แสดงกระทู้

This section allows you to view all posts made by this member. Note that you can only see posts made in areas you currently have access to.


Messages - plawan1608

หน้า: [1] 2 3 4
1

การใช้นำมันนวดตามจุดต่างๆ
[url=https://www.charmingfresh.com/product/49/%E0%B8%99%E0%B9%89%E0%B8%B3%E0%B8%A1%E0%B8%B1%E0%B8%99%E0%B8%99%E0%B8%A7%E0%B8%94%E0%B8%AA%E0%B8%A1%E0%B8%B8%E0%B8%99%E0%B9%84%E0%B8%9E%E0%B8%A3https://www.chiangdaonaturefood.com/product/45/%E0%B8%99%E0%B9%89%E0%B8%B3%E0%B8%A1%E0%B8%B1%E0%B8%99%E0%B8%99%E0%B8%A7%E0%B8%94%E0%B8%AA%E0%B8%A1%E0%B8%B8%E0%B8%99%E0%B9%84%E0%B8%9E%E0%B8%A3]น้ำมันนวด[/url] เป็นวิธีดูแลสภาพผิวและสุขภาพที่ขอแนะนำเป็นการนวด ที่สกัดจากสมุนไพรและพืชต่างๆที่อุดมไปด้วยประโยชน์ที่ดีต่อสุขภาพ โดนการนำสารสกัดกลิ่นและเนื้อน้ำมันเหล่านั้นมานวดตามจุดต่างๆของร่างกายด้วยกลิ่นหอม รวมทั้งสัมผัสของของน้ำมันที่เต็มไปด้วยธรรมชาติจะเข้าไปช่วยกระตุ้นระบบต่างๆของร่างกาย ลดความตึงเครียด ทำให้เราผ่อนคลาย รวมไปถึงช่วยในเรื่องของความชุ่มชื้นและผิวพรรณให้ดูดีขึ้นด้วย วันนี้เราจะพาไปดูประโยชน์ของการนวดน้ำมันว่ามีประโยชน์ในด้านใดบ้าง
1.การนวดน้ำมันจะเข้าไปช่วยกระตุ้นการทำงานของระบบประสาทให้ทำงานดีมากขึ้น ลดการตึงเครียด ทำให้เราผ่อนคลาย
2.การนวดน้ำมัน จะช่วยกระตุ้นการทำงานของโลหิต ให้ทำงานได้ดี มีประสิทธิภาพมากขึ้น รวมทั้งสามารถหล่อเลี้ยงออกซิเจนและสารอาหารต่างๆทั่วร่างกายอย่างครบถ้วน ป้องกันโรคต่างๆรวมทั้งความดันโลหิตได้ดีอีกด้วย
3.ความยืดหยุ่นให้ร่างกาย ด้วยการเข้าไปซ่อมแซมและฟื้นฟูระบบกล้ามเนื้อ ข้อต่างๆในร่างกายทำงานได้ดีและมีประสิทธิภาพมากขึ้น
4.เพิ่มความชุ่มชื้นให้กับผิว เข้าไปกำจัดสารพิษ ทั้งภายในร่างกายและสภาพผิว ช่วยผลัดเซลล์ที่ตายแล้วให้หลุดออกมา ทำให้ผิวของคุณเรียบเนียนชุ่มชื้น ดูมีน้ำมีนวล
5.ช่วยในเรื่องการนอนหลับให้ดีกว่าเดิม น้ำมันนวด ผ่อนคลายสมองและร่างกายต่างๆ ส่งผลต่อระบบประสาท ทำให้นอนหลับสนิทได้ดีว่าเดิม
ปวดเมื่อยร่างกายทีไร สิ่งแรกที่ทุกคนนึกถึงก็คงอยากจะพาตัวเองไปนอนเอนกาย รับบริการนวดแผนไทย นวดน้ำมัน หรือนวดอะไรก็ได้สักอย่างเพื่อให้เราคลายความปวดเมื่อยเนื้อตัว แต่นอกจากการนวดจะช่วยให้เราสบายตัวขึ้น ว่าไม่ใช่แค่คลายความปวดเมื่อยที่การนวดสามารถทำให้เราได้ แต่ยังมีอีก 6 ประโยชน์ที่น่าแปลกใจและดีใจไปพร้อม ๆ กัน ที่ร่างกายจะได้รับผลดีผ่านการบีบนวดเนื้อตัวตามนี้เลยค่ะ


ลดอาการปวดหัวไมเกรน


          สำหรับคนที่เคยทรมานจากอาการปวดหัวไมเกรนอยู่บ่อยครั้ง แพทย์ก็ได้แนะนำให้ลองไปนวดบำบัดสุขภาพดูบ้าง เพราะจากผลการศึกษาของมหาวิทยาลัยโอ๊คแลนด์ ประเทศนิวซีแลนด์ พบว่า ผู้ที่มีอาการปวดหัวไมเกรนที่ได้รับบริการนวดตัวติดต่อกัน 2-3 สัปดาห์ จะสามารถบรรเทาอาการข้างเคียงของโรคไมเกรน และนอนหลับได้อย่างสนิทขึ้นด้วยค่ะ
 บรรเทาอาการกล้ามเนื้ออักเสบจากการออกกำลังกาย
          เวลาที่ออกกำลังกายอย่างหนัก ร่างกายจะได้รับผลกระทบเป็นอาการปวดเมื่อย หรือกล้ามเนื้ออักเสบเป็นของแถม ซึ่งการศึกษาของ Buck Institute for Research on Aging and McMaster University in Ontario, Canada ก็ได้เผยวิธีบรรเทาอาการว่า ให้ลองไปเอนกายรับบริการนวดตัวดูบ้าง เพราะน้ำมันนวด จะช่วยคลายกล้ามเนื้อที่ตึงเครียดจากการออกกำลังกายได้ดีเทียบเท่าการรับประทานยาคลายกล้ามเนื้อยังไงยังงั้นเลยล่ะ


มองเด็กขึ้น


          ต่อแต่นี้ไปไม่ต้องลำบากแอ๊บแบ๊วกระชากวัยอีกต่อไป เพราะเหตุว่าเพียงแต่ไปสปาให้เขานวดๆบีบๆร่างกายอยู่เสมอๆก็สามารถทำให้เรามองเด็กขึ้นได้แล้ว โดยผู้ที่มีความชำนาญด้านผิวหนังก็ได้ชี้แจงเพิ่มเติมอีกว่า การขัดหน้าหรือนวดหน้า รวมถึงนวดตัว เป็นการกระตุ้นให้เลือดในร่างกายไหลเวียนดีขึ้นน้ำมันนวด ซึ่งก็ทำให้สุขภาพผิวดียิ่งขึ้นด้วย ทั้งการนวดยังช่วยกระตุ้นการทำงานของต่อมท่อน้ำเหลือง ให้กำจัดสารพิษที่อยู่ใต้ผิวหนังให้หมดไป ทำให้สารอาหารและวิตามินต่างๆซึมไปสู่เซลล์ผิวได้ดีขึ้น ช่วยให้ผิวดูเบิกบานใจเต่งตึงได้อีกที รวมไปถึงกำจัดริ้วรอยเหี่ยวย่นบริเวณผิวหน้าได้อีกด้วยนะ


คุ้มครองป้องกันอาการ PMS


          สาวๆทุกคนอาจจะรู้ว่าอาการ PMS ก่อนมีเมนส์นั้นสร้างความทรมาทรกรรมให้กับพวกเราได้มากมายขนาดไหน แต่วันนี้พวกเราไม่จำเป็นที่จะต้องมาวิตกกังวลกับอาการกลุ่มนี้อีกต่อไป เนื่องจากผลการศึกษาของ Touch Research Institute and University of Miami Medical School พบว่า การนวดตัวสามารถปกป้องอาการข้างๆทุกชนิดในขณะที่เพศหญิงมีรอบเดือนได้อยู่หมัด ไม่ว่าจะเป็นลักษณะของการปวดหลัง ปวดท้อง ตัวบวม น้ำหนักขึ้น หรืออาการหงุดหงิดฉุนเฉียว แต่ว่าวิธีนวดบางทีอาจจะได้ผลลัพธ์ที่ดีกับผู้หญิงที่มีอายุตั้งแต่ 19-45 ปี เท่านั้นนะคะ


ลดอาการใกล้กันของโรคมะเร็ง


          ผลวิจัยจากมหาวิทยาลัยบอสตันเผยว่า ผู้เจ็บป่วยโรคมะเร็งระยะแพร่ระบาดที่ได้รับการนวดตัว จะสามารถนอนก้าวหน้าขึ้น ทุเลาลักษณะการเจ็บปวด รวมทั้งมีคุณภาพชีวิตที่ดียิ่งขึ้นด้วย ซึ่งสอดคล้องกับผลวิจัยของ Memorial Sloan-Kettering Cancer Center in New York City ในปี 2004 ที่เปิดเผยว่า คนป่วยโรคมะเร็งระยะแพร่กระจาย จะทรมานจากอาการเจ็บปวดลดน้อยลง อ้วกน้อยครั้ง ไหมคลื่นไส้เลย รู้สึกสดชื่นขึ้น ความดันดีกว่าเดิม และก็เครียดจากอาการป่วยลดน้อยลง ภายหลังจากได้รับการบำบัดด้วยแนวทางนวด


ทุเลาอาการปวดเรื้อรัง


          น้ำมันนวด ผู้เชี่ยวชาญด้านกายภาพบำบัดรักษาได้บอกกล่าวถึงประสบการณ์ของตัวเองให้ฟังว่า ผู้ที่มีลักษณะอาการปวดเรื้อรัง ดังเช่น ปวดตามข้อ โรคข้ออักเสบ และก็อาการปวดปวดเมื่อยเรื้อรังอื่นๆจะคลายลักษณะการเจ็บปวดเหล่านี้ลงไปได้มาก ภายหลังได้รับบริการนวดอย่างถูกต้องต่อเนื่องกันเพียงแต่ 2-3 ครั้งเพียงเท่านั้น เพราะว่าน้ำมันนวด ใช้ได้อย่างถูกจุด จะช่วยทุเลาอาการเกร็งของกล้ามในส่วนนั้นๆได้อย่างรวดเร็ว ก็เลยสามารถทุเลาลักษณะการเจ็บปวดของกล้ามบริเวณนั้นได้อย่างทันใจนั่นเองจ้ะ

2

การใช้นำมันนวดตามจุดต่างๆ
น้ำมันนวด เป็นวิธีดูแลสภาพผิวและสุขภาพที่ขอแนะนำเป็นการนวด ที่สกัดจากสมุนไพรและพืชต่างๆที่อุดมไปด้วยประโยชน์ที่ดีต่อสุขภาพ โดนการนำสารสกัดกลิ่นและเนื้อน้ำมันเหล่านั้นมานวดตามจุดต่างๆของร่างกายด้วยกลิ่นหอม รวมทั้งสัมผัสของของน้ำมันที่เต็มไปด้วยธรรมชาติจะเข้าไปช่วยกระตุ้นระบบต่างๆของร่างกาย ลดความตึงเครียด ทำให้เราผ่อนคลาย รวมไปถึงช่วยในเรื่องของความชุ่มชื้นและผิวพรรณให้ดูดีขึ้นด้วย วันนี้เราจะพาไปดูประโยชน์ของการนวดน้ำมันว่ามีประโยชน์ในด้านใดบ้าง
1.การนวดน้ำมันจะเข้าไปช่วยกระตุ้นการทำงานของระบบประสาทให้ทำงานดีมากขึ้น ลดการตึงเครียด ทำให้เราผ่อนคลาย
2.การนวดน้ำมัน จะช่วยกระตุ้นการทำงานของโลหิต ให้ทำงานได้ดี มีประสิทธิภาพมากขึ้น รวมทั้งสามารถหล่อเลี้ยงออกซิเจนและสารอาหารต่างๆทั่วร่างกายอย่างครบถ้วน ป้องกันโรคต่างๆรวมทั้งความดันโลหิตได้ดีอีกด้วย
3.ความยืดหยุ่นให้ร่างกาย ด้วยการเข้าไปซ่อมแซมและฟื้นฟูระบบกล้ามเนื้อ ข้อต่างๆในร่างกายทำงานได้ดีและมีประสิทธิภาพมากขึ้น
4.เพิ่มความชุ่มชื้นให้กับผิว เข้าไปกำจัดสารพิษ ทั้งภายในร่างกายและสภาพผิว ช่วยผลัดเซลล์ที่ตายแล้วให้หลุดออกมา ทำให้ผิวของคุณเรียบเนียนชุ่มชื้น ดูมีน้ำมีนวล
5.ช่วยในเรื่องการนอนหลับให้ดีกว่าเดิม น้ำมันนวด ผ่อนคลายสมองและร่างกายต่างๆ ส่งผลต่อระบบประสาท ทำให้นอนหลับสนิทได้ดีว่าเดิม
ปวดเมื่อยร่างกายทีไร สิ่งแรกที่ทุกคนนึกถึงก็คงอยากจะพาตัวเองไปนอนเอนกาย รับบริการนวดแผนไทย นวดน้ำมัน หรือนวดอะไรก็ได้สักอย่างเพื่อให้เราคลายความปวดเมื่อยเนื้อตัว แต่นอกจากการนวดจะช่วยให้เราสบายตัวขึ้น ว่าไม่ใช่แค่คลายความปวดเมื่อยที่การนวดสามารถทำให้เราได้ แต่ยังมีอีก 6 ประโยชน์ที่น่าแปลกใจและดีใจไปพร้อม ๆ กัน ที่ร่างกายจะได้รับผลดีผ่านการบีบนวดเนื้อตัวตามนี้เลยค่ะ


