตั้งแต่ 2-3 แห้งไปจนกระทั่ง 100 แห่ง พบ ที่มือหลายครั้งกว่าเท่า ลักษณะเป็นรอยแดงๆอาจนูนน้อยขนาด 2-10 มิลลิเมตร ตรงกลางสีเทา บางรอยโรคมี ลักษณะเป็นตุ่มนํ้าใสขอบแดง มีกระจัดกระจายขนานไปกับแนวของผิวหนังอาจเจ็บหรือไม่ก็ได้หลังจากนั้น 2-3 วัน จะ เริ่มเป็นสะเก็ด และก็เบาๆหายไปภายใน 7-10 วัน โดยไม่มีรอยแผลเป็นหลงเหลือ
บริเวณอื่นๆที่อาจเจอรอยโรคได้เหมือนกันหมายถึงตูด แขน ขา แล้วก็อวัยวะสืบพันธุ์ในทารกบางทีอาจเจอ กระจัดกระจายทั่วตัวได้
โดยธรรมดาโรคมือเท้า ปากจัดว่ามีลักษณะน้อยส่วนมากมักมีเพียงแต่ไข้ปวดเหมื่อยตามตัวและก็เจ็บปาก แม้กระนั้น ในคนป่วยบางรายอาจพบภาวะแทรกซ้อนที่รุนแรงได้โดยเฉพาะอย่างยิ่งจากการตำหนิดเชื้อ enterovirus 71 ปัจจัยเสี่ยงต่อ การเจอภาวะแทรกซ้อนที่ร้ายแรง เป็น

  • อายุในกลุ่มคนป่วยอายุน้อยจะพบอาการเข้าแทรกร้ายแรงรวมทั้งเสียชีวิตมากยิ่งกว่าในกรุ๊ปผู้ป่วยที่แก่ ดังเช่นการระบาดในปีพ.ศ.2541 ที่ประเทศไต้หวัน พบว่าอัตราการเสียชีวิตโดยรวมเป็น44.4/100,000 รายแต่กลุ่มที่อัตราการตายสูงสุดหมายถึง6-11 เดือนเท่ากับ 96.96/100,000 ราย
  • จับไข้สูงมากไปกว่า 39o C และนานเกิน 3 วัน
  • มีลักษณะอาการคลื่นไส้มากกินอาหารไม่ได้


ซึ่งปัจจัยเสี่ยงในข้อ 2 รวมทั้ง 3 จากการศึกษาเรียนรู้ที่โรงพยาบาลเด็ก Chang Gung ประเทศไต้หวัน พบว่า สัมพันธ์กับการต่อว่าดเชื้อ EV มากกว่า Cox A  โดยชอบทำให้เกิดภาวะสอดแทรก/ทางระบบประสาท ระบบหัวใจ รวมทั้งปอดได้สูง ทำให้คนเจ็บเสียชีวิตอย่างเร็วจากภาวการณ์ปอดอักเสบน้ำ เลือดออกในปอด และก็สภาวะช็อก
อย่างไรก็ดีเชื้อคอกแซคก็เชื้อไวรัส เอ 16 ก็อาจจะทำให้เกิดภาวะแทรกคือ กล้ามเนื้อหัวใจอักเสบ เยื่อหุ้มหัวใจอักเสบ และสภาวะช็อกได้ แต่พบได้น้อยกว่าจากเชื้อ เอนเทอโรไวรัส 71 มากมาย
ปัจจัยเสี่ยงที่จะก่อให้เกิดโรคมือเท้าปาก

  • เด็กที่มีอายุต่ำกว่า 5 ปี เป็นกลุ่มอายุที่มีความเสี่ยงในการเกิดโรคมากที่สุด เพราะมักพบการติดเชื้อและการระบาดของโรคใน สถานรับเลี้ยงเด็ก หรือศูนย์เด็กเล็กเป็นส่วนใหญ่
  • การที่ผู้ดูแลเด็กไม่ได้ให้เด็กล้างมือบ่อยๆ ก็เป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดการติดเชื้อของโรคมือเท้าปาก
  • สภาพที่อยู่อาศัย หรือโรงเรียน/ศูนย์เด็กเล็กไม่ถูกสุขลักษณะ เช่น มีลักษณะอับ ทึบ แสงแดดส่องไม่ถึง
  • การใช้ข้าวของเครื่องใช้ เช่น ผ้าเช็ดหน้า แก้วน้ำ ช้อน ร่วมกัน
  • การไอ จาม รดกัน หรือการสัมผัสสารคัดหลั่งของผู้ติดเชื้อโดยไม่รู้ตัว
แนวทางการรักษาโรคมือ เท้าปาก การวินิจฉัยโรคมือเท้าปากโดยทั่วไปใช่อาการและอาการแสดงเป็นสําคัญ (clinical diagnosis) โดยแพทย์จะตรวจร่างกายหารอยโรคจําเพาะที่บริเวณมือเท้า ปากร่วมกับมีไข้ ได้แก่  ผู้ป่วยมีไข้ 38 – 39 องศาเซลเซียส  พบจุดนูนแดง ตุ่มน้ำใส หรือ แผลที่เยื่อบุปาก ลิ้น และเหงือก พบจุดแดงราบ ตุ่มนูน หรือตุ่มน้ำที่มือ เท้า ฝ่ามือ ฝ่าเท้า และแก้มก้น
การตรวจรอยโรคที่ผิวหนัง (cutaneous lesion) ทางพยาธิวิทยา(histology) จะพบเม็ดเลือดขาวชนิด neutrophil และ lymphocyte เพิ่มขึ้น แต่จะไม้พบmultinucleated giant cell หรือ inclusion body 11 สําหรับในกรณีที่ต้องการทราบชนิดของเชื้อไวรัสที่ก้อโรค สามารถทําได้โดยการแยกเชื้อไวรัส หรือตรวจ ร่องรอยการติดเชื้อจากนํ้าเหลือง สําหรับประเทศไทยใช้วิธี micro-neutralization หากพบผู้ป่วยในข่ายสงสัยให้ เก็บตัวอย่างดังนี้

  • อุจจาระภายใน 14 วันของการป่วยโดยเก็บประมาณ 8 กรัม ใส่กล่องพลาสติกสะอาด
  • สวอบลําคอ (throat swab) โดยจุ่มปลายสวอบลงใน viral transport media ให้จมปลาย ตัวอย่างในข้อ 1 และ 2 ให้เก็บส่งโดยแช่เย็นในกระติกนํ้าแข็งอุณหภูมิ 4-8o C และส่งห้องปฏิบัติ การโดยเร็วที่สุด
  • เก็บเลือด 2 ครั้งประมาณ 3-5 มล.ต่อครั้ง ครั้งแรกที่สุดภายใน 3-5 วันหลังป่วยและครั้งที่ 2 หลัง จากครั้งแรก 14วัน โดยใส่ในหลอดแก้วปราศจากเชื้อพันพลาสเตอร์ให้แน่น เก็บตัวอย่างในตู้เย็น เพื่อรอส่งตรวจพร้อมกัน


โรคมือเท้าปากไม่มีวัคซีนหรือยาสำหรับรักษาโรคโดยตรง การรักษาจะเป็นการรักษาตามอาการ เช่นการให้ยาลดไข้ paracetamol หรือให้ยาบ้วนปากเพื่อช่วยลดอาการเจ็บของแผลในช่องปาก ถ้าตุ่มกลายเป็นหนองหรือพุพองก็จะให้ยาปฏิชีวนะ เช่น เพนิซิลลินวี อะม็อกซีซิลลิน อีริโทรไมซิน เป็นต้น ถ้ามีภาวะขาดน้ำเนื่องจากกินและดื่มไม่ได้ ก็จะให้สารน้ำทางหลอดเลือดดำ ในรายที่มีภาวะแทรกซ้อนรุนแรง ก็จำเป็นต้องรับเด็กไว้รักษาในโรงพยาบาลหรือส่งต่อให้ผู้เชี่ยวชาญดูแลต่อไป
อย่างไรก็ตาม ในปี พ.ศ.2539 มีการศึกษาที่ Medical College of Ohio ประเทศสหรัฐอเมริกา โดยมีการทดลองใช้ acyclovir ในการรักษาผู้ป่วยโรคมือเท้า ปาก 13 รายซึ่ง 12 รายเป็นเด็กอายุ 1-5 ปีและอีก 1 รายเป็นผู้ใหญ่ โดยเริ่มใช้ยา acyclovir ภายใน 1-2 วัน หลังเริ่มมีรอยโรคพบว่าอาการของผู้ป่วยดีขึ้น และรอยโรคเปลี่ยนแปลงดี ขึ้นภายใน 24 ชั่วโมงหลังเริ่มรักษา ได้ให้ acyclovir ต่ออีก 5 วันจนรอยโรคหายไปหมด ผู้ศึกษาเชื่อว่า acyclovir อาจไปยับยั้งเอนไซม์ thymidine kinase ของ Cox A16แต่ก็อาจมีประโยชน์ ด้านอื่นด้วยเช่น อาจทําให้ผู้ป่วยสร้าง interferon เพื่อยับยั้งไวรัสมากขึ้น15 อย่างไรก็ดียังไม่มีการศึกษาเกี่ยวกับการใช้ acyclovir ในการ ลดภาวะแทรกซ้อนที่รุนแรง
และหลังจากการติดเชื้อผู้ป่วยจะมีภูมิคุ้มกันต่อเชื้อไวรัสที่ก่อโรค แต่อาจเกิดโรคมือเท้า ปากซํ้าได้จาก enterovirus ตัวอื่นๆ
การติดต่อของโรค มือ เท้า ปาก  โรคมือเท้าปากสามารถติดต่อได้จากการสัมผัสสารคัดหลั่งจากตุ่มน้ำใส หรือสารคัดหลั่งจากจมูกและปากอันได้แก่ น้ำมูก เสมหะ หรือน้ำลาย นอกจากนี้แล้วไวรัสยังสามารถพบได้ในอุจจาระ โดยไวรัสสามารถแพร่กระจายได้ตั้งแต่ในระยะแรกที่แสดงอาการโดยช่วงที่มีการแพร่กระจายมากที่สุด คือ สัปดาห์แรกที่ผู้ป่วยมีอาการและอาจจะยังพบได้อีกหลายสัปดาห์ในอุจจาระของผู้ป่วยที่หายจากอาการของโรคแล้ว นอกจากนี้แล้วในผู้ใหญ่อาจจะสามารถแพร่กระจายเชื้อไวรัสได้โดยไม่แสดงอาการใดๆ ซึ่งการได้รับไวรัสอาจเป็นการได้รับโดยตรงเช่นจากการไอหรือจาม หรืออาจจะได้รับไวรัสโดยอ้อมโดยการสัมผัสกับพื้นผิวหรือสิ่งของที่มีเชื้อไวรัสอยู่ เช่นในสถานรับเลี้ยงเด็กซึ่งอาจมีของเล่นหรือของใช้เด็กที่ปนเปื้อนน้ำลายเนื่องจากเด็กเล็กมักชอบนำสิ่งของเข้าปาก  ดูดเลียนิ้วมือ รวมถึงจากการรับประทานอาหารหรือน้ำดื่มที่ปนเปื้อนเชื้อ มือของผู้เลี้ยงดูเด็กที่ไม่สะอาด เป็นต้น  เนื่องจากโรคมือเท้าปากมักพบในเด็กเล็ก ดังนั้นการระบาดมักพบในสถานรับเลี้ยงเด็กหรือตามโรงเรียนอนุบาล  เชื้อเอนเทอโรไวรัสสามารถทนสภาวะกรดในทางเดินอาหารมนุษย์ได้ และมีชีวิตอยู่ในอุณหภูมิห้องได้ 2-3วัน
โดยเฉพาะในสภาพแวดล้อมที่ค่อนข้างเย็นหรือชื้นแฉะเชื้ออาจอยู่ได้เป็นเดือน  นอกจากนี้ การทำลายเชื้อต้องใช้น้ำยาฆ่าเชื้อที่เหมาะสม น้ำยาฆ่าเชื้อทั่วๆ ไปบางชนิด เช่น แอลกอฮอล์ ๗๐ เปอร์เซ็นต์และแอลกอฮอล์เจลใช้ป้องกันไวรัสไข้หวัดได้ แต่สำหรับเชื้อไวรัสเอนเทอโร แอลกอฮอล์ไม่มีผลโดยตรง
การปฏิบัติตนเมื่อป่วยเป็นโรคมือ เท้า ปาก เนื่องจากโรคนี้เกิดจากเชื้อไวรัส ไม่จำเป็นต้องให้ยารักษาจำเพาะ เพียงแต่ให้การดูแลตามอาการ และเฝ้าติดตามอาการเปลี่ยนแปลงอย่างใกล้ชิด โดยมีวิธีปฏิบัติ ดังนี้

  • ทานยาลดไข้ พาราเซตามอล เป็นครั้งคราวเวลา มีไข้สูง
  • ดื่มน้ำมากๆ เพื่อป้องกันภาวะขาดน้ำ โดยสังเกตดูว่ามีปัสสาวะออกมากและใส จึงนับว่าได้น้ำพอเพียง
  • ในช่วงที่มีอาการเจ็บแผลในปาก ให้กินอาหารเหลวหรือของน้ำๆ เช่น ข้าวต้ม โจ๊ก แกงจืด นม น้ำเต้าหู้ น้ำหวาน เพื่อบรรเทาอาการเจ็บในปาก อาจใช้วิธีอมน้ำแข็งก้อนเล็กๆ ดื่มน้ำหรือนมเย็นๆ กินไอศกรีม หรือบ้วนปากด้วยน้ำเกลืออุ่นๆ (ผสมเกลือป่นครึ่งช้อนชาในน้ำอุ่น ๑ แก้ว) วันละหลายๆ ครั้ง เพื่อบรรเทาอาการเจ็บแผลในปาก
  • แยกของใช้ไม่ใช้ร่วมกับคนอื่น เช่น แก้วน้ำ หลอดดูด ช้อน-ส้อม ผ้าเช็ดหน้า ผ้าเช็ดมือ ขับถ่ายอุจจาระลงในในโถส้วม
  • ควรทำความสะอาดพื้นห้องและพื้นผิวอื่นๆ ที่สัมผัสบ่อยๆ รวมถึงห้องสุขาและห้องน้ำ โดยล้างด้วยน้ำและผงซักฟอก แล้วตามด้วยน้ำยาทำความสะอาดที่มีส่วนผสมของคลอรีน เช่น ไฮเตอร์ ไฮยีน คลอร็อกซ์ โดยผสมตามฉลากปิดข้างขวด ทิ้งไว้ ๑๐ นาที ก่อนล้างออกด้วยน้ำให้สะอาดเพื่อป้องกันสารเคมีตกค้าง
  • แยกเด็กที่ป่วยไม่ให้คลุกคลีกับเด็กคนอื่นๆ ทั้งเพื่อนบ้าน และพี่น้องที่อยู่ในบ้านเดียวกัน เช่น การกอดรัด การเล่นของเล่นที่เปื้อนน้ำลายหรือน้ำมูกของผู้ป่วย โดยเฉพาะในกรณีที่มีน้องเล็กๆ อายุ ๑-๒ ปีหรือน้อยกว่า เนื่องจากเป็นกลุ่มเสี่ยงที่อาจเกิดอาการรุนแรง ไม่นำเด็กไปในที่ที่มีคนอยู่จำนวนมาก เช่น ห้างสรรพสินค้า ตลาด สระว่ายน้ำ ควรให้เด็กอยู่ในที่ที่มีการระบายอากาศที่ดี
  • ขอให้เด็กหยุดเรียนเป็นเวลา ๗ วันนับจากวันเริ่มมีอาการ (ถึงแม้ว่าเด็กอาจมีอาการดีขึ้นก่อนครบ ๗ วัน) หากเด็กมีอาการป่วยรุนแรงขึ้น เช่น ไข้สูง อาเจียน หอบเหนื่อย ซึม ชัก หรืออาการแย่ลง ต้องรีบพาไปรักษาที่โรงพยาบาลใกล้บ้านทันที ในกรณีผู้ป่วยเป็นผู้ใหญ่ให้หยุดงานเป็นเวลา 7 วันเช่นกัน
  • ควรปรึกษาแพทย์ เมื่อมีลักษณะข้อใดข้อหนึ่ง ดังต่อไปนี้
  • ตุ่มน้ำ กลายเป็นตุ่มหนองหรือพุพองจากการเกาให้แพทย์พิจารณาใช้ยาปฏิชีวนะรักษา
  • มีอาการเจ็บแผลในปาก จนกินอาหารและดื่มน้ำไม่ได้ มีภาวะขาดน้ำ เช่น ปากแห้ง ปัสสาวะออกน้อย
  • มีอาการปวดศีรษะมาก อาเจียนรุนแรง ไม่ค่อยรู้ตัว ชัก แขนขาอ่อนแรง หรือหายใจหอบเหนื่อย ควรส่งโรงพยาบาลโดยด่วน
  • อาการไม่ดีขึ้นภายใน 1 สัปดาห์

การคุ้มครองป้องกันตนเองจากโรคมือเท้าปาก

  • สำหรับเด็ก ให้ล้างมือให้สะอาดด้วยน้ำรวมทั้งสบู่ทุกครั้งข้างหลังการขับถ่าย ก่อนที่จะกินอาหาร หรือเมื่อสัมผัสกับน้ำมูก น้ำลาย
  • สำหรับผู้ทำหน้าที่ดูแลเด็ก ให้ล้างมือให้สะอาดด้วยน้ำแล้วก็สบู่ทุกหนก่อนที่จะมีการเตรียมอาหาร ก่อนที่จะกินอาหาร และข้างหลังการขับถ่าย แล้วก็ข้างหลังเปลี่ยนผ้าอ้อมเด็ก หลังการช่วยล้างก้นให้แก่เด็กตัวเล็กๆที่เพิ่งจะถ่าย หรือสัมผัสกับสิ่งคัดหลั่งของเด็ก ได้แก่ น้ำมูก น้ำลาย
  • ให้ลูกหลานหลบหลีกการเล่น หรือคลุกคลีกับเด็กที่มีอาการป่วยเป็นโรคมือ เท้า ปาก
  • ไม่นำเด็กเล็กไปในที่ที่มีคนอยู่ไม่น้อยเลยทีเดียว เป็นต้นว่า ห้างสรรพสินค้า ตลาด สระว่ายน้ำ และควรจะให้อยู่ในที่ที่มีการระบายอากาศที่ดี ในตอนที่มีการระบาดของโรคมือเท้าปากในพื้นที่
  • หลีกเลี่ยงการใช้ข้าวของ ยกตัวอย่างเช่น ถ้วยน้ำ หลอดดูด ขวดสำหรับใส่นม ช้อนชาม เสื้อผ้า ผ้าเช็ดตัว ของเล่น เป็นต้น  ร่วมกับคนอื่นๆโดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงที่มีการระบาดของโรคนี้
  • ฝึกเด็กให้มีสุขนิสัยที่ดี และก็หลีกเลี่ยงการใส่นิ้วมือหรือของเล่นเข้าปาก
  • ทําความสะอาดพื้น ของใช้เสื้อผ้าที่อาจปนเปื้อนเชื้อ ด้วยนํ้ายาฆ่าเชื้อที่ใช้ทั่วๆไปภายในบ้าน
  • พ่อแม่ผู้ดูแลช่วยตรวจดูอาการของลูกหลานทุกเมื่อเชื่อวัน ถ้ามีแผลในปากหลายแผล โดยเฉพาะหากเจ็บมากมายจนถึงทำให้ไม่ค่อยทานอาหาร ให้ช่วยแจ้งแก่สถานศึกษาเพื่อมีการดำเนินงานควบคุมโรคที่สมควร
  • สำหรับบิดามารดาผู้ดูแลที่จะพาบุตรหลานที่เป็นเด็กเล็กไปต่างประเทศที่มีการระบาด สามารถเดินทางได้ตามเดิม โดยให้ทำตัวตามความถูกอนามัยที่ดี หลีกเลี่ยงพาบุตรหลานไปสถานที่แออัด และหากบุตรหลานมีลักษณะป่วยไข้ที่สงสัยโรคมือ เท้า ปาก ให้พาไปพบหมอ


สมุนไพรที่ใช้รักษา/ทุเลาอาการโรคมือเท้าปาก สมุนไพรที่สามารถนำมาใช้ทุเลาอาการของโรคมือเท้าปากนั้นมีดังนี้ แม้มีแผลในปากก็สามารถใช้กลีเซอรีนพญายอหยอดบริเวณแผลได้ เนื่องมาจากในใบพญายอมีสารฟลาโวนอยด์ มีฤทธิ์ต้านการอักเสบ ทำให้แผลหายเร็วขึ้นและก็ปลอดภัย ไม่เป็นผลข้างเคียง
            สมุนไพรในโรค มือ-เท้า-ปากเป็นฟ้าทลายขโมย (Andrographis paniculata (Burm.F.) Nees.) เป็นงานวิจัยที่ทำในประเทศจีน โดยนักวิจัยได้สกัดสารสำคัญของฟ้าทลายมิจฉาชีพและทำให้อยู่ในลักษณะของยาฉีดเป็นAndrographolide Sulfonate injection
งานศึกษาทำการค้นคว้าและทำการวิจัยนี้ทำในเด็กที่เป็นโรค มือ-เท้า-ปาก อายุ 1-13 ปี จำนวน 230 คน โดยแบ่งเป็น 2 กรุ๊ป กลุ่มแรกจะได้รับการรักษาแบบแผนเดิมร่วมกับ สารสกัดฟ้าทะลายโจรในแบบบาฉีด (Andrographolide Sulfonate injection) อีกกลุ่มจะได้รับการรักษาแบบแผนเดิม โดยติดตามผล 7-10 วัน ผลการศึกษาเรียนรู้และค้นคว้ารวมทั้งการวิจัยพบว่า กรุ๊ปแรกจะเจออาการสอดแทรกแบบรุนแรงน้อยกว่ากลุ่มลำดับที่สองอย่างเป็นจริงเป็นจัง ยิ่งไปกว่านี้ยังมีผลให้ไข้ต่ำลงได้เร็วขึ้น ทำให้แผลที่ผิวหนังและก็แผลในปากหายมากยิ่งกว่ากลุ่มสุดที่รักษาแบบแผนเดิม และไม่เจอการเสียชีวิตแล้วก็ผลข้างเคียงที่รุนแรงในกลุ่มทดลองอีกด้วย
เอกสารอ้างอิง

  • ดร.ภก.ปิยทิพย์ ขันตยาภรณ์.โรคมือเท้าปากในเด็ก.บทความเผยแพร่ความรู้สู่ประชาชน.ภาควิชาจุลชีววิทยาคณะเภสัชศาสตร์มหาวิทยาลัยมหิดล.
  • Chang L, Lin T, Huang Y, et al. Comparison of enterovirus 71 and coxsackie-virus A16 clinical illnesses during the Taiwan enterovirus epidemic, 1998. Pediatr Infect Dis J 1999;18(12): 1092-6.
  • Abzug MJ. Hand-Foot-and-Mouth Disease. Kliegman: Nelson Textbook of Pediatrics, 19th ed.
  • รศ.นพ.สุรเกียรติ อาชานานุภาพ.โรคมือ-เท้า-ปาก.นิตยสารหมอชาวบ้าน เล่มที่ 326.คอลัมน์สารานุกรมทันโรค.มิถุนายน.2549
  • โรคมือ-เท้า-ปาก (Hand-Food-and-Mouth Disease; HEMD) และโรคจากเชื้อ Enterovirus 71 (EV-71) .หน่วยโรคติดเชื้อ ภาควิชากุมารเวชศาสตร์ คณะแพทย์ศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล.
  • หนังสือตำราการตรวจรักษาโรคทั่วไป “โรคมือ-เท้า-ปาก (Hand-foot-and-mouth-disease)”.  (นพ.สุรเกียรติ อาชานานุภาพ).  หน้า 1121-1123. http://www.disthai.com/
  • Alsop J. Hand-foot-and-mouth disease in Birmingham in 1959. Br Med J 1960;2:1708.
  • Shelley WB, Hashin M, Shelley ED. Acyclovir in the treatment of hand-foot-and-mouth disease.Cutis 1996;57:232-4.
  • โรคมือ เท้า ปาก พ.ศ.2555. หมอชาวบ้าน(ออนไลน์)เข้าถึงได้จาก
  • Ho M, Chen E, Hsu K, et al. An epidemic of enterovirus 71 infection in Taiwan. N Engl J Med 1999; 341(13): 929-35.
  • Jennifer CH, Antoinette FH. Hand-food-and-mouth disease. In: Freedberg IM, Eisen AZ, editors. Fitzpatrick’s Dermatology in General Medicine. 5th ed. New York: McGraw-Hill; 1999. p. 2403-7.
  • สมุนไพรที่เคยมีการทำวิจัยในโรคมือเท้าปาก.อภัยภูเบศสาร.ปีที่ 12 .ฉบับที่133.กรกฎาคม.2557
  • Luan YC, Tzou YL, Yhu CH, Kou CT, Shin RS, Ming LK, et al. Comparison of enterovirus 71 and coxsackie virus A16 clinical illnesses during the Taiwan enterovirus epidemic, 1998.Pediatr Infect Dis J 1999;18:1092-6.
  • Robinson CR. Report on an outbreak of febrile illness with pharyngeal lesions and examthem. Toronto, Summer 1957-isolation group A Coxsackie virus. Can Med Assoc J 1958;79:615.
  • Theokiss Z, Joel DK. Enterovirus infection. Pediatrics in Review 1998;19:183-91.
  • พญ.ชนิกานต์ คีรีวิเชียร,พญ.ธันยวีร์ ภูธนกิจ.โรคมือเท้าปาก (Hand-Food-and-Mouth-Disease).คณะแพทย์ศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่.กันยายน 2545.หน้า 1- 9
  • โรคมือเท้าปาก-อาการ,สาเหตุ,การรักษา.พบแพทย์(ออนไลน์)เข้าถึงได้จาก


12

โรความดันเลือดสูง (Hypertension)

  • โรคความคันโลหิตสูง เป็นยังไง ความดันเลือดสูง ความดันโลหิตหมายถึงแรงดันเลือด ที่เกิดขึ้นมาจากหัวใจ สูบฉีดเลือดไปเลี้ยงร่างกาย การวัดความดันเลือดสามารถทำโดยใช้วัสดุหลายแบบ แม้กระนั้นประเภทที่นิยมใช้กันอยู่ทั่วไป เป็นต้นว่า เครื่องตวงความดันเลือดมาตรฐานประเภทปรอท เครื่องตวงความดันโลหิตดิจิตอลประเภทอัตโนมัติ ค่าของความดันเลือดมีหน่วยเป็น มม.ปรอท จะมี ๒ ค่า ๑ ความดันตัวบน (ซีสโตลิก) เป็นแรงกดดันเลือด ขณะหัวใจห้องข้างล่างซ้ายบีบตัว  ๒ ความดันตัวล่าง (ไดแอสโตลิก) เป็นแรงกดดันเลือดขณะหัวใจห้องด้านล่างซ้ายคลายตัว  ระดับความดันเลือดที่ถือว่าสูงนั้น จะมีค่าความดันโลหิตตั้งแต่ 140/90 มม.ปรอท

    ด้วยเหตุนั้นโรคความดันโลหิตสูง จึงหมายความว่าโรคหรือภาวการณ์ที่แรงกดดันเลือดในหลอดเลือดแดงมีค่าสูงขึ้นมากยิ่งกว่าค่ามาตรฐานขึ้นกับวิธีการวัด โดยถ้าเกิดวัดที่สถานพยาบาล ค่าความดันเลือดตัวบนสูงขึ้นยิ่งกว่าหรือเท่ากับ 140 มม. ปรอท(มม.ปรอท, MMhg) และ/หรือความดันโลหิตตัวล่างสูงกว่าหรือพอๆกับ 90 มิลลิเมตรปรอท ขั้นต่ำ 2 ครั้ง แต่หากเป็นการวัดความดันเองที่บ้านค่าความดันเลือดตัวบนสูงยิ่งกว่าหรือเท่ากับ 135 มม.ปรอทแล้วก็/หรือความดันเลือดตัวด้านล่างสูงกว่าหรือพอๆกับ 85 มิลลิเมตรปรอทฯลฯ ดังตารางที่ 1




     