ลดอาการปวดหัวไมเกรน


          สำหรับคนที่เคยทรมานจากอาการปวดหัวไมเกรนอยู่บ่อยครั้ง แพทย์ก็ได้แนะนำให้ลองไปนวดบำบัดสุขภาพดูบ้าง เพราะจากผลการศึกษาของมหาวิทยาลัยโอ๊คแลนด์ ประเทศนิวซีแลนด์ พบว่า ผู้ที่มีอาการปวดหัวไมเกรนที่ได้รับบริการนวดตัวติดต่อกัน 2-3 สัปดาห์ จะสามารถบรรเทาอาการข้างเคียงของโรคไมเกรน และนอนหลับได้อย่างสนิทขึ้นด้วยค่ะ
 บรรเทาอาการกล้ามเนื้ออักเสบจากการออกกำลังกาย
          เวลาที่ออกกำลังกายอย่างหนัก ร่างกายจะได้รับผลกระทบเป็นอาการปวดเมื่อย หรือกล้ามเนื้ออักเสบเป็นของแถม ซึ่งการศึกษาของ Buck Institute for Research on Aging and McMaster University in Ontario, Canada ก็ได้เผยวิธีบรรเทาอาการว่า ให้ลองไปเอนกายรับบริการนวดตัวดูบ้าง เพราะ[url=https://www.charmingfresh.com/product/49/%E0%B8%99%E0%B9%89%E0%B8%B3%E0%B8%A1%E0%B8%B1%E0%B8%99%E0%B8%99%E0%B8%A7%E0%B8%94%E0%B8%AA%E0%B8%A1%E0%B8%B8%E0%B8%99%E0%B9%84%E0%B8%9E%E0%B8%A3https://www.chiangdaonaturefood.com/product/45/%E0%B8%99%E0%B9%89%E0%B8%B3%E0%B8%A1%E0%B8%B1%E0%B8%99%E0%B8%99%E0%B8%A7%E0%B8%94%E0%B8%AA%E0%B8%A1%E0%B8%B8%E0%B8%99%E0%B9%84%E0%B8%9E%E0%B8%A3]น้ำมันนวด[/url][/url][/color] จะช่วยคลายกล้ามเนื้อที่ตึงเครียดจากการออกกำลังกายได้ดีเทียบเท่าการรับประทานยาคลายกล้ามเนื้อยังไงยังงั้นเลยล่ะ


มองเด็กขึ้น


          ต่อไปนี้ไม่ต้องลำบากแอ๊บแบ๊วดึงวัยอีกต่อไป เนื่องจากเพียงไปสปาให้เขานวดๆบีบๆร่างกายอยู่เสมอๆก็สามารถทำให้พวกเรามองเด็กขึ้นได้แล้ว โดยผู้ที่มีความชำนาญด้านผิวหนังก็ได้อธิบายเพิ่มอีกว่า การขัดหน้าหรือนวดหน้า รวมถึงนวดตัว เป็นการกระตุ้นให้เลือดในร่างกายไหลเวียนน้ำมันนวด ซึ่งก็ทำให้สุขภาพผิวดียิ่งขึ้นด้วย อีกทั้งการนวดยังช่วยกระตุ้นหลักการทำงานของต่อมท่อน้ำเหลือง ให้กำจัดพิษที่อยู่ใต้ผิวหนังให้หมดไป ทำให้สารอาหารและวิตามินต่างๆซึมเข้าสู่เซลล์ผิวได้ดีขึ้น ช่วยให้ผิวมองสดชื่นเต่งตึงได้อีกครั้ง รวมไปถึงกำจัดริ้วรอยเหี่ยวย่นรอบๆผิวหน้าได้อีกด้วยนะ


คุ้มครองป้องกันอาการ PMS


          ผู้หญิงทุกคนอาจรู้ดีว่าอาการ PMS ก่อนมีประจำเดือนนั้นสร้างความทรมานให้กับพวกเราได้มากมายแค่ไหน แม้กระนั้นวันนี้พวกเราไม่ต้องกังวลกับอาการเหล่านี้อีกต่อไป เพราะว่าผลการศึกษาเรียนรู้และค้นคว้ารวมทั้งการวิจัยของ Touch Research Institute and University of Miami Medical School พบว่า การนวดตัวสามารถคุ้มครองอาการใกล้กันทุกชนิดตอนที่หญิงมีระดูได้อยู่มือ ไม่ว่าจะเป็นลักษณะของการปวดข้างหลัง เจ็บท้อง ตัวบวม น้ำหนักขึ้น หรืออาการรำคาญฉุนเฉียว แต่วิธีนวดบางทีก็อาจจะได้ประสิทธิภาพที่ดีกับผู้หญิงที่มีอายุตั้งแต่ 19-45 ปี แค่นั้นนะคะ


ลดอาการข้างๆของโรคมะเร็ง


          ผลวิจัยจากมหาวิทยาลัยบอสตันเปิดเผยว่า คนป่วยโรคมะเร็งระยะแพร่ขยายที่ได้รับการนวดตัว จะสามารถนอนเจริญขึ้น ทุเลาลักษณะการเจ็บปวด รวมทั้งมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นด้วย ซึ่งสอดคล้องกับผลการวิจัยของ Memorial Sloan-Kettering Cancer Center in New York City ในปี 2004 ที่เปิดเผยว่า คนเจ็บโรคมะเร็งระยะแพร่ขยาย จะทรมานจากลักษณะของการเจ็บปวดน้อยลง คลื่นไส้น้อยครั้ง หรือไม่อาเจียนเลย รู้สึกมีชีวิตชีวาขึ้น ความดันดีมากกว่าเดิม แล้วก็เครียดจากลักษณะการป่วยลดน้อยลง หลังจากได้รับการบำบัดด้วยแนวทางนวด


บรรเทาอาการปวดเรื้อรัง


          น้ำมันนวด ผู้ชำนาญทางกายภาพบำบัดรักษาได้บอกกล่าวถึงประสบการณ์ของตนให้ฟังว่า คนที่มีอาการปวดเรื้อรัง ดังเช่น ปวดตามข้อ โรคข้ออักเสบ และก็ลักษณะของการปวดปวดเมื่อยเรื้อรังอื่นๆจะคลายลักษณะของการเจ็บปวดพวกนี้ลงไปได้มาก ภายหลังจากได้รับบริการนวดอย่างแม่นยำต่อเนื่องกันเพียง 2-3 ครั้งเท่านั้นเอง เพราะน้ำมันนวด ใช้ได้อย่างถูกจุด จะช่วยบรรเทาอาการเกร็งของกล้ามในส่วนนั้นๆได้อย่างรวดเร็ว จึงสามารถทุเลาลักษณะการเจ็บปวดของกล้ามบริเวณนั้นได้อย่างทันใจนั่นเองจ้ะ

3

ฟ้าทะลายโจร
ชื่อสมุนไพร ฟ้าทะลายโจร
ชื่ออื่นๆ/ชื่อเขตแดน  น้ำลายพังพอน , จอมโจรห้าร้อย (ภาคกึ่งกลาง,กรุงเทพ), สามสิบดี (ร้อยเอ็ด) , ฟ้าสาง (จ.สกลนคร) , เขยตายายหุ้ม (ราชบุรี) , หญ้ากันงู (สงขลา) , ฟ้าสะท้าน (จังหวัดพัทลุง) , เมฆทะลาย (จังหวัดยะลา) ,เชิญสิน , เจ๊กเกี้ยงฮี้ , โขว่เซ่า , ซีปังฮี (จีน)
ชื่อสามัญ  Kariyat, Creat, Herba  Andrographis, Indian Echinace
ชื่อวิทยาศาสตร์  Andrographis paniculata (Burm. f .) Nees
ชื่อพ้องวิทยาศาสตร์  Andrographis paniculata (Burm.f.) Nees
สกุล   Acanthaceae
บ้านเกิดเมืองนอน ฟ้าทะลายมิจฉาชีพ เป็นไม้ล้มลุกในเชื้อสายเดียวกับโหระพาหรือกระเพรา มีบ้านเกิด รวมทั้งเจอแพร่ระบาดตามประเทศต่างๆในทวีปเอเซีย ซึ่งจัดเป็นสมุนไพรแคว้นในประเทศแถบเอเชียรวมถึงเอเซียอาคเนย์ ได้แก่ ประเทศอินเดีย จีน ศรีลังกา ไทย รวมทั้งยังคงใช้กันอย่างล้นหลามในหลายประเทศทั่วทวีปเอเชีย โดยนิยมนำส่วนของใบและลำต้นใต้ดินมาทำเป็นยารักษาโรค โดยเป็นไม้ล้มลุกที่มีรสขมจัด กระทั่งขึ้นชื่อว่าเป็นแรงวแห่งความขม “King of the Bitterness”  ในขณะนี้สามารถเจอฟ้าทะลายขโมยได้ทั่วไปในประเทศไทย ลาว เขมร มาเลเซีย อินโดนีเซีย เวียดนาม จีน อินเดีย ศรีลังกา รวมทั้งหมู่เกาะในทะเลแคริบเบียน ส่วนในประเทศไทยนั้นสามารถเจอได้ทุกภาคของประเทศ รวมทั้งยังเป็นสมุนไพรที่กำลังเป็นที่นิยมสำหรับในการนำมาใช้ผลดีสำหรับในการรักษาโรคอีกด้วย
ลักษณะทั่วไป ฟ้าทะลายขโมย เป็นไม้พุ่มเตี้ยสูง 40-80 เซลเซียสมัธยม ลำต้นลักษณะสี่เหลี่ยม แตกกิ่งก้านสาขามาก ทั้งยังต้นมีรสขมมาก ใบออกตรงกันข้ามกัน ตัวใบยาวรีปลายใบเรียวแหลม ยาว 2-8 ซ.ม. กว้าง 1-3 เซลเซียสมัธยม ขอบใบมีรอยหยักเล็กน้อยเกือบจะเรียบ ก้านใบสั้นจนแทบจะเรียกว่า ไม่มีก้านใบ ดอกออกมาจากซอกใบหรือที่ปลายกิ่ง กลีบเลี้ยงมีสีเขียว ยาวราวๆ 3 ม.มัธยม ส่วนโคนชิดกันปลายแยกเป็น 5 กลีบเรียวแหลมกลีบดอกไม้ติดกันเป็นหลอดสีขาว ปลายแยกเป็น 2 ซีกใหญ่ๆเหมือนปาก ซีกบนขนาดใหญ่กว่าซีกข้างล่าง
ส่วนปลายยังแบ่งเป็นกลีบเล็กๆ3 กลีบ มีรอยกระสีม่วง ส่วนล่างมีขนาดเล็ก ส่วนปลายมีรอยแยกเป็น 2 กลีบสีขาว เกสรตัวผู้มี 2 อัน ชิดกับกลีบดอก ก้านเกสรเป็นเส้นสีขาวบางๆยื่นออกมา 2 เส้น มีขนนุ่มๆปกคลุมอยู่ ปลายมีอับเรณูสีม่วงดำ ก้านเกสรตัวเมียเป็นเส้นยาวๆบางๆสีแดงอมาแตะต้องที่อับเรณูของเกสรตัวผู้ รังไข่มี 1 อัน ผลเป็นฝักทรงกระบอกแบนมีร่องลึกกึ่งกลางด้านแบบทั้งสองด้าน ฝักยาวโดยประมาณ 1.5 เซลเซียสมัธยม กว้าง 0.5 เซลเซียสม. ฝักแก่แล้วแตกตามรอยข้าง ฝักแบ่งเป็น 2 ด้าน โดยมีร่องลึกนั้นอยู่ที่ส่วนละร่อง เมล็ดสีส้มแดงแข็ง ดูออกจะโปร่งแสง ฝักหนึ่งมีเม็ดหลายเมล็ด
การขยายพันธุ์
ฟ้าทะลายมิจฉาชีพเป็นพืชล้มลุกนานหลายปี สามารถประสบพบเห็นได้ตามพื้นที่ทั่วๆไป เป็นพืชที่เติบโตได้ดีในทุกสภาพดิน ถูกใจดินร่วนซุย ดินมีความชื้น สามารถเติบโตในพื้นที่ที่มีวัชพืชขึ้นดกได้ดี พบได้มากอีกทั้งในที่โล่งแจ้งหรือแดดรำไร
การขยายพันธุ์ฟ้าทะลายมิจฉาชีพนิยม ขยายพันธุ์ด้วยการเพาะเม็ด เม็ดที่ใช้ควรจะเป็นเมล็ดแก่ที่มีลักษณะสีดำ โดยการโปรยในแปลงดินหรือพื้นที่ว่างทั่วไป รวมถึงการหยอดเม็ดในกระถาง เมล็ดจะแตกออกข้างใน 1-2 อาทิตย์
ฟ้าทะลายโจรหลังเมล็ดแตกออกแล้วไม่อยากการดูแลมากมายเหมือนพืชทั่วไป เนื่องด้วยไม่มีโรคหรือแมลงคอยทำลายเท่าไรนัก เพียงแค่คอยกำจัดวัชพืชรอบลำต้นก็สามารถเติบโตเจริญ และไม่จะต้องใช้ปุ๋ยเคมีแต่อย่างใด แม้กระนั้นควรจะรอให้ปุ๋ยคอก ปุ๋ยคอก แล้วก็กระพรวนดินให้ร่วนซุยบ่อย
สำหรับในการเก็บเกี่ยวควรจะเก็บเกี่ยวในตอนที่พืชออกดอกตั้งแต่แมื่อเริ่มออกดอกจนกระทั่งดอกบานจำนวนร้อยละ 50 เพื่อมีปริมาณสารสำคัญสูง ซึ่งพืชจะแก่ราว 110-150 วัน
องค์ประกอบทางเคมี
ส่วนเหนือดินฟ้าทะลายโจร มีสารสำคัญพวกไดเทอร์พีนแล็กโทน (diterpene lactones) หลากหลายประเภท ดังเช่น แอนโดเกลื่อนกลาดราโฟไลด์ (andrographolide) นีโอแอนโดร-กราโฟไลด์ (neoandrographolide) ดีออกซีแอนโดร-กราโฟไลด์ (deoxyandrographolide) ดีออกซีไดดีไฮโดรแอนโดรกราโฟไลด์ (deoxy-didehydro andrographolide) ทั้งนี้วัตถุดิบฟ้าทะลายขโมยที่ดีต้องมีจำนวนแล็กโทนรวมคำนวณเป็นแอนโดรกราโฟไลด์ไม่ต่ำยิ่งกว่าร้อยละ 6 และไม่ควรที่จะเก็บวัตถุดิบไว้ใช้นานๆเพราะจำนวนสารสำคัญจะลดโดยประมาณจำนวนร้อยละ 25 เมื่อเก็บไว้ 1 ปี รวมถึงยังมีสารกลุ่มฟลาโวน ได้แก่ aroxylin, wagonin, andrographidine A , paniculide A ,paniculide B , paniculide C , andrographolide , neoandrographolide ,
deoxyandrographolide-19-B-D-glucopyranoside , deoxyandrographolide , caffeic acid (3, 4- dihydroxy-cinnamicacid) , chlorogenic acid , 3, 5-dicaffeoyl-d-quinic acid , Ninandrographolide
    Andrographoside                         Paniculide A               
คุณประโยชน์/สรรพคุณ สำหรับเพื่อการนำฟ้าทะลายโจรมาใช้ประโยชน์นั้นส่วนใหญ่จะเน้นหนักในเรื่องคุณประโยชน์ทางยาสำหรับเพื่อการรักษาโรคมากกว่าจะนำมาทำประโยชน์อื่น ซึ่งสรรพคุณของฟ้าทะลายมิจฉาชีพนั้นมีดังนี้
ตำราเรียนยาไทย ฟ้าทะลายโจรเป็นยาเย็นมีรสขมใช้ดับร้อน , แก้พิษ , เพื่อรักษาไข้ หวัด ไข้หวัดใหญ่ ดับพิษร้อน ยับยั้งอักเสบในอาการไอ เจ็บคอ คออักเสบ ต่อมทอนซิล หลอดลมอักเสบ ปอดอักเสบ เยื่อหุ้มสมองอักเสบ ถุงน้ำดีอักเสบ  ขับเสมหะ ลดบวม แก้บิด แก้กระเพาะอักเสบ ลำไส้อักเสบ รักษาโรคผิวหนัง ฝี การต่อว่าดเชื้อ ที่ทำให้มีอาการปวดท้อง ท้องเดิน บิด ทำให้เจริญอาหาร ลดระดับความดันเลือด คางทูม หูชั้นกลางหรือปากอักเสบอื่นๆอีกมากมาย
ส่วนในทางการแพทย์แผนปัจจุบันได้เจาะจงคุณประโยชน์ของฟ้าทะลายมิจฉาชีพไว้ดังต่อไปนี้  ช่วยรักษาโรคหวัด เพราะว่ามีสารสำคัญทางวิชาพฤกษศาสตร์หลายแบบ ได้แก่ ไดเทอร์ปีนแลคโตน (Diterpene Lactones) ฟลาโวนอยด์ (Flavonoid) รวมทั้งสารประกอบอื่นๆซึ่งเชื่อว่าช่วยกระตุ้นระบบภูมิต้านทานของร่างกายให้ดำเนินงานดีขึ้น และมีส่วนช่วยบรรเทาอาการจากโรคหวัดสำหรับคนเจ็บที่มีอาการไม่รุนแรง และก็ค่อนข้างไม่เป็นอันตรายในการกิน เนื่องจากจากการศึกษาเล่าเรียนไม่เจอผลข้างเคียง ซึ่งบางทีอาจเป็นอีกตัวเลือกเสริมของการดูแลและรักษาหวัดทั่วๆไป
โรคลำไส้ใหญ่อักเสบ ฟ้าทะลายขโมยมีคุณสมบัติช่วยยั้งการหลั่งสารที่ทำให้เกิดอาการอักเสบภายในร่างกาย ต้านทานอนุมูลอิสระ การแข็งตัวของเลือด แล้วก็ยังเจอกล่าวว่าสารสกัดจากฟ้าทะลายโจรช่วยปกป้องโรคลำไส้ใหญ่อักเสบจากการทดสอบในสัตว์ ทั้งยังยังถูกบรรจุเป็นยาสมุนไพรในบัญชียาหลักแห่งชาติของกระทรวงสาธารณสุขในหมวดกลุ่มลักษณะของระบบทางเดินอาหาร จึงมักนำมาใช้ประโยชน์สำหรับในการรักษาและก็บรรเทาโรคลำไส้อักเสบ
จากข้อมูลในข้างต้นมั่นใจว่าฟ้าทะลายขโมย มีความเป็นไปได้สำหรับการบรรเทาอาการโรคลำไส้ใหญ่อักเสบได้เหมือนกันกับยาเมซาลาซีนที่ใช้เป็นรักษาโรคลำไส้ใหญ่อักเสบในขณะนี้ แม้กระนั้นควรระมัดระวังสำหรับการใช้อย่างเหมาะควรและก็อยู่ภายใต้การดูแลของหมอเป็นหลัก เนื่องจากว่าการใช้ฟ้าทะลายมิจฉาชีพยังเป็นการแพทย์ทางเลือกและพบรายงานผลกระทบจากการศึกษาอยู่บางส่วน
ลดอาการไข้รวมทั้งอาการเจ็บคอที่เกิดขึ้นได้เนื่องมาจากต่อมทอนซิลอักเสบ ต่อมทอนซิลอักเสบเป็นการอักเสบของต่อมทอนซิลจากการตำหนิดเชื้อในช่องคอ ด้วยคุณประโยชน์ช่วยยับยั้งอาการอักเสบแล้วก็ต่อต้านเชื้อการติดเชื้อของฟ้าทะลายขโมย และจากการวิจัยทดสอบจึงมั่นใจว่าฟ้าทะลายขโมย ช่วยรักษาหรือบรรเทาอาการติดโรคในทางเดินหายใจตอนต้นได้
โรคข้อรูมาตอยด์  เป็นโรคเรื้อรังที่เกิดการอักเสบตามข้อและหลายอวัยวะในร่างกาย ซึ่งฟ้าทะลายโจรมีฤทธิ์ต้านทานการอักเสบ โดยเฉพาะอย่างยิ่งสารแอนโดเกลื่อนกลาดราโฟไลด์ (Andrographolide) จึงถูกประยุกต์ใช้เป็นการรักษาหนทางในโรคภูไม่ต้านตัวเองหรือแพ้ภูเขาไม่ตนเอง และก็จากการศึกษาเล่าเรียนการใช้ยาที่มีสารสกัดจากฟ้าทะลายมิจฉาชีพในคนป่วยโรคข้อรูมาตอยด์ที่มีลักษณะของโรคกำเริบ  ก็เลยคาดว่าฟ้าทะลายขโมยก็บางทีอาจใช้ประโยชน์เป็นการรักษาเสริมในคนไข้โรคข้อรูมาตอยด์ได้
ไข้หวัดใหญ่ คุณสมบัติของฟ้าทะลายโจรเป็นช่วยกระตุ้นระบบภูมิต้านทานของร่างกายให้ดำเนินการได้ดีขึ้น ฟ้าทะลายมิจฉาชีพ ก็เลยมีคุณภาพสำหรับเพื่อการรักษาโรคไข้หวัดใหญ่ได้ จากการศึกษาเล่าเรียนนำร่อง 2 ชิ้น เกี่ยวกับความสามารถของการใช้สารสกัดที่มีส่วนประกอบของฟ้าทะลายมิจฉาชีพในคนไข้ไข้หวัดใหญ่ ปริมาณ 540 คน เปรียบเทียบกับยาอะแมนตาดีน (Amantadine) ที่เป็นยารักษาโรคไข้หวัดใหญ่ ผลพบว่า ผู้ป่วยที่ได้รับสารสกัดฟ้าทะลายขโมยมีลักษณะอาการเร็วและก็อาการเข้าแทรกน้อยกว่า เมื่อเปรียบเทียบกับกลุ่มที่ได้รับยาอะแมนตาดีน ซึ่งชี้ให้เห็นว่าสารสกัดฟ้าทะลายมิจฉาชีพ มีประสิทธิภาพต่อการดูแลรักษาไข้หวัดใหญ่
รูปแบบ/ขนาดวิธีการใช้
ตำรับยาไทย