    SBP


    DBP




    Office or clinic
    24-hour
    Day
    Night
    Home


    140
    125-130
    130-135
    120
    130-135


    90
    80
    85
    70
    85




    หมายเหตุ SBP=systolic blood pressure, DBP=diastolic blood pressure
    ปี 2556ชาวไทยมีอาการป่วยเป็นโรคความดันโลหิตเกือบ 11 ล้านคน เสียชีวิต 5,165 คน แล้วก็เจอป่วยไข้ราย ใหม่เพิ่มแทบ 1 แสนคน ร้อยละ 50 ไม่รู้ตัวเนื่องจากว่าไม่เคยตรวจสุขภาพ ในกรุ๊ปที่เจ็บไข้แล้วพบว่ามีเพียงแค่ 1 ใน 4 ที่ควบคุมความดันได้ ที่เหลือยังมีการกระทำน่าห่วงองค์การอนามัยโลกกล่าวว่า โรคความดันเลือดสูงเป็น 1 ในปัจจัยสำคัญ ที่ทำให้สามัญชนอายุสั้น ทั่วทั้งโลกมีบุคคลที่เป็นโรคความดันเลือดสูงถึง 1,000 ล้านคน เสียชีวิตปี ละแทบ 8 ล้านคน เฉลี่ยราวๆนาทีละ 15 คน โดย 1 ใน 3 เจอในวัย ผู้ใหญ่รวมทั้งคาดว่า ในปีพุทธศักราช2568 ราษฎรวัยผู้ใหญ่ทั่วโลกจะป่วยด้วยโรคนี้เพิ่ม 1,560 ล้านคน

  • สาเหตุของโรคความดันโลหิตสูง ความดันเลือดสูงจำแนกประเภทตามปัจจัยการเกิด แบ่งได้เป็น 2 ชนิด เป็น
  • ความดันโลหิตสูงชนิดไม่ทราบมูลเหตุ (primary or essential hypertension) เจอได้โดยประมาณจำนวนร้อยละ95 ของจำนวนคนแก่โรคความดันเลือดสูงทั้งสิ้นส่วนมากเจอในผู้ที่แก่ 60 ปีขึ้นไปแล้วก็พบในเพศหญิงมากยิ่งกว่าผู้ชาย เดี๋ยวนี้ยังไม่เคยรู้สาเหตุที่กระจ่างแต่อย่างไร ตามคณะกรรมการร่วมแห่งชาติด้านการวัดและรักษาโรคความดันโลหิตสูง ของอเมริกา พบว่ามีปัจจัยเสี่ยงต่างๆที่เกี่ยวรวมทั้งช่วยเหลือให้กำเนิดโรคความดันเลือดสูง ดังเช่นว่า กรรมพันธุ์ความอ้วน การมีไขมันในเลือดสูงการทานอาหารที่มีรสเค็มจัดการไม่ออกกำลังกาย การดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์การสูบยาสูบความเครียดอายุและมีประวัติครอบครัวเสี่ยงที่จะทำให้เกิดโรคหัวใจแล้วก็หลอดเลือดซึ่งความดันเลือดสูงประเภทไม่รู้ปัจจัยนี้เป็นปัญหาสำคัญที่ต้องให้การวิเคราะห์รักษาและก็ควบคุมโรคให้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ
  • ความดันโลหิตสูงประเภททราบต้นสายปลายเหตุ(secondary hypertension) ได้น้อยราวๆปริมาณร้อยละ5-10 ส่วนมากมีมูลเหตุมีสาเหตุจากการมีพยาธิสภาพของอวัยวะต่างๆในร่างกายโดยจะส่งผลนำไปสู่แรงดันเลือดสูงส่วนมาก อาจเกิดพยาธิสภาพที่ไตต่อมหมวกไตโรคหรือความไม่ดีเหมือนปกติของระบบประสาทความแตกต่างจากปกติของฮอร์โมนโรคของต่อมไร้ท่อร่วมโรคท้องเป็นพิษการบาดเจ็บของศีรษะยา รวมทั้งสารเคมีฯลฯ โดยเหตุนี้เมื่อได้รับการรักษาที่ต้นสายปลายเหตุระดับความดันเลือดจะลดน้อยลงเป็นปกติและก็สามารถรักษาให้หายได้


เพราะฉะนั้นก็เลยสรุปได้ว่า โรคความดันเลือดสูงจำนวนมากจะไม่มีสาเหตุ การควบคุมระดับความดันโลหิตเจริญ จะสามารถช่วยลดภาวะแทรกซ้อน และก็การตายจากโรคระบบหัวใจ แล้วก็หลอดเลือดลงได้

  • ลักษณะของโรคความดันโลหิตสูง จุดสำคัญของโรคความดันเลือดสูงเป็น เป็นโรคที่มักไม่มีอาการ และก็ที่เป็นโรคเรื้อรังที่รุนแรง (ถ้าไม่สามารถที่จะควบคุมโรคได้) แต่ว่ามักไม่มีอาการ หมอบางคนจึงเรียกโรคความดันโลหิตสูงว่า “เพชฌฆาตเงียบ (Silent killer)” ทั้งนี้โดยมากของอาการจากโรคความดันโลหิตสูง เป็นอาการจากผลกระทบ ดังเช่นว่า จากโรคหัวใจ และจากโรคเส้นโลหิตในสมอง หรือ เป็นอาการจากโรคที่เป็นสิ่งที่ก่อให้เกิดความเสี่ยง ดังเช่นว่า อาการจากโรคเบาหวาน หรือ จากโรคอ้วน หรือเป็นอาการจากโรคที่เป็นสาเหตุ ดังเช่น โรคเนื้องอกต่อมใต้สมอง


อาการรวมทั้งอาการแสดงที่พบได้บ่อย คนป่วยที่มีความดันเลือดสูงน้อยหรือปานกลางไม่เจออาการแสดงชี้เฉพาะที่บ่งบอกว่ามีภาวะความดันโลหิตสูงจำนวนมาก การวินิจฉัยพบมากได้จากการที่ผู้ป่วยมาตรวจตามนัดหมายหรือพบบ่อยร่วมกับสิ่งที่ทำให้เกิดอาการอื่นซึ่งไม่ใช่ความดันโลหิตสูง สำหรับคนป่วยที่มีระดับความดันเลือดสูงมากมายหรือสูงในระดับรุนแรงและเป็นมานานโดยเฉพาะในรายที่ยังไม่เคยได้รับการดูแลและรักษาหรือรักษาแต่ไม่สม่ำเสมอหรือเปล่าได้รับการรักษาที่ถูกเหมาะสมพบบ่อยมีอาการ ดังต่อไปนี้

  • ปวดศีรษะพบได้บ่อยในคนป่วยที่มีระดับความดันเลือดสูงรุนแรง โดยลักษณะอาการปวดศีรษะมักปวด ที่รอบๆท้ายทอยโดยเฉพาะตอนที่ตื่นนอนในช่วงเช้าถัดมาอาการจะเบาๆจนหายไปเองภายในระยะเวลาไม่กี่ชั่วโมงและบางทีอาจเจอมีลักษณะอาการอ้วกอ้วกตาพร่ามัวด้วยโดยพบว่าลักษณะของการปวดศีรษะกำเนิด จากมีการเพิ่มแรงดันในกะโหลกศีรษะมากมายในช่วงระยะเวลาหลังจากที่ตื่นนอนขึ้นมาแล้วด้วยเหตุว่าในตอนกลางคืนขณะนอนหลับศูนย์ควบคุมการหายใจในสมองจะลดการกระตุ้น จึงทำให้มีการคั่งของคาร์บอนไดออกไซด์มีผลทำให้เส้นเลือดทั่ว ร่างกายโดยเฉพาะอย่างยิ่งในสมองขยายขนาดมากขึ้นก็เลยเพิ่มแรงดันในกะโหลกศีรษะ
  • เวียนศีรษะ (dizziness) เจอเกิดร่วมกับอาการปวดศีรษะ
  • เลือดกา ทายใจไหล(epistaxis)
  • เหนื่อยขณะทา งานหรืออาการเหนื่อยนอนราบไม่ได้แสดงถึงการมีภาวการณ์หัวใจห้องล่างซ้ายล้มเหลว
  • อาการอื่นๆที่อาจพบร่วมได้แก่ลักษณะของการเจ็บหน้าอกสมาคมกับสภาวะกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือด จากการมีเส้นโลหิตหัวใจตีบหรือจากการมีกล้ามเนื้อหัวใจหนามากจากภาวการณ์ความดันโลหิตสูงที่เป็นมานานๆ


เพราะฉะนั้นถ้ามีภาวการณ์ความดันโลหิตสูงอยู่เป็นระยะเวลาที่ยาวนานๆจึงอาจมีผลต่ออวัยวะที่สำคัญต่างๆของร่างกายก่อให้เกิดความเสื่อมสภาพถูกทำลายและอาจเกิดภาวะเข้าแทรกตามมาได้
ภาวะแทรกซ้อนของโรคความดันเลือดสูง ในคนไข้โรคความดันโลหิตสูงบางรายบางทีอาจไม่พบมีลักษณะหรืออาการแสดงใดๆก็ตามและบางรายอาจ เจออาการแสดงจากภาวะแทรกซ้อนของโรคความดันโลหิตสูงต่ออวัยวะต่างๆได้ดังนี้

  • สมองความดัน เลือดสูงจะทา ให้ฝาผนังหลอดเลือดแดงที่ไปเลี้ยงสมองมีลักษณะครึ้มตัวและแข็งข้างในเส้นโลหิตตีบแคบรูของหลอดเลือดแดงแคบลงทา ให้การไหลเวียนเลือดไปเลี้ยงสมองต่ำลงแล้วก็ขาดเลือดไปเลี้ยง ส่งผลให้เกิดสภาวะสมองขาดเลือดไปเลี้ยงชั่วคราวคนป่วยที่มีภาวการณ์ความดันโลหิตสูงก็เลยมีโอกาสกำเนิดโรคเส้นโลหิตสมอง (stroke) ได้มากกว่า บุคคลปกติ


นอกนั้นยังเป็นเหตุให้มีการเปลี่ยนแปลงที่ฝาผนังเซลล์สมองทา ให้เซลล์สมองบวมผู้เจ็บป่วยจะมีลักษณะผิดปกติของระบบประสาทการรับทราบความจำน้อยลงแล้วก็อาจร้ายแรงเสียชีวิตได้ ซึ่งเป็นสาเหตุการตายถึงจำนวนร้อยละ50 แล้วก็มีผลทำให้คนที่รอดตายเกิดความพิกลพิการตามมา

  • หัวใจ ระดับความดันโลหิตสูงเรื้อรังจะส่งผลทา ให้ฝาผนังเส้นโลหิตที่ไปเลี้ยงหัวใจครึ้มตัวขึ้นปริมาณเลือดเลี้ยงหัวใจต่ำลงหัวใจห้องด้านล่างซ้ายทำงานมากมาขึ้น จำต้องบีบตัวเพิ่มขึ้นเพื่อต้านทานแรงกดดันเลือดในเส้นโลหิตแดงที่มากขึ้นโดยเหตุนั้น ในระยะเริ่มต้นกล้ามเนื้อหัวใจจะปรับตัวจากภาวการณ์ความดันโลหิตสูงโดยหัวใจบีบตัวเพิ่มขึ้น เพื่อให้สามารถต้านทานกับแรงต้านทานที่เยอะขึ้นเรื่อยๆและก็มีการขยายตัวทำให้เพิ่มความหนาของฝาผนังหัวใจห้องด้านล่างซ้ายก่อให้เกิดภาวะหัวใจห้องข้างล่างซ้ายโต (left ventricular hypertrophy) ถ้าหากยังมิได้รับการรักษารวมทั้งเมื่อกล้ามเนื้อหัวใจไม่สามารถขยายตัวได้อีก จะทำให้การทำงานของหัวใจไม่มี
ประสิทธิภาพเกิดภาวะหัวใจวายกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดหรือเกิดภาวะหัวใจล้มเหลวแล้วก็เสียชีวิตได้

  • ไต ระดับความดันโลหิตเรื้อรังส่งผลก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงของหลอดเลือดที่ไปเลี้ยงไตครึ้มตัวรวมทั้งแข็งตัวขึ้น เส้นเลือดตีบแคบลงส่งผลให้หลอดเลือดแดงเสื่อมจากการไหลเวียนของจำนวนเลือดไปเลี้ยงไตน้อยลงสมรรถนะการกรองของเสียลดน้อยลงและทา ให้เกิดการคั่งของเสียไตเสื่อมสภาพ แล้วก็ขายหน้าขายตาที่เกิดภาวการณ์ไตวายรวมทั้งได้โอกาสเสียชีวิตได้ มีการเรียนพบว่าคนเจ็บโรคความดันโลหิตสูงโดยประมาณร้อยละ10 มักเสียชีวิตด้วยภาวะไตวาย
  • ตา ผู้ป่วยที่มีสภาวะความดันโลหิตสูงรุนแรงแล้วก็เรื้อรังจะมีผลให้มีผลต่อความเคลื่อนไหวของฝาผนังเส้นโลหิตที่ตาดกตัวขึ้นมีแรงกดดัน ในหลอดเลือดสูงมากขึ้นมีการเปลี่ยนของเส้นโลหิตที่ไปเลี้ยงตาตีบลงหลอดเลือดฝอยตีบแคบอย่างรวดเร็วมีการหดเกร็งเฉพาะที่อาจมีเลือดออกที่จอตาทำให้มีการบวมของจอภาพนัตย์ตา หรือจอประสาทตาบวม (papilledema) ทำให้การมองเห็นลดน้อยลงมีจุดบอดบางจุดที่ลานสายตา (scotomata) ตามัวและก็มีโอกาสตาบอดได้
  • เส้นเลือดในร่างกาย ความดันโลหิตสูงจากแรงต่อต้านหลอดเลือดส่วนปลายเพิ่มขึ้นฝาผนังหลอดเลือดหนาตัวจากเซลล์กล้ามเรียบถูกกระตุ้น ให้เจริญรุ่งเรืองมากขึ้นหรืออาจจะเกิดขึ้นเนื่องมาจากมีไขมัน ไปเกาะผนังเส้นเลือดทำให้เส้นโลหิตแดงแข็ง (artherosclerosis) มีการเปลี่ยนของฝาผนังหลอดเลือดดกและตีบแคบการไหลเวียนของโลหิตไป เลี้ยงสมองหัวใจไตแล้วก็ตาลดลงทา ให้เกิดภาวะเข้าแทรกของอวัยวะดังกล่าวข้างต้นตามมาไดแก้โรคหัวใจและ
เส้นเลือดโรคเส้นเลือดสมองรวมทั้งไตวายฯลฯ