  • แก้บิดจากแบคทีเรีย (บิดไม่มีตัว หรือบิดชิเกลล่า) ลำไส้อักเสบ ใช้ใบสด 10-15 กรัม ต้มน้ำผสมน้ำผึ้งกิน
  • แก้บิดจากแบคทีเรียอย่างกระทันหัน ลำไส้อักเสบ กระเพาะอักเสบ ใช้ต้นแห้ง 10-15 กรัม ต้มน้ำ รับประทานวันละชุด แบ่งรับประทานเป็น 2 ครั้ง ตอนเช้า-เย็น
  • แก้หวัด มีไข้ ปวดศีรษะ ท้องร่วง ใช้ต้นแห้งบดเป็นผุยผง ผสมน้ำสุก รับประทานทีละ 1 กรัม วันละ 3 ครั้ง
  • แก้ไข้หวัดใหญ่ ปอดอักเสบ ใช้ต้นแห้งบดเป็นผุยผงผสมน้ำสุก รับประทานครั้งละ 3 กรัม วันละ 3-4 ครั้ง
  • แก้หลอดลมอักเสบ ปอดอักเสบ ใช้ใบแห้ง 10 กรัม ต้มน้ำดื่ม
  • แก้วัณโรคปอดในระยะเริ่มแรก


           ใช้ใบแห้งบกเป็นผงผสมน้ำผึ้งปั้นเป็นเม็ดขนาดเม็ดถั่วเหลือง รับประทานทีละ 15-30 เม็ด วันละ 2-3 ครั้ง กับน้ำสุก
           ใช้ต้นแห้ง 15 กรัม ใบจับไต่กงเล้า (Mahonia bealei (Fort) Carr) 15 กรัม เถาฮงอาเสี่ยโกยฮ๊วย (Milletia reticulate Benth) 30 กรัม ต้มน้ำ แบ่งให้กินเป็น 2 ครั้ง วันละ 1 ชุด ติดต่อกัน 15-30 วัน เป็น 1 รอบ ของการรักษา

  • แก้โรคไอกรน ใช้ใบ 3 ใบ ชงน้ำ ผสมน้ำผึ้งกินวันละ 3 ครั้ง
  • แก้ความดันเลือดสูง จนถึงมีลักษณะปรากฏให้มองเห็น ใช้ใบ 5-7 ใบ ชงน้ำดื่มวันละหลายๆครั้ง
  • แก้ปากอักเสบ ต่อมทอนซิลอักเสบ ใช้ใบแห้งบดเป็นผงหนัก 3-5 กรัม ผสมน้ำผึ้งรับประทานร่วมกับน้ำ
  • แก้คออักเสบ ใช้ต้นสดบดกลืนช้าๆให้ฆ่าเชื้อที่บริเวณลำคอ
  • แก้ไส้ติ่งอักเสบ ใช้ต้นแห้ง 25 กรัม กับดอกต้นเบญจมาศสวน (Chrysanthemum indicum L.) 30 กรัม ต้มน้ำกินวันละ 2 ชุด
  • แก้จมูกอักเสบ หูชั้นกลางอักเสบ ปอดฟัน ใช้ต้นแห้ง 10-15 กรัม ต้มน้ำดื่มหรือใช้ต้นสดตำคั้นเอาน้ำหยอดหูอีกด้วย
  • แก้โรคหนองใน ทางเดินเยี่ยวอักเสบ ใช้ใบสด 10-15 ใบ ตำผสมน้ำผึ้งชงน้ำกิน
  • แก้รอยแผลไฟลุก น้ำร้อนลวก ใช้ใบแห้งบดเป็นผุยผงละเอียดผสมน้ำมันพืชทา หรือใช้ใบสดต้ม เอาน้ำที่ต้มเย็นแล้วมาชะล้างบาดแผล
  • แก้พิษงูกัด


           ใช้ใบสดตำ เอาไปอังเหนือควันไฟกระทั่งติดน้ำมันจากควัน เอามาพอกที่ปากแผล หรือใช้ใบแห้ง 10-15 กรัม ต้มน้ำกิน
           ใช้ต้นสด 30 กรัม ร่วมกับ Paris polyphylla 10 กรัม ฮั่งชิ้งเช่า (Scutellaria indica L.) เลือกเอาแบบใบแคบ 30 กรัม จั่วจิเช่า ชนิดดอกขาว (Oldenlandia diffusa Roxb) 30 กรัม ต้มน้ำกินวันละ 1-2 ชุด

  • แก้ผื่น ผื่นคัน ใช้ผงยานี้ 30 กรัม ผสมน้ำมันพืชลงไป จนกระทั่งมีขนาด 100 หม่อมหลวง ใช้ทาบริเวณที่เป็น
การใช้ตามคำแนะนำของกระทรวงสาธารณสุข (สาธารณสุขมูลฐาน)

  • ใช้ฟ้าทะลายมิจฉาชีพรักษาอาการท้องร่วง โดยใช้แคปซูลของผงใบฟ้าทะลายโจรขนาด 250 มิลลิกรัม ปริมาณ 2 แคปซูล รับประทาน 4 ครั้งต่อวัน
  • ใช้ฟ้าทะลายขโมยรักษาอาการไอรวมทั้งเจ็บคอ โดยนำใบฟ้าทะลายมิจฉาชีพสดตากแห้งในร่ม บดเป็นผุยผงละเอียด เอามาปั้นเป็นยาลูกกลอน ขนาดปลายนิ้วก้อย ตากลมให้แห้ง รับประทาน 3-6 เม็ด วันละ 4 ครั้ง 3 เวลา หลังอาหารแล้วก็ก่อนนอน หรือใช้แคปซูลของผงใบฟ้าทะลายขโมย ขนาด 250 มก. จำนวน 2 แคปซูล รับประทานวันละ 4 คราวหลังของกินรวมทั้งก่อนนอน
  • ใช้ฟ้าทะลายโจรรักษาฝี โดยนำใบออกจะแก่ราวๆ 1 กำมือ แล้วเอาเกลือ 3 เม็ด ใส่ผสมตำรวมกันในครกพอละเอียดดี เอาเหล้าครึ่งถ้วยชา น้ำครึ่งช้อนชา ใส่รวมลงไปคนจนเข้ากันดีเทน้ำดื่มค่อนถ้วยชา กากที่เหลือพอกแผลฝี แล้วเอาผ้าสะอาดพันไว้ พอกใหม่ๆจะรู้สึกปวดนิดเดียว


ยาจากสมุนไพรในบัญชียาหลักแห่งชาติ    ยาแคปซูล ยาเม็ด ที่มีผงฟ้าทะลายโจรแห้ง 250 มิลลิกรัม รวมทั้ง 500 มก.      ทุเลาอาการท้องเสียไม่ติดเชื้อโรค กินครั้งละ 500 มิลลิกรัม – 2 กรัม วันละ 4 ครั้ง หลังอาหาร    บรรเทาลักษณะการเจ็บคอ รับประทานวันละ 3 – 6 กรัม แบ่งให้วันละ 4 ครั้ง หลังรับประทานอาหารและก็ก่อนนอน                 บรรเทาอาการหวัด กินวันละ 1.5 – 3 กรัม แบ่งให้วันละ 4 ครั้ง หลังอาหารและก่อนนอน  การใช้เพื่อรักษาหรือบรรเทาโรคอื่น หรือใช้บำรุงร่างกาย ควรต้มน้ำหรือกิน 1-3 กรัม หลังรับประทานอาหาร 1-7 วัน และก็ควรจะเว้นระยะการกิน 3-4 วัน เพื่อลดผลที่อาจเป็นเพราะเนื่องจากการสั่งสมของสารหรือได้รับสารในปริมาณมากภายในร่างกาย