  • สิ่งที่ก่อให้เกิดความเสี่ยงที่จะส่งผลให้เกิดโรคความดันโลหิต ปัจจัยเสี่ยงสำคัญที่นำมาซึ่งโรคความดันโลหิตสูง เช่น พันธุกรรม จังหวะมีความดันเลือดสูง จะสูงมากขึ้นเมื่อมีคนในครอบครัวเป็นโรคนี้ โรคเบาหวาน เนื่องจากทำให้เกิดการอักเสบ ตีบแคบของเส้นโลหิตต่างๆรวมทั้งเส้นเลือดไต โรคอ้วน รวมทั้งน้ำหนักตัวเกิน เนื่องจากเป็นสาเหตุสำคัญของโรคเบาหวาน แล้วก็โรคเส้นเลือดต่างๆตีบจากภาวการณ์ไขมันเกาะผนังเส้นโลหิต โรคไตเรื้อรัง เพราะว่าจะส่งผลถึงการสร้างเอ็นไซม์และก็ฮอร์โมนที่ควบคุมความดันเลือดดังกล่าวข้างต้นแล้ว โรคนอนแล้วหยุดหายใจ (Sleep apnea) สูบบุหรี่ ด้วยเหตุว่าสารพิษในควันจากบุหรี่เป็นสาเหตุของการเกิดการอักเสบ ลีบของหลอดเลือดต่าง และเส้นเลือดไต และหลอดเลือดหัวใจ การติดสุรา ซึ่งยังไม่เคยทราบกระจ่างถึงกลไกว่าเพราะเหตุไรดื่มสุราแล้วจึงเป็นสิ่งที่ก่อให้เกิดความเสี่ยงต่อการเกิดความดันโลหิตสูง แม้กระนั้นการเล่าเรียนต่างๆให้ผลตรงกันว่า ติดเหล้า จะนำมาซึ่งการทำให้หัวใจเต้นแรงกว่าธรรมดา และก็มีโอกาสเป็นโรคความดันเลือดสูง ถึงราวๆ 50%ของผู้ติดสุราทั้งหมด รับประทานอาหารเค็มเป็นประจำ ตลอด ดังเหตุผลดังได้กล่าวแล้ว ขาดการออกกำลังกาย เพราะเป็นปัจจัยเสี่ยงต่อโรคอ้วนและก็เบาหวาน ผลกระทบจากยาบางชนิด เช่น ยาในกลุ่มสเตียรอยด์
  • วิธีการรักษาโรคความดันโลหิตสูง การวินิจฉัยโรคความดันโลหิตสูง โรคความดันโลหิตสูงวิเคราะห์จากการที่มีความดันโลหิตสูงตลอดเวลา ซึ่งตรวจพบต่อเนื่องกัน 3 ครั้ง โดยแต่ละครั้งควรห่างกัน 1 เดือน อย่างไรก็แล้วแต่ถ้าตรวจพบว่าความดันโลหิตสูงมาก (ความดันตัวบนสูงขึ้นยิ่งกว่า 180 mmHg หรือ ความดันตัวข้างล่างสูงกว่า 110 mmHg) หรือมีความผิดธรรมดาของหลักการทำงานของอวัยวะจากผลของ   ความดันโลหิตสูงร่วมด้วย ก็จัดว่าวินิจฉัยเป็นโรคความดันโลหิตสูง และจำเป็นต้องรีบได้รับการดูแลรักษา หมอวินิจฉัยโรค   ความดันเลือดสูงได้จาก ประวัติอาการ ประวัติเจ็บไข้ได้ป่วยในอดีตกาลรวมทั้งเดี๋ยวนี้ เรื่องราวกิน/ใช้ยา การวัดความดันเลือด (ควรจะวัดที่บ้านร่วมด้วยถ้าหากว่ามีเครื่องมือ เนื่องจากบางครั้งค่าที่วัดถึงที่กะไว้โรงหมอสูงขึ้นมากยิ่งกว่าค่าที่วัดถึงที่กะไว้บ้าน) เมื่อวิเคราะห์ว่าเป็นความดันเลือดสูง ควรจะตรวจร่างกาย แล้วก็ส่งตรวจอื่นๆเพิ่มอีกเพื่อหาสาเหตุ หรือสิ่งที่ก่อให้เกิดความเสี่ยง นอกจากนี้ จำต้องตรวจค้นผลพวงของความดันเลือดสูงต่ออวัยวะต่างๆอย่างเช่น หัวใจ ตา และไต เช่น ตรวจเลือดมองค่าน้ำตาลและก็ไขมันในเลือด ดูลักษณะการทำงานของไต และค่าเกลือแร่ในร่างกาย ตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจมองหลักการทำงานของหัวใจ แล้วก็เอกซเรย์ปอด ดังนี้การตรวจเพิ่มอีกต่างๆจะขึ้นกับอาการคนไข้ แล้วก็ดุลยพินิจของหมอเพียงแค่นั้น
สัมพันธ์ความดันโลหิตสูงที่ประเทศไทย ได้แบ่งระดับความรุนแรงของความดันโลหิตสูง ดังนี้




ระดับความรุนแรง


ความดันโลหิตตัวบน


ความดันโลหิตตัวล่าง




ความดันโลหิตปกติ
ระยะก่อนความดันโลหิต
ความดันโลหิตสูงระยะที่ 1
ความดันโลหิตสูงระยะที่ 2


น้อยกว่า 120 และ
120 – 139/หรือ
140 – 159/หรือ
มากกว่า 160/หรือ


น้อยกว่า 80
80 – 89
90 – 99
มากกว่า 100




หมายเหตุ : หน่วยวัดความดันโลหิตเป็น มิลลิเมตรปรอท
ผู้ที่มีความดันเลือดสูงควรควบคุมระดับความดันโลหิตให้ต่ำกว่า 140/90 มม.ปรอทรวมทั้งใน ผู้ที่มีสภาวะเสี่ยงควรควบคุมระดับความดันโลหิตให้ต่ำลงมากยิ่งกว่า 130/80 มิลลิเมตรปรอท และลดสิ่งที่ก่อให้เกิดความเสี่ยงสำหรับในการเกิดโรคหัวใจและเส้นโลหิตคุ้มครองความพิกลพิการและก็ลดการเกิดภาวะแทรกซ้อมต่ออวัยวะแผนการที่สำคัญของร่างกายดังเช่นสมองหัวใจไตรวมทั้งตารวมทั้งอวัยวะสำคัญอื่นๆซึ่งสำหรับการรักษาแล้วก็ควบคุมระดับความดันเลือดให้เข้าขั้นธรรมดามี 2 แนวทางคือการรักษาใช้ยาแล้วก็การดูแลรักษาโดยไม่ใช้ยาหรือกรรมวิธีเปลี่ยนแปลงแบบแผนการดำนงชีพ
การรักษาโดยวิธีการใช้ยา  (pharmacologic treatment) วัตถุประสงค์สำหรับเพื่อการลดความดันโลหิตโดยการใช้ยาคือการควบคุมระดับความดันโลหิตให้ลดต่ำลงยิ่งกว่า 140/90 มิลลิเมตรปรอท โดยลดแรงต่อต้านของเส้นโลหิตส่วนปลายแล้วก็เพิ่มปริมาณเลือดที่ออกจากหัวใจการเลือกใช้ยา ในคนเจ็บโรคความดันโลหิตสูงจึงขึ้นอยู่กับความเหมาะสมของคนไข้แต่ละรายและควรไตร่ตรองเหตุต่างๆดังเช่นว่าความร้ายแรงของระดับความดันโลหิตปัจจัยเสี่ยงต่ออวัยวะสำคัญ โรคที่มีอยู่เดิมปัจจัยเสี่ยงอื่นๆซึ่งยาที่ใช้สำหรับการรักษาภาวะความดันโลหิตสูงสามารถแบ่งออกเป็น 7 กรุ๊ปดังนี้
ยาขับปัสสาวะ  (diuretics) เป็นกรุ๊ปยาที่นิยมใช้ในผู้เจ็บป่วยที่มีการทำงานของไตและหัวใจผิดปกติ ยากลุ่มนี้อาทิเช่น ฟูโรซีมายด์ (furosemide) สไปโรโนแลคโตน(spironolactone) มันข้นลาโซน (metolazone)
ยาต้านเบต้า (beta adrenergic receptor blockers) ยากลุ่มนี้จะออกฤทธิ์โดยรวมกับเบต้าอดรีเนอร์จิกรีเซฟเตอร์  (beta adrenergic receptors) อยู่ที่ศีรษะใจแล้วก็หลอดเลือดแดงเพื่อยับยั้งการตอบสนองต่อประสาทซิมพาธิติกลดอัตราการเต้นของหัวใจทำให้หัวใจเต้นช้าลงและก็ความดันเลือดน้อยลง ยาในกลุ่มนี้ เป็นต้นว่า โพรพาโนลอล (propanolol)หรืออะครั้งโนลอล (atenolol)
ยาที่ออกฤทธิ์ปิดกั้นตัวรับแองจิโอเทนสินทู (angiotensin II receptorblockersARBs) ยากลุ่มนี้ออกฤทธิ์ขยายเส้นโลหิตโดยไม่ทำให้ระดับของเบรดดีไคนินมากขึ้นยากลุ่มนี้ ยกตัวอย่างเช่น แคนเดซาแทน  (candesartan), โลซาแทน (losartan) เป็นต้น
ยาต่อต้านแคลเซียม (calcium antagonists) ยากลุ่มนี้ยับยั้งการเคลื่อนเข้าของประจุแคลเซียมในเซลล์ทำให้กล้ามผนังเส้นโลหิตคลายตัวอาจจะเป็นผลให้อัตราการเต้นของหัวใจช้าลง ยกตัวอย่างเช่น ยาเวอราขว้างมิวล์   (verapamil) หรือเนฟเฟดิปีน (nifedipine)
ยาต่อต้านอัลฟาวันอดรีเนอร์จิก (alpha I-adrenergic blockers) ยามีฤทธิ์ต่อต้านโพสไซแนปตำหนิกอัลฟาวันรีเซฟเตอร์ (postsynaptic alpha 1-receptors) และออกฤทธิ์ขยายเส้นโลหิตส่วนปลายทำให้เส้นเลือดขยายตัว ยาในกลุ่มนี้อาทิเช่น พราโซซีน prazosin) หรือดอกซาโซซีน (doxazosin)
ยาที่ยั้งไม่ให้มีการสร้างแองจิโอเทนซินทู (angiotensin II convertingenzyme ACE inhibitors)ยากลุ่มนี้จะออกฤทธิ์โดยการยังยั้งแองจิโอเทนซินสำหรับเพื่อการแปลงแองจิโอเทนสินวันเป็นแองจิโอเทนสินทูซึ่งเป็นเอ็นไซม์ที่ทำให้เส้นโลหิตหดตัว ยาในกลุ่มนี้ดังเช่นอีที่นาลาพริล (enalapril)
ยาขยายเส้นโลหิต (vasodilators) ยากลุ่มนี้ออกฤทธิ์โดยตรงต่อกล้ามเนื้อเรียบที่อยู่รอบๆเส้นโลหิตแดงทำให้กล้ามคลายตัวแล้วก็ยาต้านทานทางในฝาผนังเส้นโลหิตส่วนปลาย ยาในกลุ่มนี้ตัวอย่างเช่นไฮดราลาซีน (hydralazine), ไฮโดรคลอไรด์ (hydrochloride), ลาเบลทาลอล (labetalol)
การดูแลรักษาโดยไม่ใช้ยาหรือการปรับเปลี่ยนแบบแผนการดำเนินชีวิต (lifestylemodification)  เป็นความประพฤติปฏิบัติสุขภาพที่จำเป็นต้องปฏิบัติบ่อยๆเป็นประจำเพื่อลดระดับความดันโลหิต รวมทั้งคุ้มครองปกป้องภาวะแทรกซ้อนกับอวัยวะสำคัญผู้ป่วยโรคความดันเลือดสูงทุกราย ควรได้รับข้อเสนอแนะเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงแบบแผนการดำเนินชีวิตพร้อมกันไปกับการดูแลและรักษาด้วยยา ผู้ป่วยจะต้องมีพฤติกรรมช่วยเหลือสุขภาพร่างกายที่แข็งแรง ดังต่อไปนี้ การควบคุมของกินและควบคุมน้ำหนักตัว  การจำกัดอาหารที่มีเกลือโซเดียม  การบริหารร่างกาย การงดดูดบุหรี่ การลดเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์  การจัดการกับความเคร่งเครียด

  • การติดต่อของโรคความดันเลือดสูง โรคความดันเลือดสูงเป็นโรคที่เกิดขึ้นจาก ภาวะแรงกดดันเลือดในเส้นเลือดสูงยิ่งกว่าค่ามาตรฐาน โดยเหตุนี้โรคความดันเลือดสูงก็เลยเป็นโรคที่ไม่มีการติดต่อจากคนสู่คนหรือจากสัตว์สู่คน
  • การปฏิบัติตนเมื่อเป็นโรคความดันโลหิตสูง เปลี่ยนพฤติกรรมการบริโภค
  • การลดน้ำหนักในคนที่มีน้ำหนักเกิน องค์การอนามัยโลกแนะนำว่าในขั้นแรกควรจะลดหุ่น อย่างต่ำ 5 กิโล ในผู้ป่วยความดันเลือดสูง ที่มีน้ำหนักเกิน
  • การลดปริมาณโซเดียม (เกลือ) ในอาหาร ลดโซเดียมในของกิน เหลือวันละ 0.5 – 2.3 กรัม หรือ เกลือโซเดียมคลอไรด์ 1.2 – 5.8 กรัม
  • ลดจำนวนแอลกอฮอล์ หรือจำกัดจำนวนแอลกอฮอล์ไม่กำเนิด 20 – 30 กรัมต่อวันในเพศชาย หรือ 10 – 20 กรัม ในผู้หญิง


จากการศึกษาของกินสำหรับผู้เป็นโรคความดันเลือดสูงเรามักจะได้ยินชื่อ DASH (Dietary Approaches to stop Hypertension) เป็นของกินที่อุดมไปด้วยผัก ผลไม้ และก็ผลิตภัณฑ์นมไขมันต่ำ ร่วมกับการลดปริมาณไขมัน แล้วก็ไขมันอิ่มตัวในอาหาร
ตารางแสดงตัวอย่างอาหาร DASH diet/ต่อวัน ได้พลังงาน 2100 กิโลแคลอรี่




หมวดอาหาร


ตัวอย่างอาหารในแต่ละส่วน




ผัก


ผักดิบประมาณ 1 ถ้วยตวง
ผักสุกประมาณ ½ ถ้วยตวง




ผลไม้


มะม่วง ½ ผล ส้ม 1 ลูก เงาะ 6 ผล กล้วยน้ำว้า 1 ผล แตงโม 10 ชิ้น
ฝรั่ง 1 ผลเล็ก มังคุด 1 ผลเล็ก




นม

  • นมพร่องมันเนย
  • นมครบส่วน




 
1 กล่อง (240 ซีซี)
1 กล่อง (240 ซีซี)




ไขมัน
ปลาและสัตว์ปีก


น้ำมัน 5 ซีซี เนย/มาการีน 5 กรัม
ปริมาณ 30 กรัม (ปริมาณ 2 ช้อนโต๊ะ)




แป้ง,ข้าว,ธัญพืช


ขนมปัง 1 แผ่น ข้าวสวย 1 ทัพพี




 
 
บริหารร่างกาย การบริหารร่างกายสำหรับผู้ที่มีความดันโลหิตสูง ควรจะบริหารร่างกายแบบแอโรบิค (แบบใช้ออกซิเจน)เป็นการออกกำลังกายที่มีการเคลื่อนไหวโดยตลอดในช่วงระยะเวลาหนึ่งของกล้ามเนื้อมัดใหญ่ๆซึ่งเป็นการใช้ออกสิเจนสำหรับเพื่อการให้พลังงาน จะได้ประโยชน์ต่อระบบหัวใจแบะหลอดเลือด ได้แก่ เดิน วิ่ง ว่ายน้ำ ปั่นรถจักรยาน ฯลฯ ซึ่งการออกกกำลังกายควรปฏิบัติทุกวี่ทุกวัน อย่างน้อยวันละ 30 นาที ถ้าหากว่าไม่มีข้อห้าม
                บริหารความเครียดน้อยลง การจัดการระงับความเครียดในชีวิตประจำวัน ตามหลักเหตุผลและหลักจิตวิทยามีอยู่ 2 แนวทาง
-              พยายามหลีกเลี่ยงเหตุหรือภาวะที่จะนำมาซึ่งการก่อให้เกิดความตึงเครียดมาก
-              ควบคุมปฏิกิริยาของตัวเอง ต่อสิ่งที่รู้สึกทำให้พวกเราเครียด
กินยาและรับการดูแลและรักษาสม่ำเสมอ กินยาตามแพทย์สั่งสม่ำเสมอไม่ขาดยา และก็พบหมอตามนัดหมายทุกหน ไม่สมควรหยุดยาหรือเปลี่ยนแปลงยาด้วยตัวเอง สำหรับคนไข้ที่ทานยาขับเยี่ยว ควรจะกินส้มหรือกล้วยเป็นประจำ เพื่อชดเชยโปแตสเซียมที่สูญเสียไปในฉี่รีบเจอหมอข้างใน 1 วัน หรือ ฉุกเฉิน มีลักษณะอาการดังต่อไปนี้  ปวดหัวมาก อ่อนเพลียเป็นอย่างมากกว่าปกติมาก เท้าบวม (ลักษณะของโรคหัวใจล้มเหลว) เจ็บแน่นหน้าอก ใจสั่น เหงื่อออกมาก จะเป็นลมเป็นแล้ง (อาการจากโรคเส้นเลือดหัวใจ ซึ่งจะต้องพบหมอฉุกเฉิน) แขน ขาอ่อนแรง พูดไม่ชัด ปากเบี้ยว คลื่นไส้ อาเจียน (อาการจากโรคเส้นโลหิตสมอง ซึ่งจำต้องพบแพทย์เร่งด่วน)

  • การคุ้มครองป้องกันตัวเองจากโรคความดันเลือดสูง สิ่งสำคัญที่สุดที่จะคุ้มครองป้องกันการเกิดโรคความดันโลหิตสูง คือการปรับพฤติกรรมการใช้ชีวิตหัวข้อการรับประทาน การออกกำลังกายโดย


-              ควรจะควบคุมน้ำหนัก
-              กินอาหารที่เป็นประโยชน์ ครบอีกทั้ง 5 กลุ่ม ในจำนวนที่เหมาะสม เพิ่มผักผลไม้ในมื้อของกินประเภทไม่หวานมากมายให้มากมายๆ
-              ออกกำลังกาย โดยออกยาวนานกว่า 30 นาที และก็ออกดูเหมือนจะทุกวัน
-              ลดปริมาณเครื่องดื่มที่มีส่วนผสมที่เป็นแอลกอฮอล์
-              พักให้เพียงพอ
-              รักษาสุขภาพจิต และก็อารมณ์
-              ตรวจสุขภาพประจำปี ซึ่งรวมทั้งวัดความดันเลือด เริ่มได้ตั้งแต่อายุ 18-20 ปี จากนั้นตรวจสุขภาพบ่อยมากตามแพทย์ และก็พยาบาลเสนอแนะ
-              ลดของกินเค็ม หรือเกลือแกง น้อยกว่า 6 กรัม ต่อวัน) ทานอาหารประเภทผัก และผลไม้มากยิ่งขึ้น
ข้อเสนอแนะในการลดการบริโภคเกลือและโซเดียม :-
เลือกซื้อผัก ผลไม้รวมทั้งเนื้อสัตว์ที่สดใหม่แทนวิธีสำหรับการเลือกซื้ออาหารกระป๋อง ผักดองรวมทั้งอาหารสำเร็จรูป
ถ้าจำต้องเลือกซื้ออาหารกระป๋องหรืออาหารสำเร็จรูปควรจะอ่านฉลากของกินทุกครั้ง รวมทั้งเลือกสินค้าที่มีจำนวนโซเดียมต่ำหรือน้อย (สำหรับราษฎรทั่วไปควรจะบริโภคเกลือไม่เกินวันละ 1 ช้อนชา หรือน้อยกว่า 6 กรัมต่อวัน) ล้างผักและเนื้อสัตว์ที่ใช้ทำกับข้าวให้สะอาด เพื่อชะล้างเกลือออก ลดการใช้เกลือแล้วก็เครื่องปรุงรส หันมาใช้เครื่องเทศและก็สมุนไพรที่มีปริมาณโซเดียมต่ำ ได้แก่ หัวหอม กระเทียม ขิง พริกไทย มะนาว ผงกระหรี่ แทนไม่วางภาชนะหรือขวดใส่เกลือแล้วก็เครื่องปรุงรสต่างๆดังเช่น ซอส  ซีอิ๊วขาวแล้วก็น้ำปลาไว้บนโต๊ะอาหารทุกมื้อลองอาหารก่อนรับประทาน ฝึกการกินอาหารที่มีรสชาติเหมาะเจาะ ไม่เค็มจัดหรือหวานจัด ทำกับข้าวกินอาหารเองแทนการรับประทานอาหารนอกบ้าน    หรือการซื้ออาหารสำเร็จรูป
อาหารที่มีเกลือโซเดียมสูง ตัวอย่างเช่น ของกินที่ใช้เกลือแต่งรส เช่น  ซอสรสเค็ม (ได้แก่ น้ำปลา ซี้อิ๊ว ซอสหอยนางรม เต้าเจี้ยว), ซอสหลายรส  (ได้แก่ ซอสมะเขือเทศ ซอสพริก ซี้อิ๊วหวาน) ของกินที่ใช้เกลือถนอมอาหาร ตัวอย่างเช่น อาหารตากแห้ง ได้แก่ กะปิ เต้าหู้ยี้ แหนม, อาหารปรุงต่างๆได้แก่ ไส้กรอก หมูยอ กุนเชียง

13

โรคต่อมลูกหมากโต (Benign prostatic hypertrophy-BPH)
โรคต่อมลูกหมากโตเป็นยังไง ต่อมลูกหมาก (prostate gland) เป็นต่อมของระบบอวัยวะสืบพันธุ์ในผู้ชาย อยู่ตรงข้างหลังของคอกระเพาะฉี่ในอุ้งเชิงกรานหลังกระดูกหัวหน่าว มีรูปร่างเหมือนลูกเกาลัด ต่อมมี 5 กลีบ หนักประมาณ 20 กรัม (ขนาดเท่าผลลิ้นจี่) มีหน้าที่สร้างน้ำมูก (ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งส่วนใด ของน้ำเชื้อ) เพื่อให้ตัวสเปิร์มว่ายและรับประทานเป็นอาหาร  โดยทั่วไปต่อมลูกหมากจะหยุดเจริญวัยภายหลังอายุ 20 ปี  จนตราบเท่าอายุราว 45 ปี จะมีการเพิ่มขนาดขึ้นอีกรอบ แล้วก็เป็นจุดกำเนิดของโรคต่อมลูกหมากโต โรคต่อมลูกหมากโตนับได้ว่าเป็นปัญหาสุขภาพที่น่ากลุ้มอกกลุ้มใจของคุณสุภาพบุรุษทั้งหลาย โดยทั่วไปผู้เจ็บป่วยโรคต่อมลูกหมากโตจะอยู่ในช่วงอายุ 50 ปีขึ้นไป เมื่อแก่ขึ้นต่อมลูกหมากจะเบาๆโตขึ้น ว่ากันว่าชายเฒ่า 2 ใน 5 คนจะมีลักษณะอาการถ่ายปัสสาวะแตกต่างจากปกติ อาการดังกล่าวเกิดจากการที่ต่อมลูกหมากซึ่งอยู่ล้อมท่อปัสสาวะมีขนาดโตขึ้นและไปบีบท่อเยี่ยวให้แคบลง
และก็ยังมีรายงานการศึกษาเรียนรู้วิจัยหลายๆชิ้นสรุปว่า ในเพศชายที่มีอายุ 50 ปีขึ้นไป มักตรวจพบโรคต่อมลูกหมากโต เพราะความเปลี่ยนไปจากปกติทางด้านขนาดแล้วก็ปริมาณเซลล์ต่อมลูกหมาก เมื่อขนาดของต่อมลูกหมากโตขึ้น จะส่งผลกระตุ้นแล้วส่งผลให้มีการเกิดการอุดกันของระบบทางเดินฉี่ เยี่ยวบ่อยมาก ลำบาก จำต้องเบ่งเป็นระยะเวลานาน กลั้นฉี่ไม่อยู่ สุดท้ายบางทีอาจชิ้งฉ่องไม่ออก และก็มีปัญหาเกี่ยวกับอวัยวะเพศไม่แข็ง แนวทางการทำงานของต่อมลูกหมากอาศัยการกระตุ้นจากฮอร์โมนเพศชายซึ่งจำนวนมากสร้างมาจากอัณฑะ ซึ่งฮอร์โมนเพศชายนี้ยังเกี่ยวข้องกับการกระตุ้นการโตของเซลล์มะเร็งต่อมลูกหมากอีกด้วย โดยความผิดแปลกของต่อมลูกหมากที่พบได้มากในชายไทยเป็นโรคต่อมลูกหมากโต (Benign Prostatic Hyperplasia; BPH) โรคมะเร็งต่อมลูกหมาก (Prostate cancer) แล้วก็ต่อมลูกหมากอักเสบ (prostatis) ปริมาณร้อยละ 80 18 และ 2 ตามลําดับ  โดยโรคต่อมลูกหมากโตนี้ เป็นโรคพบได้บ่อยมากมายของผู้ชายวัยตั้งแต่ 50 ปีขึ้นไป โดยเจอได้ราว 30-40% ของเพศชายวัย 50-60 ปี และก็เมื่ออายุ 85 ปีจะเจอโรคนี้ได้สูงถึง 90% โรคนี้พบได้ในเพศชายทั่วโลก ทุกเชื้อชาติ
ที่มาของโรคต่อมลูกหมากโต ในขณะนี้ ยังไม่รู้จักมูลเหตุที่แน่ชัดของการเกิดโรคต่อมลูกหมากโต แต่หมอเชื่อว่า เมื่อชายเฒ่าขึ้นจะส่งผลต่อการสร้างกลุ่มฮอร์โมนเพศชายจากอัณฑะที่ชื่อ แอนโดรเจน (Androgen) จึงทำให้ร่างกายขาดสมดุลของฮอร์โมนเพศชายชนิดต่างๆโดยเฉพาะระหว่างฮอร์โมน เทสโทสสเตอโรน  (Testosterone) กับฮอร์โมน ไดไฮโดรเทสโทสสเตอโรน () (DHT) ซึ่งภาวการณ์นี้ทำให้เซลล์ของต่อมลูกหมากมีการเจริญวัยไม่ปกติได้ ที่เรียกว่า โรคต่อมลูกหมากโต
ฮอร์โมนที่เชื่อว่าเป็นต้นเหตุของโรคต่อมลูกหมากโต
ที่มา :  Wikipedia
นอกเหนือจากนั้นยังคาดการณ์ว่าอาจเกิดขึ้นเนื่องจากกรรมพันธุ์ โดยยิ่งไปกว่านั้นมีลักษณะอาการออกจะรุนแรงในฝูงชนที่มีอายุน้อยกว่า 60 ปี ซึ่งจำเป็นต้องรับการดูแลและรักษาโดยผ่าตัดชอบมีประวัติว่าคนภายในครอบครัวมักมีปัญหาเกี่ยวกับต่อมลูกหมาก
นอกเหนือจากนี้ยังสันนิษฐานว่าอาจจะเกิดขึ้นได้ก็เพราะพันธุกรรม โดยเฉพาะคนที่มีอาการออกจะรุนแรงในฝูงชนที่แก่น้อยกว่า 60 ปี ซึ่งจำต้องรับการดูแลและรักษาโดยผ่าตัดมักจะมีประวัติว่าคนภายในครอบครัวมักมีปัญหาเกี่ยวกับต่อมลูกหมาก
ลักษณะของโรคต่อมลูกหมากโต ลักษณะโรคต่อมลูกหมากโตนั้น มีต้นเหตุที่เกิดจากเมื่อต่อมลูกหมากโตขึ้น จะไปนำไปสู่การระคายเคืองต่อท่อฉี่ และเมื่อต่อมฯยิ่งโตขึ้น ก็จะกดแทรกทับ หรือแทรกรัดบริเวณท่อเยี่ยว ก็เลยทำให้ท่อเยี่ยวตีบแคบลง จนถึงบางทีอาจตัน ด้วยเหตุผลดังกล่าวลักษณะโรคต่อมลูกหมากโต ก็คือ