การเรียนทางเภสัชวิทยา
ฤทธิ์ลดไข้     เมื่อป้อนส่วนสกัด 85% เอทานอลจากส่วนเหนือดิน ขนาด 2.5 กรัม/กก. แก่กระต่ายที่ถูกฉีดยาไข้รากสาดน้อยเข้าใต้ผิวหนังเพื่อเจ็บป่วย พบว่าไข้ลดน้อยลง เช่นเดียวกับเมื่อป้อนสารสกัด 95% เอทานอล ขนาด 2 และก็ 4 มิลลิลิตร/กก. แก่หนูขาว albino ที่ถูกฉีดเชื้อยีสต์เข้าใต้ผิวหนังขนาด 300 มก./กก. เพื่อให้เป็นไข้ พบว่าไข้จะลดลงภายหลังที่ได้รับสารสกัด 180 รวมทั้ง 270 นาที แล้วก็มีความรู้ความสามารถสำหรับในการลดไข้เท่ากับยาลดไข้แอสไพริน แต่สารสกัดดังที่ได้กล่าวมาแล้วข้างต้นไม่สามารถที่จะลดไข้หนูขาวที่ไม่สบายด้วยเหตุว่าถูกฉีดเชื้อยีสต์ขนาด 600 มิลลิกรัม/กิโลกรัม ส่วนสกัดน้ำ หรือ 50% เอทานอลจากส่วนเหนือดิน เมื่อให้ทางปากกระต่าย ขนาดสูงสุด 5 กรัม/กก. ไม่สามารถลดไข้กระต่ายที่ถูกทำให้จับไข้โดยการฉีดวัคซีนไทฟอยด์เข้าใต้ผิวหนัง  Madav S, et al. พบว่า andrographolide ขนาด 100 มิลลิกรัม/กิโลกรัม ให้ทางสายยางเข้าไปในกระเพาะอาหารหนูถีบจักร สามารถลดไข้หนูที่ถูกทำให้ไม่สบายโดย Brewer’s yeast
ส่วนการเรียนรู้ทางสถานพยาบาลในผู้ป่วยอายุมากกว่า 12 ปี ปริมาณ 152 คน มีอาการเป็นไข้ และเจ็บคอ มารับการรักษาที่โรงพยาบาลชุมชน 6 ที่ และก็องค์การเภสัชกรรม แบ่งเป็นกรุ๊ปแบบสุ่มให้ได้รับยาพาราเซตามอล ปริมาณ 53 คน  แคปซูลฟ้าทะลายมิจฉาชีพขนาด 3 ก./วัน ปริมาณ 48 คน ขนาด 6 กรัม/วัน จำนวน 51 คน กินติดต่อกันนาน 7 วัน พบว่าในวันที่ 3 ของการรักษาคนเจ็บกรุ๊ปที่ได้รับพาราเซตามอลหรือแคปซูลฟ้าทะลายมิจฉาชีพ ขนาด 6 กรัม/วัน ลักษณะของการมีไข้และก็อาการเจ็บคอจะหายไปมากกว่ากรุ๊ปที่ได้รับฟ้าทะลายโจรขนาด 3 ก./วัน แต่ผลการรักษาไม่ได้แตกต่างกันในวันที่ 7 ของการรักษา
ฤทธิ์ลดการอักเสบ        เมื่อป้อนส่วนสกัดเอทานอล (85%) จากส่วนเหนือดิน ขนาด 2 กรัม/กิโลกรัม แก่หนูขาว พบว่าสามารถลดอาการบวมของอุ้งเท้าหนูที่ถูกทำให้อักเสบโดย carrageenan รวมทั้งฉีดส่วนสกัดน้ำ ส่วนสกัดเอทานอล (50%) รวมทั้งส่วนสกัดเอทานอล (85%) จากส่วนเหนือดินเข้าช่องท้องหนูขาว ขนาด 0.5-2.5, 0.06-0.25 แล้วก็ 1-2 ก./กิโลกรัม เป็นลำดับ จะสามารถลดอาการบวมของอุ้งเท้าหนูได้ แม้กระนั้นหากป้อนส่วนสกัดน้ำ และก็ส่วนสกัดเอทานอล (50%) จากส่วนเหนือดิน ขนาด 0.125-2 กรัม/กก. ไม่มีฤทธิ์ลดการอักเสบของอุ้งเท้าหนู
          เมื่อให้ผงใบฟ้าทะลายโจร 500 มก./กก. สารสกัดอัลกอฮอล์จากใบ ขนาด 200 แล้วก็ 500 มิลลิกรัม/กิโลกรัม  แล้วก็สารสกัดน้ำจากใบ ขนาด 500 มก./กก. แก่หนูขาว พบว่าสามารถยับยั้งอาการบวมของอุ้งเท้าหนูที่ถูกรั้งนำให้อักเสบโดย carrageenan ได้เท่ากับ 54.97, 38.01, 53.22 และก็ 41.23% เป็นลำดับ และมีฤทธิ์ใกล้เคียงกับยาต้านการอักเสบ prednisolone ขนาด 5 มก./กิโลกรัม, indomethacin ขนาด 5 มก./กิโลกรัม และก็ ibuprofen ขนาด 10 มิลลิกรัม/กก. เมื่อให้ผงใบฟ้าทะลายขโมย สารสกัดอัลกอฮอล์ แล้วก็สารสกัดน้ำจากใบ ขนาด 500 มก./กก. จะยั้งการเคลื่อนที่ของเซลล์เม็ดเลือดขาวในหนูขาวที่ถูกฝังสำลีเข้าที่รอบๆท้อง พอๆกับ 40.67, 45.63 แล้วก็ 35.25% เป็นลำดับ และมีฤทธิ์ใกล้เคียงกับยาต่อต้านการอักเสบ prednisolone รวมทั้ง ibuprofen  แล้วก็เมื่อให้ผงใบฟ้าทะลายมิจฉาชีพ สารสกัดอัลกอฮอล์ และสารสกัดน้ำจากใบ ขนาด 200 และ 500 มก./กิโลกรัม เสมอกันทั้งยัง 3 แบบอย่าง สามารถยับยั้งการเกิด granuloma ในหนูขาวที่ถูกฝังสำลีเข้าที่เข้าทางบริเวณหน้าท้องทิ้งเอาไว้ 5 วัน พอๆกับ 11.86 และก็ 19.85%, 15.15 แล้วก็ 22.78%, 11.76 และ 15.89% ตามลำดับ และก็มีฤทธิ์ใกล้เคียงกับยาต้านทานการอักเสบ ibuprofen ผงใบฟ้าทะลายโจรรวมทั้งสารสกัดอัลกอฮอล์มีฤทธิ์ลดการอักเสบสูงที่สุด
          สาร andrographolide จากฟ้าทะลายโจรสามารถยั้งกระบวนการอักเสบได้ เมื่อป้อนให้หนูขาวในขนาด 30, 100 แล้วก็ 300 มก./กก. สามารถลดอาการบวมของอุ้งเท้าหนูขาวที่ถูกทำให้อักเสบโดย carrageenan, kaolin และ nystatin ยั้งการเกิด granuloma ในหนูขาวที่ถูกฝังสำลีไว้ที่หน้าท้อง และลดบวมใน adjuvant ซึ่งจะทำให้เกิดข้ออักเสบ andrographolide ขนาด 300 มก./กิโลกรัม จะยับยั้งการรั่วซึมของ acetic acid ซึ่งจะทำให้กำเนิด vascular permeability andrographolide ขนาด 20 มคกรัม/มิลลิลิตร จะลดการสร้าง a-tumor necrosing factor (ซึ่งเป็น cytokine ที่อยู่ในกระบวนการทำให้มีการอักเสบ) ของเม็ดเลือดขาวโมโนซัยท์ ที่ถูกกระตุ้นโดย lipopolysaccharide รวมทั้งเพิ่มการผลิต interleukin-1-b และก็ interleukin-6 บางส่วน ลดการผลิต a-tumor necrosing factor ในเม็ดเลือดแดงของอาสาสมัครสุขภาพแข็งแรงที่ถูกกระตุ้นด้วย lipopolysaccharide ได้มากกว่า 96% แต่ไม่เป็นผลยับยั้ง interleukin-1-b รวมทั้ง interleukin-6 สาร andrographolide ขนาด 0.1-10 ไมโครโมล คุ้มครองปกป้องการยึดติดแล้วก็เคลื่อนย้าย (adhesion and transmigration)ของเม็ดเลือดขาวนิวโตรฟิลที่ถูกรั้งนำโดย -formyl-methionyl-leucyl-phenylalanine (fMLP) โดยผ่านกระบวนการที่ andrographolide จะไปลดการแสดงออก (up-expression) ของ CD11b แล้วก็ CD18 และไปแย่ง fMLP จับกับ phorbol-12-myristate-13-acetate (PMA) ซึ่งเป็นตัวกระตุ้น protein kinase C ที่จะไปทำให้เกิดการผลิต ROS (reactive oxygen species)  ส่วนสกัดจากสารสกัดฟ้าทะลายโจร (ไม่กำหนดชนิดของสารสกัดและก็ส่วนที่ใช้) ความเข้มข้น 100 มค.ก./มล. จะยั้งสารที่เกี่ยวโยงกับกรรมวิธีเกิดการอักเสบ โดยไปยับยั้ง platelet activating factor (PAF) 82±3% และก็ยับยั้ง fMLP 79±4%  ซึ่งเป็นสารที่ไปกระตุ้น neutrophil granulocyte ให้ผลิตสารที่จะไปนำมาซึ่งการก่อให้เกิดการอักเสบ ยิ่งไปกว่านั้นสามารถยั้ง neutrophil ในการผลิต elastase ซึ่งเป็นสารที่ทำให้มีการเกิดการอักเสบได้ 73±4%   สาร andrographolide ขนาด 1-100 ไมโครโมล จะยับยั้งการสร้าง NO ในเซลล์ RAW 264.7 ที่ถูกกระตุ้นโดย lipopolysaccharide และ g-interferon ขนาดของสารที่สามารถยับยั้งได้ 50% เท่ากับ 17.4±1.1 ไมโครโมล  ยิ่งกว่านั้นยังลด inducible NO synthase protein (iNOS protein) และลดความคงตัวของโปรตีนโดยผ่านวิธีการ post-transcription และก็สารสกัดเมทานอลจากใบมีฤทธิ์ลดการสร้าง nitric oxide ของ macrophage ที่ถูกกระตุ้นด้วย lipopolysaccharide ขึ้นรถ andrographolide แล้วก็ neoandrographolide ซึ่งเป็นสารออกฤทธิ์ จะมีฤทธิ์ยับยั้งการผลิต nitric oxide ที่ความเข้มข้น 0.1-100 ไมโครโมล แล้วก็ความเข้มข้นซึ่งสามารถยั้งการสร้าง nitric oxide 50% พอๆกับ 7.9 รวมทั้ง 35.5 ไมโครโมล ตามลำดับ ผลสำหรับการออกฤทธิ์ขึ้นอยู่กับความเข้มข้นของสาร เมื่อให้สัตว์ทดสอบที่ถูกกระตุ้นด้วย lipopolysaccharide กิน neoandrographolide ขนาด 5 รวมทั้ง 25 มิลลิกรัม/กก./วัน จะยั้งการผลิต nitric oxide 35 และ 40% ตามลำดับ ส่วน andrographolide เมื่อให้ทางปาก ไม่มีฤทธิ์ดังกล่าวมาแล้วข้างต้น (3)  นอกนั้นยังมีการวิจัยพบว่าสาร deoxyandrographolide, didehydrodeoxyandrographolide รวมทั้ง neoandrographolide มีฤทธิ์ลดการอักเสบเช่นกัน
          การเรียนรู้ทางคลินิกในคนเจ็บแก่กว่า 12 ปี ปริมาณ 152 คน มีลักษณะอาการจับไข้ และเจ็บคอ มารับการรักษาที่โรงหมอชุมชน 6 แห่ง แล้วก็องค์การเภสัชกรรม แบ่งเป็นกลุ่มแบบสุ่มให้ได้รับยาพาราเซตามอล จำนวน 53 คน  แคปซูลฟ้าทะลายมิจฉาชีพขนาด 3 ก./วัน จำนวน 48 คน ขนาด 6 ก./วัน จำนวน 51 คน กินติดต่อกันเป็นเวลานาน 7 วัน พบว่าในวันที่ 3 ของการดูแลรักษาผู้เจ็บป่วยกรุ๊ปที่ได้รับพาราเซตามอลหรือแคปซูลฟ้าทะลายขโมย
ขนาด 6 กรัม/วัน อาการไข้และก็ลักษณะของการเจ็บคอจะหายไปมากกว่ากรุ๊ปที่ได้รับฟ้าทะลายโจรขนาด 3 ก./วัน  แต่ผลของการรักษาไม่ต่างกันในวันที่ 7 ของการรักษา
ฤทธิ์ต้านแบคทีเรีย  สารสกัดเอทานอล 95% จากใบอย่างเข้มข้น และก็สารสกัดน้ำจากราก ยับยั้งเชื้อ Staphylococcus aureus ในจานเลี้ยงเชื้อ สารสกัดเอทานอล 80% จากราก ขนาด 12.5 มก./มิลลิลิตร แล้วก็ 25 มิลลิกรัม/มล. ให้ผลไม่ชัดเจนในการยั้งเชื้อ Pseudomonas aeruginosa และก็ S. aureus ในจานเลี้ยงเชื้อ เป็นลำดับ แล้วก็สารสกัดน้ำร้อนจากใบอย่างเข้มข้น ได้ผลไม่ชัดแจ้งสำหรับในการยับยั้งเชื้อ S. aureus ในจานเลี้ยงเชื้อเช่นกัน ทดลองสารสกัดเฮกเซน และก็สารสกัดน้ำจากฟ้าทะลายโจรอีกทั้งต้น ความเข้มข้น 200 มิลลิกรัม/มล. ด้วยแนวทาง agar well diffusion method ไม่เป็นผลยับยั้งเชื้อ S. aureus เมื่อป้อนสารแขวนลอยของผงใบและก็ลำต้นฟ้าทะลายมิจฉาชีพแก่หนูขาว (Wistar albino weaning rats) 3 กลุ่มๆละ 24 ตัว ขนาด 0.12, 1.2 แล้วก็ 2.4 ก./กก. นาน 6 เดือน โดยมีหนูอีก 24 ตัว ทานอาหารตามธรรมดา เป็นกลุ่มควบคุม จากนั้นวางยาสลบหนู ดูดเอาเลือดจากห้องหัวใจ ตัดเนื้อเยื่อปอดและก็ตับมาวางไว้ที่จานเลี้ยงเชื้อที่มี B. subtilis รวมทั้ง pathogenic bacteria พบว่า ฟ้าทะลายขโมยทุกขนาดความเข้มข้นไม่เป็นผลยับยั้งแบคทีเรีย S. aur

4

โรคอาร์เอสวี/โรคติดเชื้อทางเดินหายใจอาร์เอสวี (Respiratory Syncytial virus infection)
โรคอาร์เอสวี เป็นอย่างไร โรคอาร์เอสวี หรือโรคไวรัสอาร์เอสวี หรือ โรคติดเชื้อฟุตบาทหายใจอาร์เอสวี(Respiratory syncytial virus infection ย่อว่า RSV infection) เป็นโรคติดเชื้อระบบทางเท้าหายใจที่เกิดขึ้นจากไวรัสชื่อ Respiratory syncytial virus ซึ่งเป็นเชื้อไวรัสที่ก่อกำเนิดอาการต่างๆในระบบทางเท้าหายใจ ทำให้ร่างกายผลิตสารคัดหลั่งเยอะมาก เช่น เสมหะ ฯลฯ เชื้อไวรัสนี้แพร่ขยายผ่านการไอหรือจาม โดยผู้เจ็บป่วยชอบมีลักษณะอาการเบื้องต้นเหมือนเป็นหวัดหมายถึงปวดศีรษะ มีไข้ ไอ จาม น้ำมูกไหล
                ในการติดเชื้อโรคไวรัสอาร์เอสวี (RSV, Respiratory Syncytial Virus) จะเจอการติดเชื้อได้ตลอดทั้งปี ซึ่งโรคนี้จัดเป็นโรคติดโรคฟุตบาทหายใจข้างล่างในเด็กเล็กที่มักพบที่สุดโรคหนึ่ง โดยมีการคาดหมายว่าในเด็กอายุสองขวบทุกคนจะต้องเคยติดเชื้อจำพวกนี้อย่างน้อย 1 ครั้ง  จริงๆแล้วไวรัส RSV เป็นเชื้อไวรัสที่ทำให้ฟุตบาทหายใจอักเสบในผู้เจ็บป่วยทุกช่วงอายุ แต่ชอบพบบ่อยในเด็กเล็ก
                ทั้งนี้ เชื้อไวรัสอาร์เอสวี (Respiratory syncytial virus :RSV) เจอหนแรกเมื่อปี ค.ศ 1955(พ.ศ.2498) ในลิงชิมแปนซีที่มีอาการป่วยด้วยอาการหวัดทั้งฝูง ทำให้มีชื่อเรียกว่า Chimpanzee Coryza Agent (CCA) ก่อนจุพบว่าสามารถติดต่อไปสู่คนได้ โดยสามารถแยกเชื้อได้จากเด็กตัวเล็กๆอายุต่ำยิ่งกว่า 1 ปีที่มีลักษณะอาการปอดบวมแล้วก็เมื่อต้นปี พุทธศักราช 2553 แมกกาซีนแลนเซต อังกฤษ รายงานผลการศึกษาวิจัยเกี่ยวกับเชื้อไวรัส RSV ว่า ทำให้เด็กเป็นปอดอักเสบ หรือปอดอักเสบ เสียชีวิตปีละ 2 แสนราย ซึ่งร้อยละ 99 อยู่ในประเทศกำลังพัฒนา โดยมีเด็กอายุต่ำลงมากยิ่งกว่า 5 ปีทั่วทั้งโลก ติดโรคเชื้อไวรัสดังที่ได้กล่าวมาแล้วข้างต้น 33.8 ล้านคน เชื้อไวรัสอาร์เอสวีเป็นต้นเหตุการถึงแก่กรรมของเด็กตัวเล็กๆชั้น 1 เฉพาะในอเมริกาเด็กเสียชีวิตปีละ 2,500 กว่าคน  สำหรับประเทศไทยนั้นมีแถลงการณ์ว่าเฉพาะปี พ.ศ. 2552 มีเด็กไทยอายุต่ำกว่า 5 ปี ราว 1 ใน 4 ติดไวรัสจำพวกนี้ รวมกว่า 1 หมื่นราย
สิ่งที่ทำให้เกิดโรคอาร์เอสวี  โรคอาร์เอสวี เกิดจากเชื้อไวรัส Respiratory Syncytial Virus  (RSV) ซึ่งเป็นเชื้อไวรัสในสกุล Pneumovirus แล้วก็อยู่ในตระกูล Paramyxoviridae โดยเป็นเชื้อไวรัสที่เจอในคน โดยมักพบอยู่ในโพรงข้างหลังจมูก รวมทั้งจากการศึกษาพบว่าเชื้อไวรัสนี้สามารถก่อโรคได้ในสัตว์หลายประเภท ตัวอย่างเช่น หนู แกะ ฯลฯ  โดยปกติไวรัสอาร์เอสวีแบ่งเป็น 2 ประเภทย่อย(Subtype) คือ จำพวก เอ และก็ประเภทบี โดยประเภทย่อย A, มักมีความรุนแรงสูงขึ้นยิ่งกว่าประเภทย่อย B   เชื้อไวรัสอาร์เอสวี ขณะที่อยู่ภายในผู้ป่วยที่มีภูมิคุ้มกันปกติ ไวรัสนี้สามารถแพร่กระจายสู่คนอื่นๆได้นานราว 1 สัปดาห์ นับตั้งแต่วันที่คนไข้เริ่มมีอาการ แม้กระนั้นแม้อยู่ในมีภูมิคุ้มกันต้านโรคต่ำจะแพร่กระจายสู่ผู้อื่นได้นานถึง 4 สัปดาห์
ลักษณะโรคอาร์เอสวี  ไวรัส RSV  ประเภทนี้มีระยะฟักตัวราวๆ 1 – 6 วันหน้าจากได้รับเชื้อ โดยส่วนมากมักไม่ค่อยออกอาการร้ายแรงในคนแก่ อาการที่เจอในผู้ใหญ่โดยทั่วไปมักคล้ายคลึงกับลักษณะโรคหวัด คือ ปวดหัว มีไข้ต่ำ เจ็บคอ ไอแบบไม่มีเสมหะ มีอาการคัดจมูก โดยอาการกลุ่มนี้มักหายได้เองใน 1–2 อาทิตย์  แม้กระนั้นในคนไข้ที่มีความเสี่ยงจะมีลักษณะอาการที่รุนแรงเป็นผู้ป่วยที่มีโรคเรื้อรังเกี่ยวกับหัวใจหรือปอด หรือในคนป่วยที่มีภาวะภูมิคุ้มกันต่ำมักนำมาซึ่งการก่อให้เกิดอาการรุนแรง นอกเหนือจากนั้นผู้ป่วยอีกกรุ๊ปที่เจอการต่อว่าดเชื้อโรคนี้ได้บ่อยและมีลักษณะอาการร้ายแรงเป็น เด็กเล็กที่อายุน้อยกว่า 5 ขวบ โดยเฉพาะในเด็กทารกจะมีอัตราความเสี่ยงที่จะมีการติดโรคในทางเดินหายใจส่วนล่างและก็ทำให้โรคมีความรุนแรงสูง
ในคนไข้ที่มีอาการรุนแรงอาจจะมีอาการเริ่มเหมือนกันกับอาการติดเชื้อในทางเดินหายใจส่วนบนคือ มีลักษณะอาการเหมือนหวัดปกติ แม้กระนั้นจากนั้น 1–2 วันอาจจะเป็นไปได้ว่าจะมีอาการแสดงของการตำหนิดเชื้อในทางเดินหายใจข้างล่างอย่างเช่น มีไข้ ไอรุนแรง หายใจลำบากโดยอาจมีอาการหายใจเร็ว หรือมีเสียงวี๊ดขณะหายใจ
ในเด็กเล็กซึ่งยังติดต่อสื่อสารไม่ได้จะต้องบางครั้งอาจจะต้องอาศัยการสังเกตอาการ โดยในขั้นแรกจะมีลักษณะอาการคัดจมูกน้ำมูกไหล ซึมลง รวมทั้งรับประทานอาหารได้น้อย ต่อไป 1–3 วัน จะมีลักษณะอาการไอ จับไข้ หายใจติดขัด หายใจตื้น สั้นๆเร็วๆและอาจจะเป็นไปได้ว่าจะมีเสียงตอนหายใจด้วย ในรายที่อาการรุนแรงมากอาจมีอาการตัวเขียวหรือสภาวะ cyanosis กำเนิดเนื่องจากการขาดออกสิเจนทำให้สีผิวออกม่วงๆโดยชอบเริ่มเห็นจากริมฝีปากหรือที่เล็บ ยิ่งไปกว่านี้แล้วการติดเชื้อไวรัสอาร์เอสวีบางทีอาจจะส่งผลให้เกิดภาวะแทรกซ้อนของโรคอื่นๆที่พบได้ทั่วไปคือ หูชั้นกลางอักเสบ (otitis media) หรือในภาวะแทรกซ้อนที่เกี่ยวโยงกับการติดเชื้อในทางเดินหายใจด้านล่างอื่นๆดังเช่นว่า หลอดลมอักเสบหรือปวดบวมได้

กรุ๊ปบุคคลที่เสี่ยงต่อการเกิดโรคอาร์เอสวี

  • คนที่มีภูเขามิคุ้นกันของร่างกายต่ำมาก
  • เด็กคลอดก่อนกำหนดโดยเฉพาะรายที่อายุท้องต่ำกว่า 35 อาทิตย์
  • ผู้ที่มีโรคปอดเรื้อรัง
  • ผู้ที่มีโรคหัวใจ โดยเฉพาะชนิดที่มีความผิดธรรมดาสำหรับในการไหลเวียนเลือด ที่เรียกว่า Cyanotic heart disease
  • คนแก่ที่แก่ตั้งแต่ 65 ปีขึ้นไป
  • เด็กที่น้ำหนักตัวน้อยกว่า 5 กิโล


กรรมวิธีการรักษาโรคอาร์เอสวี โดยธรรมดา หมอวินิจฉัยผู้เจ็บป่วยโรคอาร์เอสวีจากลักษณะทางคลินิก ดังเช่นว่า ใช้เครื่องช่วยฟัง (Stethoscope) เพื่อฟังเสียงหวีดร้องในระบบทางเดินหายใจ เสียงหลักการทำงานของปอด หรือเสียงไม่ปกติจากส่วนอื่นๆในร่างกาย และก็อาศัยวิธีซักประวัติความเป็นมาผู้เจ็บป่วยโดยวิเคราะห์จาก อายุผู้ป่วย ความเป็นมาลักษณะของโรค การระบาดในแหล่งที่อยู่ที่อาศัย การระบาดในสถานที่เรียน ฯลฯ แต่ว่าบางครั้งบางคราวถ้าเกิดคนเจ็บมีอาการร้ายแรง หมอบางทีอาจต้องวิเคราะห์แยกโรคที่เกิดขึ้นจากการต่อว่าดเชื้อไวรัสชนิดอื่น หรือจากการติดเชื้อแบคทีเรีย แพทย์จึงจะมีการตรวจค้นเพิ่มเติมอีก ดังเช่น

  • วัดความอิ่มตัวของออกสิเจนในเลือด (Pulse Oximetry) เพื่อตรวจดูระดับออกสิเจน
  • ตรวจจำนวนเซลล์เม็ดเลือดขาว ตรวจค้นเชื้อไวรัส แบคทีเรีย หรือสิ่งแปลกปลอมอื่นๆ
  • เอกซ์เรย์อก เพื่อตรวจค้นโรคปอดบวม
  • ตรวจค้นเชื้อไวรัสจากสารคัดเลือกหลั่งในจมูก


ในตอนนี้บางโรงพยาบาลอาจจะเป็นไปได้ว่าจะมีการตรวจรับรองหาเชื้อด้วยวิธี RSV Rapid Ag-detection test ซึ่งสำเร็จการทดสอบข้างในไม่กี่ชั่วโมง   เนื่องด้วยโรค อาร์เอสวี เป็นโรคติดโรคที่เกิดขึ้นมาจากเชื้อไวรัสจึงทำให้ไม่มียารักษาอาการโดยเฉพาะ ด้วยเหตุนั้นการรักษาจึงเป็นการรักษาตามอาการ อาทิเช่น การให้ยาลดไข้ ยาขยายหลอดลม เป็นต้น ส่วนในรายที่เริ่มมีลักษณะอาการร้ายแรง เป็นต้นว่า อ่อนล้า หอบ มีค่าออกซิเจนในเลือดลดน้อยลง อาจมีการให้ยาพ่นขยายหลอดลม ร่วมกับการให้ออกสิเจน ในรายที่มีอาการร้ายแรงมาก อาจจะต้องมีการใส่ท่อช่วยหายใจหรือใช้เครื่องที่ใช้สำหรับในการช่วยหายใจ นอกเหนือจากนี้บางทีอาจจะต้องมีการให้สารน้ำทดแทนเพื่อคุ้มครองป้องกันสภาวะขาดน้ำโดยเฉพาะในเด็ก ในรายที่มีภาวะแทรกซ้อนจากการต่อว่าดเชื้ออื่นๆชอบได้รับยาฆ่าเชื้ออื่นๆที่สมควรตามอาการ
การติดต่อของโรคอาร์เอสวี การติดเชื้อไวรัสอาร์เอสวีเกิดขึ้นได้เพราะมีสาเหตุเนื่องมาจากการติดต่อผ่านทางสารคัดเลือกหลั่งจากทางเท้าหายใจอาทิเช่น น้ำมูก น้ำลาย เสลด เป็นต้น แล้วก็ไวรัสจำพวกนี้สามารถทนอยู่นอกร่างกายได้หลายชั่วโมง ดังนั้นนอกเหนือจากการได้รับเชื้อผ่านการไอจามใส่กันแล้ว ยังสามารถติดต่อได้จากการสัมผัสสิ่งของที่ปนเปื้อนเชื้อไวรัสแล้วนำเข้าสู่ร่างกายผ่านทางจมูก ปากและก็เยื่อบุดวงตาได้ วันหลังการได้รับเชื้อผู้ป่วยสามารถแพร่เชื้อได้ตั้งแต่หลังติดเชื้อ 2–3 วันไปจนกระทั่ง 2–3 อาทิตย์ โดยเหตุนี้ในผู้เจ็บป่วยที่เริ่มมีอาการแสดงควรจะลดการแพร่ระบาดเชื้อไปยังคนอื่นๆโดยการใส่ผ้าปิดปาก ส่วนผู้ที่จำต้องคลุกคลี่กับคนป่วยก็จะต้องหมั่นล้างมือเป็นประจำรวมถึงสวมหน้ากากอนามัยทุกครั้งเช่นกัน