  • ยืนขึ้นถ่ายปัสสาวะตกดึกมากยิ่งกว่า 1 - 2 ครั้ง
  • สายเยี่ยวไม่พุ่ง ไหลช้า หรือไหลๆหยุดๆ
  • เกิดความรู้สึกว่าการขับถ่ายปัสสาวะเกิดเรื่องวุ่นวายในชีวิตประจำวัน
  • ไม่อาจจะกลั้นเยี่ยวได้ ต้องรีบเข้าส้วมทันทีที่ปวดฉี่
  • จำต้องเบ่งหรือรอนานกว่าจะสามารถปัสสาวะออกมาได้
  • รู้สึกเยี่ยวไม่สุด ทำให้ต้องการเยี่ยวอยู่เรื่อยๆ
  • ปัสสาวะหลายครั้ง ห่างกันไม่เกิน 2 ชั่วโมง


และก็ในคนเจ็บบางรายอาจมีอาการปัสสาวะเป็นเลือด เพราะเหตุว่าเบ่งถ่ายนานๆอาจจะก่อให้เส้นเลือดดำที่ท่อปัสสาวะคั่ง แล้วแตกจนถึงมีเลือดออกมาได้  ทั้งนี้โรคต่อมลูกหมากโตอาจมีภาวะแทรกซ้อนเป็นต้นว่า  เยี่ยวไม่ออกเลย ทางเดินปัสสาวะอักเสบ นิ่วในกระเพาะปัสสาวะ ไตเสื่อมหรือกระเพาะปัสสาวะเสื่อม เยี่ยวเป็นเลือด  เป็นต้น ซึ่งอาจเจอได้ไม่เกินจำนวนร้อยละ 20 ของผู้เจ็บป่วยต่อมลูกหมากทั้งผอง
วิธีการรักษาโรคต่อมลูกหมากโต การตรวจวิเคราะห์ผู้ป่วยโรคต่อมลูกหมากโต

  • วิธีซักความเป็นมา บ่อยแพทย์ให้คนป่วยทำแบบสอบถาม (IPSS) เพื่อประเมินความรุนแรงของความแตกต่างจากปรกติของการฉี่
  • การตรวจทวารหนักเพื่อคลำต่อมลูกหมาก ด้วยเหตุว่าต่อมลูกหมากอยู่ภายในร่างกาย ด้วยเหตุนี้ การใช้นิ้วทาสารหล่อลื่นลูบคลำต่อมลูกหมากผ่านทางทวารหนักจะเป็นขั้นตอนการตรวจร่างกายที่ง่ายที่สุดสำหรับในการประเมินถึงลักษณะทางภายกายภาพของต่อมลูกหมาก และก็ที่สำคัญยังสามารถบอกได้ถึงความไม่ดีเหมือนปรกติที่สงสัยโรคมะเร็งต่อมลูกหมากด้วยโดยถ้าพบว่ามีลักษณะโต ผิวเรียบหมายความว่าเป็นต่อมลูกหมากโตปกติ แม้กระนั้นถ้าเกิดมีลักษณะโตผิวไม่เรียบหรือออกจะแข็ง น่าสงสัยว่าเป็นโรคมะเร็งต่อมลูกหมาก
  • การตรวจฉี่เป็นขั้นตอนที่สำคัญ แล้วก็จำเป็นจะต้องทำในผู้เจ็บป่วยทุกราย เพื่อดูว่ามีการอักเสบติดเชื้อ มีเม็ดเลือดแตกต่างจากปรกติหรือไม่ แล้วก็ยังเป็นการบอกถึงความไม่ดีเหมือนปรกติของร่างกายในระบบอื่นได้
  • การตรวจเลือดเพื่อหาค่า PSA (prostatic specific antigen) ซึ่งจะตรวจต่อเมื่อคนเจ็บมีสุขภาพโดยรวมแข็งแรง รวมทั้งคงจะมีชีวิตยืนยาวมากกว่า 10 ปีขึ้นไป เพราะว่ามะเร็งต่อมลูกหมากช่วงแรก มีทิศทางจะโตและขยายช้าโดยหมอจะตรวจหาเอนไซม์ในเลือด ชื่อ พี.เอส.เอ (PSA : Prostate Specific Antigen) ซึ่งมีค่าปกติโดยประมาณ 0 - 4 ng/ml (ทุ่งนาโนกรัมต่อมิลลิลิตร) รวมทั้งถ้าพบว่าผลเลือดสูงขึ้นยิ่งกว่าปกติ แพทย์จะเสนอแนะให้ตัดชิ้นเนื้อของต่อมลูกหมาก โดยใช้เข็มเล็กๆผ่านทางทวารหนัก แล้วก็นำไปตรวจโดยกล้องจุลทรรศน์ว่าเป็นโรคมะเร็งต่อมลูกหมากไหม
  • การตรวจอัลยี่ห้อซาวน์ โดยมากมักใช้เมื่อมีความผิดปรกติในการตรวจเยี่ยว แม้กระนั้นปัจจุบันเป็นที่ชื่นชอบส่งตรวจกันเยอะขึ้นเรื่อยๆเนื่องจากว่าปลอดภัยแล้วก็ให้คุณประโยชน์สูง
  • การตรวจความแรงสำหรับเพื่อการไหลของเยี่ยว (Uroflowmetry) มักจะร่วมกับการตรวจฉี่ที่เหลือค้างภายหลังฉี่หมดแล้ว มีประโยชน์ในการประเมินความร้ายแรงและก็ติดตามการดูแลและรักษา
  • การตรวจอื่นๆอย่างเช่น การส่องกล้อง การตรวจยูโรวิชาพลศาสตร์จะทำเมื่อมีข้อชี้ชัดที่เด่นชัด


การดูแลและรักษาโรคต่อมลูกหมากโตบางทีอาจจำเป็นต้องใช้หลายๆแนวทางร่วมกัน แต่โดยหลักๆแล้วสามารถแบ่งได้ 3 วิธีดังต่อไปนี้การเปลี่ยนวิธีการใช้ชีวิต การใช้ยารักษา การผ่าตัด ซึ่งมีรายละเอียดเป็น

  • การปรับพฤติกรรมการใช้ชีวิตประจำวัน: โดยแพทย์จะเลือกใช้กระบวนการนี้ในกรณีคนไข้มีอาการจากโรคต่อมลูกหมากโตค่อนข้างน้อย รวมทั้งอาการของผู้เจ็บป่วยยังไม่กระทบต่อการใช้ชีวิตประจำวันของคนเจ็บ โดยการปรับพฤติกรรมฯ คือการลดปัจจัยเสี่ยงที่จะทำให้อาการผู้ป่วยห่วยลง อาทิเช่น
  • เลี่ยงการดื่มเครื่องดื่มขั้นต่ำ 1-2 ชั่วโมงก่อนเข้านอน วิธีการแบบนี้จะช่วยลดการปวดฉี่ในช่วงกลางคืนได้ แต่ว่าก็ไม่ควรอดหรือลดปริมาณการดื่มน้ำในวันแล้ววันเล่า
  • งดเว้นดื่มเครื่องดื่มที่มีส่วนผสมที่เป็นแอลกอฮอล์หรือคาเฟอีน หรือลดจำนวนลงเพื่อไม่ให้เกิดการเคืองที่กระเพาะปัสสาวะรวมทั้งทำให้อาการไม่ดีขึ้น
  • ออกกำลังกาย มีการศึกษาค้นคว้าพบว่าการออกกำลังกายด้วยการเดินอย่างต่ำวันละ 30-60 นาทีต่อวันจะช่วยทำให้อาการ
  • จำกัดการรับประทานยาลดน้ำมูก หรือยาแก้แพ้ การใช้ยาทั้ง 2 ชนิดจะทำให้เยี่ยวได้ทุกข์ยากลำบาก เนื่องด้วยยาจะเข้าไปทำให้กล้ามรอบๆท่อปัสสาวะที่ควบคุมการไหลของปัสสาวะหดตัว
  • กินอาหารที่มีประโยชน์ การกินอาหารที่ดีมีประโยชน์จะช่วยในเรื่องของการควบคุมน้ำหนัก ทำให้ความเสี่ยงโรคอ้วนต่ำลงซึ่งเกี่ยวของกับโรคต่อมลูกหมากโต
  • ฝึกฝนการเข้าส้วม การเข้าห้องอาบน้ำทุกๆ4-6 ชั่วโมงเป็นแนวทางการอย่างหนึ่ง ซึ่งจะช่วยได้มากในกลุ่มผู้เจ็บป่วยที่เยี่ยวบ่อยและไม่สามารถกลั้นได้
  • ฉี่ครั้งละ 2 ครั้ง เพื่อไม่ให้เยี่ยวเหลือค้างในกระเพาะปัสสาวะที่จะนำมาซึ่งอาการปวดเยี่ยวแล้วก็ปัสสาวะบ่อยครั้ง ได้แก่ เมื่อปัสสาวะไปแล้ว ให้รออีกโดยประมาณ 5 นาที แล้วฉี่ซ้ำอีกที ระหว่างคอย อาจเปลี่ยนท่า เช่น ลุกขึ้นยืน ฯลฯ
  • กระทำการฝึกฝนความแข็งแรงของกล้ามเนื้ออุ้งเชิงกราน(ฝึกขมิบก้นเพื่อกลั้นเยี่ยว วิธีฝึกเหมือนกับที่สตรีฝึกฝนขมิบช่องคลอด) ตามหมอ/พยาบาลแนะนำอย่างเคร่งครัด
  • เมื่อต้องออกมาจากบ้าน ควรจะคิดแผนหัวข้อการปัสสาวะ(การใช้ห้องน้ำ)ไว้ล่วงหน้าเสมอเพื่อให้เกิดความสะดวกสำหรับเพื่อการฉี่
  • การใช้ยาต่างๆ: ซึ่งแพทย์จะเลือกใช้ในคนเจ็บที่ใช้กรรมวิธีปรับพฤติกรรมฯไม่ได้เรื่อง หรือในคนเจ็บที่ตั้งตั้งแต่แรกมีลักษณะอาการร้ายแรงระดับปานกลาง หรือมีลักษณะที่มีผลต่อการใช้ชีวิติประจำวัน ซึ่งยารักษาโรคต่อมลูกหมากโต ในปัจจุบันมีอยู่ราวๆ 2-3 ประเภท บางประเภทเป็นยาลดอาการหดเกร็งกล้ามที่บีบรัดท่อปัสสาวะ บางจำพวกมีสรรพคุณลดขนาดต่อมลูกหมาก แล้วก็บางประเภทเป็นสมุนไพรที่สกัดขึ้นเพื่อลดอาการบวม แพทย์จะเป็นผู้พิจารณาการให้ยาตามสมควรซึ่งยาที่ใช้รักษาลักษณะโรคต่อมลูกหมากโต สามารถแบ่งออกได้ 3 กรุ๊ปดังต่อไปนี้ ยาในกรุ๊ปอัลฟา-บล็อกเกอร์ (Alpha adrenergic blockers)   ซึ่งอดีตจะใช้เป็นยาลดความดัน แม้กระนั้นปัจจุบันนี้ได้ปรับปรุงต่อจนกระทั่งมีผลต่อความดันเลือดน้อยมาก ยาในกลุ่มนี้ออกฤทธิ์เร็ว คนเจ็บจะรู้สึกปัสสาวะสะดวกขึ้นภายใน 3 วัน แม้กระนั้นถ้าเกิดหยุดยารวมทั้งอาการก็จะกลับมาอย่างเร็ว ยาในกลุ่มนี้จะใช้กันแพร่หลายที่สุด พราโซสิน (prazosin) เทราโซสิน (tera-zosin) ดอกซาโซซิน (doxazosin) ยาที่ยั้งการสร้างฮอร์โมน (DHT) (Dihydrotestosterone)  ยาในกลุ่มนี้จะลดการสร้างฮอร์โมน DHT ซึ่งจำเป็นต้องต่อการเจริญเติบโตของต่อมลูกหมาก แม้ว่าจะออกฤทธิ์ช้า แต่ว่าสามารถลดขนาดของต่อมลูกหมากได้ในระดับหนึ่ง จะมีคุณประโยชน์เฉพาะคนไข้ที่มีต่อมลูกหมากออกจะโต ไฟที่นาสเตอไรด์ (fina-steride) ยาสมุนไพร มีอยู่หลายประเภท สำหรับชนิดที่แพร่หลายที่สุด คือ จากสมุนไพรชื่อ Saw palmetto แต่ว่าความสามารถยังไม่กระจ่างนัก
  • การผ่าตัด: แพทย์จะเลือกใช้แนวทางการนี้เมื่อผู้ป่วยใช้ยาแล้วไม่ได้ผล โดยการผ่าตัดมีหลายแนวทาง ขึ้นกับ อาการ สุขภาพคนป่วย สิ่งที่มีความต้องการของผู้เจ็บป่วยและครอบครัว แล้วก็ดุลพินิจของแพทย์ ใน ปัจจุบันนิยมผ่าตัดโดยการใช้กล้องส่องผ่านท่อปัสสาวะ (transurethral resection of the prostatic หรือ TURP) เป็นการผ่าตัดเป็นแนวทางรักษาโดยขูดต่อมลูกหมากด้วยกล้องผ่านทางท่อเยี่ยว หรือที่เพื่อตัดต่อมลูกหมากมายออกเป็นชิ้นเล็กๆซึ่งสามารถทำได้โดยหมอทางเท้าปัสสาวะ หรือศัลยแพทย์ผู้ชำนาญเพียงแค่นั้น ในระหว่างผ่าตัดคนป่วยจะได้รับการวางยาเฉพาะข้างล่าง ทำให้ไม่เคยรู้สึกเจ็บ ในระยะ 3 - 4 วันแรกหมอจะใส่สายสวนเยี่ยวเพื่อกระเพาะปัสสาวะได้พัก รวมทั้งคอยให้ฉี่ใสซะก่อนก็เลยจะเอาสายสวนเยี่ยวออก ผู้เจ็บป่วยจะมีลักษณะดีขึ้นด้านใน 2 - 4 สัปดาห์ วิธีการแบบนี้หมอจะใช้กับผู้เจ็บป่วยที่มีลักษณะหนัก หรือมีภาวะแทรกซ้อน นอกจากนั้นยังมีแนวทางอื่นๆอีกตัวอย่างเช่น  การใช้คลื่นความร้อน เช่น ไมโครเวฟ คลื่นวิทยุ หรือเลเซอร์ ผ่านเข้าไปที่ต่อมลูกหมาก เพื่อทำให้ต่อมลูกหมากฝ่อและก็เล็กลง ซึ่งเป็นวิธีที่แพทย์เลือกใช้ในรายคนไข้ที่ไม่เหมาะสมกับการผ่าตัดรวมทั้งวิธี การขยายท่อฉี่โดยการใส่ท่อคาไว้ (prostatic urethral stent) ซึ่งเหมาะกับคนไข้ที่ผ่าตัดมิได้  หรือปฏิเสธการผ่าตัด
ปัจจัยเสี่ยงที่จะทำให้เกิดโรคต่อมลูกหมากโต

  • เพศชายที่มีอายุ 50 ปีขึ้นไป
  • ผู้ที่มีประวัติว่าคนในครอบครัวมีปัญหาหรือเคยมีอาการป่วยเป็นโรคต่อมลูกหมากโต
  • ผู้ที่มีความผิดปกติของอัณฑะ
  • ผู้มีสภาวะน้ำหนักเกินหรือโรคอ้วน
  • คนที่ขาดการบริหารร่างกาย
  • ผู้ที่มีอาการป่วยเป็นโรคหัวใจรวมทั้งเบาหวาน


การติดต่อของโรคต่อมลูกหมากโต โรคต่อมลูกหมากโตเป็นโรคที่เกิดจากการขาดสมดุลของฮอร์โมนเพศชายหลายๆประเภท ซึ่งจะมีผลให้เซลล์ของต่อมลูกหมากเจริญเติบโตเปลี่ยนไปจากปกติ มักกำเนิดในเพศชายที่มีอายุตั้งแต่ 50 ปีขึ้นไป รวมทั้งโรคต่อมลูกหมากโตนี้ มิได้เป็นโรคติดต่อและไม่มีการติดต่อจากคนสู่คน และก็จากสัตว์สู่คนอะไร

การกระทำตนเมื่อป่วยเป็นโรคต่อมลูกหมากโต

  • ฝึกหัดเยี่ยวให้เป็นเวลา ตัวอย่างเช่น ทุก 3 ชั่วโมง แล้วค่อยๆปรับช่วงเวลาตามอาการเพื่อคุ้มครองการกลั้นปัสสาวะไม่อยู่
  • ฉี่ทีละ 2 หน เพื่อไม่ให้เยี่ยวเหลือค้างในกระเพาะปัสสาวะที่จะนำมาซึ่งลักษณะของการปวดฉี่แล้วก็ปัสสาวะบ่อยมาก ดังเช่น เมื่อปัสสาวะไปแล้ว ให้รอคอยอีกประมาณ 5 นาที แล้วฉี่ซ้ำอีกที ระหว่างรอ บางทีอาจเปลี่ยนท่า ได้แก่ ลุกขึ้นยืน ฯลฯ
  • ทำฝึกหัดความแข็งแรงของกล้ามอุ้งเชิงกราน โดยการฝึกขมิบตูด/ขมิบเพื่อกลั้นปัสสาวะ
  • ดื่มน้ำในแต่ละวันให้พอสมควร อย่าให้มากจนเกินไป
  • ลด หรือเลิกดื่มเครื่องดื่มมีกาเฟอีน
  • ไม่สูบบุหรี่ ไม่ดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ทุกประเภท
  • เลี่ยงการใช้ยาบางชนิดที่จะทำให้อาการคนเจ็บห่วยลง ดังเช่นว่า ยาขับเยี่ยว ยาแก้แพ้ ยาลดน้ำมูก ยาโรคเศร้าใจ
  • การกินอาหารเป็นประโยชน์ 5 กลุ่มให้ครบบริบรูณ์ทุกๆวันในปริมาณที่สมควร ร่วมกับการออกกำลังกายตามสมควรกับสุขภาพแต่ละวัน เพื่อการควบคุมน้ำหนัก และไม่ให้กำเนิดโรคอ้วน
  • เมื่อจะต้องออกจากบ้าน ควรวางแผนหัวข้อการใช้ห้องสุขาไว้ล่วงหน้าเสมอเพื่อเกิดความสบายสำหรับเพื่อการปัสสาวะ
  • รักษาร่างกายให้อบอุ่น อากาศที่หนาว จะก่อให้อาการไม่ดีขึ้น
  • ระวังอย่าให้ท้องผูก


การป้องกันตัวเองจากโรคต่อมลูกหมากโต เวลานี้ยังไม่มีแนวทางใดที่ช่วยคุ้มครองป้องกันปัญหาต่อมลูกหมากโตได้อย่างแท้จริงด้วยเหตุว่ายังไม่ทราบมูลเหตุที่กระจ่างของโรคนี้ และก็ความเสี่ยงต่อโรคที่สำคัญที่ไม่สามารถที่จะปรับปรุงแก้ไขได้ซึ่งก็คืออายุที่มากขึ้น ด้วยเหตุนั้นแนวทางที่เยี่ยมที่สุดก็คือผู้ชายที่มีอายุตั้งแต่ 50 ปีขึ้นไปควรได้รับการตรวจต่อมลูกหมากเสมอๆทุกปี และควรหมั่นดูความผิดปกติของระบบฟุตบาทเยี่ยว ดังเช่น ถ้าเกิดมีอาการชิ้งฉ่องทุกข์ยากลำบาก จำเป็นต้องใช้แรงเบ่งนานๆปัสสาวะไม่พุ่ง ช่วงเวลาค่ำคืนต้องลุกขึ้นมาถ่ายปัสสาวะ บ่อย หรือปัสสาวะเป็นเลือด ก็ควรไปพบหมอ เพื่อตรวจวิเคราะห์ต้นเหตุให้แน่ชัด  เมื่อพบว่าเป็นต่อมลูกหมากโตก็ควรจะกินยารักษา หรือกระทำการผ่าตัดแก้ไขตามคำแนะนำของแพทย์ 
สมุนไพรที่ช่วยคุ้มครองป้องกัน/รักษาโรคต่อมลูกหมากโต พืชสมุนไพรที่มีรายงานการวิจัยทางสถานพยาบาลว่ามีฤทธิ์รักษาโรคต่อมลูกหมากโตยกตัวอย่างเช่น มะเขือเทศ และก็ฟักทอง โดยให้คนป่วยที่ได้รับการวิเคราะห์ว่าอยู่เป็นโรคต่อมลูกหมากโตระยะเริ่มต้นรับประทานซอสมะเขือเทศเข้มข้น (Tomato paste) วันละ 50 กรัม (มี lycopene อยู่ 13 มก.) ต่อเนื่องกัน 10 อาทิตย์พบว่า มีผลทำให้ค่า prostate-specific antigen (PSA) ในเลือดซึ่งเป็นตัวบ่งชี้ถึงภาวการณ์ต่อมลูกหมากโตลดน้อยลง แล้วก็การศึกษาเล่าเรียนทางคลินิกโดยให้ผู้ป่วยกินแคปซูลสารสกัดเม็ดฟักทองขนาด 1000 มก.ต่อวัน มีผลทำให้คนเจ็บโรคต่อมลูกหมากโตมีอาการดียิ่งขึ้น เมื่อกินติดต่อกันนาน 12 อาทิตย์
มะเขือเทศ  ชื่อวิทยาศาสตร์ Solanum lycopersicum ตระกูล Solanaceae มีหลายการศึกษาเล่าเรียนพบว่าไลวัวพีนในมะเขือ เทศสามารถลดระดับ PSA แล้วก็ป้องกันการเกิดโรคมะเร็งต่อมลูกหมากได้ โดยผ่านกลไกการทำงานต่างๆอย่างเช่น การลดการ เกิด lipid oxidation ต้านอนุมูลอิสระ แล้วก็ ลดการสังเคราะห์ 5- alpha dihydrotestosterone ซึ่งเป็นฮอร์โมนที่กระตุ้นการโตของต่อมลูกหมาก และก็ยังพบว่าการบริโภคไลวัวพีนจากสินค้า มะเขือเทศซึ่งทำให้คนซื้อมีระดับไลวัวพีนในเลือดสูงมากขึ้นจะสามารถลดระดับ PSA ในผู้เจ็บป่วยโรคมะเร็งต่อมลูกหมากได้  Schwarz และคณะ (2008) เล่าเรียนในคนป่วยโรคต่อมลูกหมากโต (PSA > 4 mg/L) บริโภคไลโคพีนวันละ 15 mg นาน 6 เดือน พบว่าสามารถคุ้มครองต่อมลูกหมากโตได้เมื่อตรวจทางทาวรหนักแล้วก็การตรวจอัลตราซาวด์รวมทั้งระดับ PSA ต่ำลงร้อยละ 11 เมื่อเปรียบเทียบกับกลุ่มควบคุมที่ได้รับยาหลอก (placebo) อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (P < 0.05) แล้วก็แนวทางการทำแบบสำรวจลักษณะของต่อมลูกหมากฉบับนานาชาติ (International Prostate Symptom Score; IPSS) พบว่ากลุ่มที่ได้รับไลโคพีนมีลักษณะของต่อมลูกหมากดีขึ้นเมื่อเปรียบเทียบกับก่อนการเล่าเรียนอย่างเป็นจริงเป็นจังทางสถิติ มีการศึกษาในผู้เจ็บป่วยโรคต่อมลูกหมากโตที่มีการเสี่ยงสูงถึงจำนวนร้อยละ 80 ที่จะเป็นโรคโรคมะเร็งต่อมลูกหมากในอนาคต (High Grade Prostatic Intraepithelial Neoplasia; HGPIN) โดยกลุ่มทดลองที่ได้รับไลโคพีนวันละ 8 mg ตลอดแต่ละวันนาน 1 ปี (20 คน) เปรียบเทียบกับกรุ๊ปควบคุม (20 คน) พบว่ากรุ๊ปที่ได้รับไลโคพีนมีระดับ PSA ลดน้อยลง จาก 6.07 mg/L เป็น 3.5 mg/L คิดเป็นร้อยละ 42 และมีไลโคพีนในเลือดเพิ่มขึ้นจาก 360 เป็น 680 mg/L แล้วก็เมื่อสิ้นสุดการเรียนรู้พบว่ากลุ่มทดลองมีคนไข้จำนวน 2 เป็นโรคมะเร็งต่อมลูกหมาก ในขณะคนไข้กรุ๊ปควบคุมจำนวน 6 คนที่มิได้รับประทานอาการที่มีไลโคพีน (มะเขือเทศ แตงโม) ตลอดช่วงที่ทำการเรียนรู้หรูหรา PSA เพิ่มสูงขึ้น แล้วก็คนที่มีระดับไลวัวพีนในเลือดลดลงกลับเป็นโรคมะเร็งต่อมลูกหมากมากขึ้น ซึ่งมีความหมายว่าการบริโภคไลวัวพีนนาน 1 ปีสามารถป้องกันการเกิดโรคมะเร็งต่อมลูกหมากในผู้เจ็บป่วยที่มีความเสี่ยงสูงได้
ฟักข้าว มีชื่อสามัญว่า Spring bitter cucumber ชื่อวิทยาศาสตร์หมายถึงMomordica Cochinchinensis Spreng.  ฟักข้าว คือผลไม้ที่อุดมด้วยไลโคปีน และก็สารพฤษเคมีอื่นๆในกรุ๊ปแคโรทีนอยด์ ดังเช่นว่า เบต้า-แคโรทีน สูงกว่าแครอท 10 เท่า มีวิตามินซีมากกว่าส้ม 40 เท่า มีซีแซนทีนมากกว่า ข้าวโพด 40 เท่า อุดมด้วยวิตามินอี วิตามินเอ กรดไขมันโอเมก้า-3, โอเมก้า-6 และก็โอเมก้า-9 ช่วยเสริมฤทธิ์ในการต่อต้านอนุมูลอิสระสูง รวมทั้งการไหลเวียนของโลหิต  รวมทั้งในฟักข้าว มีไลวัวป่ายปีน ชนิดพิเศษ เรียกว่า ไลโปแคโรทีน (Lipocarotene) เป็นกรดไขมันสายยาวที่ช่วยจับแคโรทีน ก็เลยช่วยซึมซับแคโรทีน ฟักข้าว ก็เลยเป็นแหล่งของไลโคไต่ ที่เยี่ยมที่สุด  ไลวัวปีน เป็นสารต้านอนุมูลอิสระ ซึ่งได้รับการรับรองด้านการแพทย์แล้วว่า ช่วยชะลอความชรา ต้านความเสื่อมของร่างกาย ช่วยลดโรคเกี่ยวกับต่อมลูกหมากในผู้ชาย โดยต่อมลูกหมาก เป็นต่อมที่สร้างน้ำหล่อเลี้ยงสเปิร์ม ต่อมลูกหมากตั้งอยู่ระหว่างกระเพาะปัสสาวะกับท่อเยี่ยว เมื่อผู้ชายอายุสูงขึ้นเป็น ตั้งแต่ 40 ปีขึ้นไป ร่างกายจะผลิตฮอร์โมนเพศชาย(เทสโทสเตอโรน) ลดน้อยลง นำมาซึ่งการทำให้เซลล์ในต่อมลูกหมาก แบ่งตัวมากเพิ่มขึ้น ต่อมลูกหมากจึงโตขึ้น และหากมีการอักเสบร่วมด้วยก็จะมีโอกาสกำเนิดมะเร็ง ได้สูงขึ้น ไลวัวปีนป่าย จะควบคุมการโตของต่อมลูกหมาก ช่วยทำให้เซลล์ของมะเร็งฝ่อตาย รวมทั้งลด การแบ่งเซลล์มะเร็งต่อมลูกหมากได้อีกด้วย
หญ้าหนวดแมว ชื่อวิทยาศาสตร์ : Orthosiphon stamineus Benth.   ตระกูล : Labiatae หรือ Lamiaceae   คุณประโยชน์หญ้าหนวดแมว ช่วยขับเยี่ยว ทำให้การหลั่งเยี่ยวเพิ่มขึ้น นอกเหนือจากนั้น ในแบบเรียนยาหลายฉบับกล่าวถึงคุณประโยชน์ต่างๆเป็นต้นว่า  หนังสือเรียนยาใช้ใบ และลำต้นการรักษา แล้วก็คุ้มครองโรคฟุตบาทปัสสาวะ ลำต้น ใช้ทั้งแบบสดหรือแบบแห้ง ด้วยการต้มดื่ม โดยเฉพาะชายเฒ่าที่ช่วยแก้โรคต่อมลูกหมากโต และขจัดปัญหาปัสสาวะขัดข้อง รวมทั้งมีฤทธิ์สำหรับเพื่อการขับกรดยูริก
เถาวัลย์เปรียง ชื่อวิทยาศาสตร์ Derris scandens (Roxb.) Benth  ชื่อตระกูล Papilionaceae  คุณประโยชน์:           แบบเรียนยาพื้นบ้าน: ใช้เถา ขับฉี่ แก้กระษัยเหน็บชา ถ่ายกษัย แก้เส้นเอ็นขอด ถ่ายเสลด ไม่ขี้ ทำให้เอ็นอ่อนลง ขับเยี่ยว แก้ฉี่พิการ
กระเจี๊ยบแดง ชื่อวิทยาศาสตร์ Hibiscus sabdariffa L. ชื่อวงศ์ Malvaceae  สรรพคุณ:     หนังสือเรียนยาไทย: กลีบเลี้ยงมีรสเปรี้ยว แก้อาการขัดเบา  การเล่าเรียนทางคลินิก: ลดระดับความดันโลหิต ยั้งเชื้อแบคทีเรียในทางเดินฉี่ ทำให้ผู้ป่วยโรคนิ่วในท่อไต ถ่ายปัสสาวะสบายขึ้น คนเจ็บกระเพาะปัสสาวะอักเสบมีลักษณะอาการปวดแสบเวลาปัสสาวะลดน้อยลง  แบบอย่างและขนาดการใช้ยา:   ขับปัสสาวะ ใช้สมุนไพรแห้ง บดเป็นผง 3 กรัม (หรือ 1 ช้อนชา) ชงกับน้ำเดือด 1 ถ้วยแก้ว ดื่มวันละ 3 ครั้ง นาน 7 วัน หรือกระทั่งอาการจะหาย
เอกสารอ้างอิง