การปฏิบัติตนเมื่อป่วยเป็นโรค อาร์เอสวี

  • พักให้สุดกำลัง หยุดงาน หยุดโรงเรียน จวบจนกระทั่งไข้จะลงปกติแล้ว 48 ชั่วโมง
  • ล้างมือเสมอๆและก็ทุกคราวก่อนที่จะรับประทานอาหารและข้างหลังเข้าสุขาภ
  • แยกของใช้ต่างๆจากคนในบ้าน
  • ไม่ไปในที่แออัด/ที่ชุมชน
  • รู้จักใช้หน้ากากอนามัย
  • กินอาหารมีประโยชน์ครบทั้งยัง 5 หมู่
  • ในกรณีที่พบหมอแล้ว ให้รับประทานยาต่างๆที่แพทย์สั่งให้ครบ
  • ดื่มน้ำมากๆเนื่องจากว่าน้ำจะช่วยทำให้สารคัดหลัง ยกตัวอย่างเช่น เสมหะ หรือน้ำมูก ไม่เหนียวจนถึงเกินไป และไม่ไปกีดกั้นการทำงานของระบบทางเท้าหายใจ
  • นั่งหรือนอนในตำแหน่งที่หายใจได้สบาย อาทิเช่น นั่งตัวตรง ไม่ห่อตัว ใช้หมอนที่ไม่นุ่มหรือแข็งเหลือเกิน
  • ใช้ยาหยอดจมูก เพื่อช่วยลดอาการบวมของจมูก บางทีอาจล้างจมูกด้วยน้ำเกลือแล้วก็ดูดน้ำมูกเพื่อทำให้ทางเท้าหายใจเตียนขึ้น
  • ถ้าอาการต่างๆเลวลง ให้รีบไปโรงหมอ เช่น ไข้สูงมากขึ้น ไอมากยิ่งขึ้น มีเสลดมากขึ้น เสลดเปลี่ยนเป็นสีอื่น ตัวอย่างเช่น เขียว น้ำตาล เทา


การป้องกันตนเองจากโรคอาร์เอสวี เนื่องจากว่าในประเทศไทยยังไม่มีวัคซีนปกป้องเชื้อไวรัส RSV จึงทำให้มีความเสี่ยงที่จะติดเชื้อเชื้อไวรัสในช่วงที่แพร่ระบาดได้มาก ก็เลยควรมีการคุ้มครองป้องกันตนเองดังนี้

  • ล้างมือให้สะอาด ล้างมือเป็นประจำได้แก่ ก่อนมื้ออาหาร หลังเข้าห้องน้ำ เป็นต้น
  • ชำระล้างบ้านอยู่เสมอ เพื่อลดการแพร่ขยายของเชื้อ โดยเฉพาะอย่างยิ่งกระดาษทิชชูที่ใช้แล้ว ควรจะทิ้งลงไปในถังสำหรับใส่ขยะที่ปิดมิดชิด
  • ไม่สมควรใช้ถ้วยน้ำร่วมกับคนอื่น ควรใช้แก้วน้ำของตัวเอง แล้วก็หลีกเลี่ยงการใช้ถ้วยน้ำที่ผู้เจ็บป่วยใช้แล้ว
  • ไม่ควรอยู่สนิทสนมกับคนป่วยที่เป็นหวัด โดยเฉพาะสถานศึกษา หรือในที่ชุมชนที่มีคนหนาแน่น ในช่วงระบาดของโรค
  • เมื่อจะต้องอยู่ในอากาศที่หนาวเย็น ควรจะทำให้ร่างกายอบอุ่นอยู่เสมอ


สมุนไพรที่ช่วยป้องกัน/รักษาโรคอาร์เอสวี ด้วยเหตุว่าโรคอาร์เอสวี เป็นโรคที่เกิดขึ้นมาจากเชื้อไวรัสและก็สามารถติดต่อได้ทางสารคัดเลือกหลั่งของร่างกายโดยการ ไอ จาม รดกัน ซึ่งจะเกิดการฟุ้งกระจายของละอองน้ำมูก น้ำลายของผู้เจ็บป่วยซึ่งหากผู้ที่อยู่ใกล้ชิด สูดเอาละอองนั้นไปก็จะเกิดการติดต่อกันรวมถึงการสัมผัสสารคัดเลือกหลั่งต่างๆที่ปนเปื้อนในข้าวของต่างๆของคนป่วยด้วย ซึ่งเป็นโรคที่มีมูลเหตุ,อาการ รวมถึงการติดต่อคล้ายกับหวัดมาก ยิ่งกว่านั้นยังเป็นโรคในระบบทางเท้าหายใจเหมือนกันอีกด้วย ด้วยเหตุนี้สมุนไพรที่จะช่วยคุ้มครองป้องกัน/รักษาโรคอาร์เอสวีนั้น ก็เลยเป็นสมุนไพรลักษณะเดียวกันกับหวัด (อ่านหัวข้อสมุนไพรที่ช่วยปกป้อง/รักษาโรคหวัดในเรื่องหวัด)
เอกสารอ้างอิง

  • อาจารย์ ดร.ภก.ปิยทิพย์ ขันตยาภรณ์.บทความเผยแพร่ความรู้สู่ประชาชน.ไวรัสร้ายของลูกน้อย.โรคอาร์เอสวี (RSV).ภาควิชาจุลชีววิทยา คณะเภสัชศาสตร์มหาวิทยาลัยมหิดล.
  • ดร.นพ.นพพร อภิวัฒนากุล.ไวรัส RSV เชื้ออันตรายที่คล้ายไข้หวัด. Rama Channal. ภาควิชากุมรเวชศาสตร์ คณะแพทย์ศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล. http://www.disthai.com/
  • Dawson-Caswell,M., and Muncle, JR, H. Am Fam Physician.2011;83(2):141-146
  • Mayo Foundation for Medical Education and Research. Respiratory syncytial virus (RSV). [Accessed on July 2016]
  • ไวรัสRSV-อาการ,สาเหตุ,การรักษา.พบแพทย์.
  • Krilov L.R. Respiratory Syncytial Virus Infection. [Accessed on July 2016]
  • Falsey,A. et al. NEJM.2005;352(17): 1749-1762



Tags : โรคอาร์เอสวี/โรคติดเชื้อทางเดินหายใจอาร์เอสวี,

5

สมุนไพรกำลังกระบือ
กำลังควาย Excoecaria cochinchinensis Lour.
ชื่อพ้อง E. bicolor Zoll. Ex Hassk.
บางถิ่นเรียกว่า กำลังกระบือ ลิ้นกระบือ ควายเจ็ดตัว (กลาง) ควาย (ราชบุรี).
   ไม้พุ่ม สูง 70-150 เซนติเมตร กิ่งเรียวเล็ก เปลือกสีแดงอมม่วง. ใบ คนเดียว ออกเป็นคู่ตรงข้ามกัน รูปขอบขนาน หรือ ขอบขนานปนไข่กลับ กว้าง 1.2-4 ซม. ยาว 6-12 ซม. โคนใบแหลม ปลายใบแหลมเป็นติ่งสั้นๆขอบของใบหยักห่างๆเส้นใบ 12-13 คู่ ใบอ่อนสีแดง ใบแก่ด้านบนสีเขียว ข้างล่างสีแดงอมม่วง ก้านใบยาว 0.5-1 ซม. หูใบรูปหอก ปลายแหลม ยาวประมาณ 1 มม. ดอก ออกเป็นช่อตามง่ามใบ และที่ยอดมีทั้งยังดอกเพศผู้ ดอกเพศภรรยา รวมทั้งดอกสมบูรณ์เพศ บางทีอาจจะอยู่บนต้นเดียวกัน หรือ ต่างต้นกันก็ได้. สมุนไพร ดอกเพศผู้ รวมทั้ง ดอกบริบูรณ์เพศ ช่อยาวประมาณ 2 ซม. ใบประดับประดาสามเหลี่ยม ปลายเรียวแหลม ยาวราว 0.8 มม. กลีบรองกลีบดอกไม้ 3 กลีบ รูปยาวแคบปลายแหลม ยาวราว 1 มม. เกสรผู้ 3 อัน อับเรณูกลม. ดอกเพศเมีย กลม ชอบออกทีละ 3 ดอก ใบแต่งแต้มราวกับดอกเพศผู้ ก้านดอกสั้นมากมาย กลีบรองกลีบ 3 กลีบ รูปไข่ปลายแหลม ขอบหยักบางส่วน ยาวราว 1 มม. รังไข่รูปไข่ มีท่อรังไข่ 3 อัน ไม่ติดกัน. ผล เป็นชนิดแก่แล้วแห้ง ไม่มีเนื้อ มี 3 พู เส้นผ่านศูนย์กลางราว 1 เซนติเมตร เม็ด กลม เส้นผ่านศูนย์กลางราว 4 มิลลิเมตร

นิเวศน์วิทยา
: เป็นพืชพันธุ์ไม้เขตร้อน ปลูกทั่วไปเป็นไม้ประดับ.
 คุณประโยชน์ : ต้น ยางจากต้นเป็นพิษมากมาย ใช้เบื่อปลา ใบ เนื่องจากว่าท้องใบมีสีแดง จึงเช้าใจกันว่าใช้รักษาโรคที่เกี่ยวกับความผิดปกติของระบบเลือดบางชนิด ชาวชวาใช้ใบตำเป็นยาพอกห้ามเลือด แบบเรียนยาโบราณใช้ใบรับประทานเป็นยาขับเลือดเสียแล้วก็น้ำคร่ำ ในสตรีหลังคลอดบุตร

6

[url=http://www.disthai.com/]สมุนไพรแปะก๊วย[/url][/size][/b]
แปะก๊วย Ginkgo biloba L.แปะก๊วย (จีน)
ต้นไม้ ผลัดใบ สูง 10-25 ม. ทุกส่วนไม่มีขน แตกกิ่งก้านสาขาห่างๆเปลือกสีเทา ต้นแก่เปลือกสีน้ำตาลอมเหลือง ใบ ออกมาจากปลายกิ่งสั้น กิ่งละ 3-5 ใบ รูปพัดจีน กว้าง 5-8 เซนติเมตร ยาวประมาณ 8 ซม. ปลายใบเว้ากึ่งกลาง มีรอยเว้าตื้นๆหลายที่ หรือเป็นคลื่น โคนใบแหลม ขอบของใบเรียบ เส้นใบเรียงถี่ๆเป็นรูปพัด ใบอ่อนสีเขียวอ่อน ใบแก่สีเขียวเข้ม ก่อนผลัดใบจะเปลี่ยนเป็นสีเหลือง ก้านใบเรียวยาว ดอก เป็นดอกแยกเพศ และก็อยู่ต่างต้นกัน ออกที่ปลายกิ่งสั้น บริเวณเดียวกับที่เกิดใบ ดอกเพศผู้ แต่ละกิ่งจะออกราว 4-6 ช่อ ลักษณะช่อเป็นแท่งแขวนลง มีเกสรเพศผู้เยอะมาก สมุนไพร อับเรณูติดที่ปลายก้านเกสร มี 2 ลอน ดอกเพศภรรยา ออกกิ่งละ 2-3 ดอก ดอกมีก้านยาว ที่ปลายก้านมีไข่ 2 เมล็ด ไข่ไม่มีรังไข่หุ้ม แม้กระนั้นชอบเติบโตเพียงแต่เมล็ดเดียว  ผล รูปค่อนข้างกลม หรือ รี มีเส้นผ่าศูนย์กลางโดยประมาณ 3 ซม. สำเร็จประเภทมีเนื้อนุ่มแต่ว่าเมล็ดแข็ง เมื่อสุกสีเหลือง ผิวมีนวล กลิ่นค่อนเราเหม็น เม็ด รูปรี หรือ รูปไข่ เปลือกแข็ง สีออกเหลืองนวล เนื้อภายในเมล็ดเมื่อทำให้สุกใช้เป็นอาหารได้คาว และหวาน เรียกว่า “แปะก๊วย”