  • โรคต่อมลูกหมายโต .สมาคมศัลยแพทย์ระบบปัสสาวะแห่งประเทศไทยในพระบรมราชูปถัมภ์
  • Mohanty NK, Saxena S, Singh UP, Goyal NK, Arora RP. Lycopene as a chemopreventive agent in the treatment of high-grade prostate intraepithelial neoplasia. Urol Oncol Sem Orig Invest 2005;23:383-385
  • สมุนไพรตัวไหนบ้างที่ใช้รักษาต่อมลูกหมากโต.กระดานถาม-ตอบ.สำรักงานสมุนไพรคณะเภสัชศาสตร์มหาวิทยาลัยมหิดล.
  • รศ.นพ.สุรเกียรติอาชานานุภาพ.ต่อมลูกหมากโต.นิตยสารหมอชาวบ้าน.เล่มที่345.คอลัมน์สารานุกรมทันโรค.มกราคม.2551
  • รศ.นพ.อนุพันธ์ ตันติวงศ์.ต่อมลูกหมากโต.ภาวิชาศัลย์ศาสตร์.คณะแพทย์ศาสตร์ศิริราชพยาบาล.มหาวิทยาลัยมหิดล.
  • ต่อมลูกหมากโต-อาการ,สาเหตุ,การรักษา.พบแพทย์ดอทคอม. http://www.disthai.com/
  • Wei MY, Giovannucci EL. Lycopene, tomato products, and prostate cancer incidence: A review and reassessment in the PSA screening era. J Oncol 2012:2012:1-7. (doi: 10.1155/2012/271063)
  • เอมอร.ชัยประทีป.ผลของมะเขือเทศที่อุดมไปด้วยไลโคพีนในโรคต่อมลูกหมากโตและมะเร็งต่อมลูกหมาก.คอลัมน์นิพนธ์ปริทัศน์.นิตยสารไทยเภสัชศาสตร์และวิทยาการสุขภาพ.ปีที่10.ฉบ

14

สมุนไพรลูกใต้ใบ
ลูกใต้ใบ Phyllanthus amarus Schum. & Thonn.
บางถิ่นเรียก ลูกใต้ใบ (กลาง) มะขามป้อมดิน (เหนือ) หญ้าใต้ใบ (นครสวรรค์ อ่างทอง จังหวัดชุมพร) ต้นหญ้าใต้ใบขาว (สุราษฎร์ธานี).
    สมุนไพร   ไม้ล้มลุก มีอายุเพียงแค่ปีเดียว สูงได้ถึง 30 เซนติเมตร ลำต้นไม่มีขน แตกกิ่งก้านสาขามาก. ใบ ผู้เดียว เรียงสลับกัน รูปขอบขนานแกมรูปรี กว้าง 3-4 มิลลิเมตร ยาว 5-9 มิลลิเมตร ปลายใบกลม หรือ มน โคนใบแหลม ขอบใบเรียบ ไม่มีขน ข้างล่างสีอ่อน ก้านใบสั้น หูใบปลายแหลม. ดอก แยกเพศ ดอกเพศผู้ มีขนาดเล็กมากมาย ออกตามง่านใบที่อยู่ต่ำสุด 1-4 ง่าม มักจะออกเป็นกลุ่มๆละ 2-3 ดอก เกสรผู้มี 3 อัน โคนก้านเกสรเชื่อมกันเล็กน้อย อับเรณูแตกตามแนวขนาน. ดอกเพศเมีย มีขนาดใหญ่กว่าดอกเพศผู้ 2 เท่า ออกผู้เดียวๆตามง่ามใบที่อยู่เหนือขึ้นไป กลีบรองกลีบรูปไข่ ขอบกลีบสีอ่อน. ผล มีขนาดเล็ก ไปกลมแป้น ผิวเนียน. เม็ด มีสันตามแนวยาวทางด้นหลัง

นิเวศน์วิทยา
: ขึ้นตามที่รกร้าง และตามข้างทาง
สรรพคุณ : ราก ฝนกับน้ำซาวข้าว รับประทานแก้โรคดีซ่าน และก็แก้เมนส์ไหลไม่หยุด ต้น น้ำต้มทั้งต้นกินเป็นยาระบาย ขับฉี่ เป็นยาฝาดสมาน บำรุงธาตุ ขับน้ำดี บำรุงร่างกาย แก้อาการบวมตามร่างกาย โรคตับเหลือง ฟุตบาทฉี่อักเสบ แก้เจ็บท้อง ช่วยย่อย และก็ขับรอบเดือน น้ำสุกเปลือกต้น รับประทานเป็นยาระบาย ใบ น้ำสุกใบ กินเป็นยาแก้ปวดท้อง บำรุงธาตุ ลดไข้ ขับนิ่วในไต ขับฉี่ แก้น้ำเหลืองเสีย รวมทั้งแก้ไอเด็ก ตำเป็นยาพอกรอยแผล แก้บวมน้ำ รวมทั้งถ้าเกิดประสมเกลือบางส่วน ใช้พอกแก้อาการคัน รวมทั้งอักเสบของผิวหนังบางประเภท

Tags : สมุนไพร

15

ปูทะเล
ปูทะเลเป็นสัตว์ที่ไม่มีกระดูกสันหลังในชั้นครัสเตเชีย ที่เจอในประเทศมีขั้นต่ำ ๓ จำพวก ทุกประเภทจัดอยู่ในวงศ์  Portunidae คือ
๑.ปูดำ หรือ ปูแดง มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Scylla serrata (forsskal) จำพวกนี้เจอตามป่าชายเลนทั่วๆไป
๒.ปูขาว หรือ ปูทองหลาง มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Scylla oceanic dana ประเภทนี้พบตามพื้นทะเลทั่วๆไป
๓.ปูเขียว หรือ ปูทองคำโหลง หรือ ปูลาย มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Scylla transquebarica Fabricius
จำพวกนี้เจอตามพื้นทะเลทั่วไปทั้ง ๓ จำพวกมีลักษณะคล้ายกัน แต่แตกต่างกันด้านสีรวมทั้งหนามที่ขอบกระดองรวมทั้งสภาพถิ่นอาศัย กระทั่งนักวิชาการลางสำนักจัดเป็นประเภทเดียวกันหมดหมายถึงScylla serrata  (Forsskal)
ชีววิทยาของปูทะเล
ปูทะเลอาจมีกระดองขนาดกว้างได้ถึง ๒๐ เซนติเมตร มีลำตัวที่แบ่งได้ ๒ ส่วน คือ ท่อนหัวที่เชื่อมรวมกับอกมีกระดองเป็นเปลือกปกคลุมอยู่ข้างบน  กับส่วนท้องที่พับแนบติดกับลำตัวทางด้านล่าง ชาวบ้านเรียกส่วนนี้ว่า กระจับปิ้ง ซึ่งในเพศผู้จะเป็นสามเหลี่ยมแคบ ส่วนในตัวเมียจะแผ่กว้างออกเป็นรูปโค้งกลม มีขา ๕ คู่ คู่แรกเปลี่ยนไปเป็นก้ามใหญ่ ใช้จับเหยื่อและปกป้อง รวมทั้งตัวผู้ใช้จับภรรยาเวลาสืบพันธุ์ ขาคู่ที่ ๒-๕ มักมีปลายแหลม ใช้สำหรับคลานหรือเดิน ส่วนขาสุดท้ายของปูทะเลจะแบนเป็นกรรเชียง ช่วยสำหรับในการว่าย ปูทะเลหายใจโดยเหงือกซึ่งมีลักษณะคล้ายฟองน้ำ  ชาวบ้านเรียก  นมปู  เห็นได้เมื่อเปิดกระดองออก  ปูทะเลอาจสลัดก้ามทิ้งได้  โดยสร้างก้ามใหม่ขึ้นมาเมื่อลอกคราบครั้งถัดมา  ตามปรกติหลังจากการลอกคราบเพียงแค่ ๒ รั้ง ก้ามปูอาจมีขนาดใหญ่เหมือนเดิมได้  การลอกคราบของปูเป็นกรรมวิธีการช่วยเพิ่มขนาด  หลังจากปูกินอาหารแล้วก็สะสมไว้พอเพียงแล้ว  ก็จะสลัดเปลือกเดิมทั้งปวงทิ้งไป  แล้วสร้างเปลือกใหม่ขึ้นมาแทน  ปูที่มีอายุน้อยนั้นลอกคราบหลายครั้ง  แต่จะค่อยๆห่างขึ้นเมื่อปูโตเต็มที่แล้ว ฤดูผสมพันธุ์ของปูทะเลอยู่ในช่วงต.ค.ถึงธ.ค. ในขณะนี้ปูทะเลมีไข่มากมาย ก่อนจะมีการผสมพันธุ์นั้น เพศผู้อุ้มตัวเมียไว้เพื่อรอคอยกระทั่งตัวเมียลอกคราบ ภายหลังจากผสมพันธุ์แล้ว ตัวเมียจะปลดปล่อยไข่ออกมาไว้กระจับปิ้ง ใช้รยางค์ของส่วนท้องโอบไข่เอาไว้ ไข่ในระยะแรกมีสีเหลืองอ่อนๆแต่จะเปลี่ยนเป็นสีแก่ขึ้น จนกระทั่งเป็นสีส้มแล้วก็สีน้ำตาล ตามลำดับ แล้วต่อจากนั้นไข่จึงฟักเป็นตัวอ่อน ดำรงชีวิตเป็นพลิกก์ตอนลอยไปกับน้ำทะเล แล้วลอกคราบเปลี่ยนแปลงรูปร่างเป็นตัวอ่อนอีกระยะหนึ่ง จึงจะจมลงสู่พื้นทะเลเปลี่ยนรูปร่างเป็นปูขนาดเล็กถัดไป

ผลดีทางยา
สมุนไพร หมอแผนไทยใช้ “ก้ามปูทะเลเผา” เป็นเครื่องยาอย่างหนึ่งสำหรับเพื่อการประกอบยาหลายขนาน อาทิเช่น ยาทาแก้แผลอันเกิดขึ้นได้เพราะมีสาเหตุเนื่องมาจากไส้ขาดไส้ลุกลาม กระตุ้นแล้วส่งผลให้มีการเกิดอาการปวดแสบปวดร้อนยิ่งนัก ซึ่งบึนทึกไว้ใน พระคู่มือมุจฉาปักขันทิกา ดังต่อไปนี้ ถ้าไม่หาย  ให้ร้อนหนัก ท่านให้เอา ก้ามปูทะเลเผา ๑ ฝาหอยโข่งเผา ๑ รากลำโพงแดง  ๑  รากขัดมอน  ๑  ฝางเสน  ๑  โปตัสเซี่ยมไนเตรด ๑ เปลือกจิกที่นา ๑ ผลจิกนา  ๑  เอาเสมอ  บดด้วยน้ำลายจรเข้เป็นกระสาย  หายแล ยาแก้อยากดื่มน้ำแก้ร้อนภายในอันทำให้หอบขนานหนึ่ง  ซึ่งบันทึกไว้ภายในพระคู่มือธาตุวิภังค์ เข้าเครื่องยาที่เรียก “ก้ามปูสมุทรเผาไฟ” ด้วย  ยาขนานนี้ตำราเรียนว่าใช้ “อีกทั้งรับประทานอีกทั้งพ่น”  ดังนี้ ขนานหนึ่งแก้ระหายน้ำให้ร้อนด้านในแลให้หอบ  ท่านให้เอาสังข์หนามเผาไฟ ๑  รากบัวหลวง ๑  ฝุ่นละอองจีน  ๑  รังสุนัขร่าเผาไฟ  ๑  ชาดก้อน  ๑ ดอกพิกุล ๑  ดอกสาระภี  ๑  ดอกบุนนาค  ๑  เกสรบัวหลวง ๑ การบูร ๑ รากสลอดน้ำ ๑ รากคันทรง ๑ ก้ามปูสมุทรเผาไฟ ๑ ดินประสิวขาว ๑ ยาดังนี้เอาส่วนเสมอกัน บดเปนแท่ง ละลายน้ำดอกไม้สด ทั้งกินพ่น แก้ร้อนแก้ระหายน้ำ เสทตกก็หายแล

Tags : สมุนไพร

หน้า: [1] 2 3 ... 5