นิเวศน์วิทยา
: มีบ้านเกิดเมืองนอนในประเทศจีน รวมทั้งญี่ปุ่น มีการกระจายชนิดไปในทวีปอเมริกาและก็ยุโรป นิยมนำมาปลูกเป็นไม้ประดับในสวน แล้วก็ตามข้างถนน หรือ ปลูกเพื่อกินเนื้อในของเมล็ด
สรรพคุณ : ใบ สารสกัดจากใบมีฤทธิ์ในการช่วยไหลเวียนของโลหิต มีฤทธิ์ฆ่าแมลงศัตรูพืช เม็ด กินได้เมื่อกำจัดพิษออกแล้ว ใช้เป็นยาฝาดสมาน ยับยั้งประสาท ขับเสลด แก้ไอ โรคหืดหอบ บำรุงร่างกาย ฟอกเลือด ขับพยาธิ ลดไข้ และสารสกัดจากเมล็ดมีฤทธิ์เป็นยาปฏิชีวนะต่อเชื้อวัณโรค เปลือกเม็ดมีฤทธิ์กัดทำลาย เมื่อสัมผัสจะมีผลให้ผิวหนังอักเสบรวมทั้งมีหัวหน้ามาใช้เป็นยากำจัดศัตรูพืช

7
 

สมุนไพรครุฑตีนตะพาบน้ำ
ครุฑตีนตะพาบน้ำ (Polyscias scutellaria (Burm.f.) Fosberg)
บางถิ่นเรียก ครุฑตีนตะพาบ เบญกานี เกล็ดปลากะโห้ (กระเทพฯ)เป็นไม้พุ่ม หรือ ไม้ยืนต้นขนาดเล็ก สูงได้ถึง 6 เมตร สะอาด. ใบ คนเดียว หรือ ใบประกอบชนิด 3 ใบ ชิดกับกิ่งแบบบันไดเวียน ก้านใบโดยมากยาวประมาณ 6 เซนติเมตร แต่ว่ายาวถึง 28 ซม. ก็มี โคนก้านใบเป็นกาบ ยาว 1-6 ซม. แผ่นใบรูปกลม หรือ รูปไต เส้นผ่าศูนย์กลางจำนวนมากโดยประมาณ 8 เซนติเมตร แต่อาจกว้างถึง 28 ซม.ขอบของใบหยักแบบซี่เลื่อย หรือ เป็นแฉกตื้นๆใกล้ปลายใบ ใบที่มีขนาดใหญ่ สมุนไพรขอบของใบมักไม่ค่อยหยัก ปลายใบกลม โคนใบแหลม เส้นกลางใบรวมทั้งเส้นใบเห็นได้ชัด. ดอก ออกเป็นช่อแบบผสม แกนกลาง ช่อยาวได้ถึง 1 เมตร แตกกิ่งตั้งฉากกับแกนกลาง ยาว 15-30 ซม. มีดอกติดเป็นกลุ่มๆแบบดอกผักชี กระจุกละราว 8-16 ดอก ก้านดอกยาวราวๆ 3 มิลลิเมตร กลีบรองกลีบดอก มีขนาดเล็ก กลีบดอกไม้ 4-5 กลีบ ยาวราว 2 มิลลิเมตร เกสรผู้ 4-5 อัน เกสรภรรยา 1 อัน รูปลูกข่าง ข้างในมี (2-) 3-4 ช่อง ท่อ เอกสารภรรยาตอนแรกตั้งชัน ต่อมาจะโค้งงอ. ผล รูปเกือบกลมมีเนื้อ แห้งแล้วเส้นผ่าศูนย์กลาง ราวๆ 5 มิลลิเมตร

นิเวศน์วิทยา : ปลูกเป็นไม้ประดับ.
สรรพคุณ : ใบ มีกลิ่นหอมหวนสำหรับแต่งกลิ่นน้ำหอม ใช้ขับฉี่ คุ้มครองปกป้องการเกิดมะเร็งเต้านมและคุ้มครองป้องกันศีรษะล้านได้ ราก ขับฉี่ ใบ ตำเป็นยาพอกแก้แผลอักเสบ ขับฉี่

8

จงโคร่ง
จงโคร่งเป็นสัตว์สะเทินน้ำสะเทินบก มี ๔ เท้า มีกระดูกสันหลัง
จัดอยู่ในตระกูล Bufonidae สกุลเดียวกับคางคก
มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Bufo asper
บางถิ่นเรียก จงโคร่ง นกกระทาหอพักง กระหอพักง หรือ กง ก็มี
ชีววิทยาของต้องโคร่ง
จงโคร่งมีลักษณะทั่วๆไปคล้ายกับคางคกบ้าน แต่ตัวโตกว่ามากมาย เป็นสัตว์สะเทินน้ำสะเทินบก ที่มีตัวโตที่สุดในประเทศไทย มีลักษณะที่ต่างจากคางคกบ้าน หลายแบบ ที่สำคัญคือ ความกว้างของแก้วหู สั้นกว่ากึ่งหนึ่งของความกว้างของตา และก็อยู่ห่างจากตามาก สันกระดูกเหนือแก้วหูหนานมาก กระดูกหน้าผาก ระหว่างตากับหู ทั้งสองข้าง บุบ กึ่งกลาง กระดูกสันหลังมีร่องลึกกึ่งกลาง ผิวหนังใต้คอใต้ท้องมีสีชมพู ส่วนบนค่อนข้างดำ มีสีแดงเป็นหย่อมๆมากน้อยต่างกันไปแต่ละตัว มีปุ่มนูนๆอยู่ทั่วๆไป ตามส่วนบนของตัว ใต้ฝ่าตีนมีปุ่มตามข้อนิ้วมากมาย ใต้ข้อเท้ามีปุ่มใหญ่อยู่ ต้ายข้อเท้ามีปุ่มใหญ่อยู่สองปุ่ม ๒ ปุ่มได้ข้อนิ้วมีตุ่มไม่ใหญ่นัก นิ้วเท้ามีพังผืด ซึ่งระหว่างนิ้วทุกนิ้ว ตัวโตเต็มวัยที่วัดจากปากถึงก้นราว ๒๖ซม. ควรโคร่งมักอาศัยอยู่ตามซอกหินของภูเขา ที่มีป่าดงร่มเย็นเปียกชื้น ลางตัวเข้าไป อาศัยอยู่ในบ้านคน เพื่อคอยรับประทานแมลงที่มาเล่นแสง พบได้ตั้งแต่ทางภาคใต้ของเมืองไทย ลงไปจนกระทั่งนานเลเซียและเกาะ เกะสุมาตราของอินโดนีเซีย

สัตวศาสตร์เผ่าพันธุ์ของ จงโคร่ง
สมุนไพร [/b]ประชาชนทางปักษ์ใต้ โดยเฉพาะอำเภอเบตงจังหวัดยะลา มักถือกันว่าบ้านใดมีจงโคร่งอาศัยอยู่ด้วย บ้านนั้นจะร่มเย็นเป็นสุข หากคนใดกันแน่รังแกต้องโคร่ง ผู้นั้นหรือวงศ์วาน ก็จะเจอซวย ฉะนั้นเจ้าของบ้านก็เลยมักปลดปล่อยให้ควรโคร่ง อาศัยอยู่ในบ้าน เปรียบเสมือนเป็นสัตว์เลี้ยงประเภทหนึ่ง ปล่อยให้หากินแมลงที่มาเล่นแสงในบ้าน ไม่มีผู้ใดกล้ารบกวน รังควาน หรือทำร้าย หนังควรโคร่งมีต่อมยางที่เป็นพิษเหมือนหนังคางคก โจรเคยใช้หนังควรโคร่งแห้ง ผสมกับเห็ดเมาลางจำพวก ใบและยางของสมุนไพรลางอย่าง ทำเป็นชุดไฟสำหรับรม เจ้าของบ้านได้สูดดมยานี้ก็จะมึนเมา หลับ หรือหมดสติไป มิจฉาชีพก็จะเข้าไป ลักขโมยหรือชิงทรัพย์ได้ดุจตั้งใจ กรรมวิธีการแก้พิษนั้นให้กินน้ำมะพร้าวอ่อน แล้วล้างหน้าล้างตาด้วยน้ำมะพร้าวอ่อน ก็จะฝ่าฝืนได้สม่ำเสมอ แพทย์แผนไทยใช้หนังควรโคร่งแห้งผสมยาเบื่อเมา ทำให้นอนหลับใช้บำบัดรักษาโรคโรคกุฏฐัง
สัตวศาสตร์เผ่าพันธุ์เป็นยังไง
คำ “สัตวศาสตร์ชาติพันธุ์” นี้ แปลจากคำในภาษาอังกฤษว่า ethnozoologyเป็นศาสตร์ที่เรียนความเชื่อมโยง โดยตรงในด้านมุมต่างๆระหว่างกันและกัน ของพรรณ สัตว์ที่อยู่ในสภาพแวดล้อมตามธรรมชาติ กับมนุษย์ชาติพันธุ์ต่างๆดังเช่นว่าความเชื่อเรื่องสัตว์กับโชค การใช้พรรณสัตว์เป็นอาหาร เป็นยาบำบัดโรค
ชั้นสัตว์เลื้อยหรือคลาน
ชั้นสัตว์เลื้อยหรือคลาน(class Reptlia) สัตว์ในกลุ่มนี้มักถูกเรียกเป็น สัตว์เลื้อยคลาน ซึ่งไม่น่าจะถูกต้องในความจริง เพราะเหตุว่าสัตว์พวกนี้บางประเภทไหมได้แม้กระนั้นคลานไม่ได้ ตัวอย่างเช่นงูต่างๆลางจำพวกเคลื่อนโดยการเลือกคลานเพียงแค่นั้น ไม่เลื้อย ตัวอย่างเช่น เต่า จระเข้ สัตว์ที่อยู่ในกลุ่มนี้จำนวนมากเป็นสัตว์บกอย่างแท้จริง ผิวหนังเป็นเกล็ดน้ำแข็งไม่อาจจะใช้หายใจได้ หายใจทางปอด ไม่มีความเคลื่อนไหวรูปร่าง มีหัวหัวใจ ๓ หรือ ๔ ห้องไม่สมบูรณ์เป็น หัวใจมีห้องบน ๒ ห้อง ส่วน ๒ ห้องล่างแยกกันไม่สนิท นอกจากไอ้เข้ ส่วนพวกนี้คลอดลูกเป็นไข่ก่อน สัตว์เลื้อยหรือคลานที่ใช้ประโยชน์ทางยามีหลากหลายประเภท ได้แก่งูต่างๆจระเข้ ตุ๊กแก ตะพาบน้ำ แล้วก็เต่า

9

ชั้นสัตว์ปีก
ชั้นสัตว์ปีก (Class Aves) เป็นสัตว์มีกระดูกสันหลังพวกแรกที่เป็นสัตว์เลือดอุ่นมีขน(feather) ลักษณะเป็นแผงปกคลุมตัว มีปีกซึ่งเปลี่ยนแปลงมาจากขาหน้าของสัตว์จตุบาทอื่นๆปากไม่มีฟัน กระเพาะอาหารก็เลยควรจะมีลักษณะเป็นกึ๋น (gizzard) ช่วยบดอาหาร ปอดมีถุงลมแทรกอยู่ในกระดูกที่เป็นโพรง ทำให้หายใจได้ดีมากว่าสัตว์อื่น ไม่มีกระเพาะปัสสาวะ สืบพันธุ์ด้านใน คลอดลูกเป็นไข่
[url=http://www.disthai.com/]สมุนไพร
[/color] ดังเช่น ไก่ เป็ด นกต่างๆ

Tags : สมุนไพร

10

อีกากับนกกาเหว่า
กาเป็นนกที่ถูกนกกาเหว่าตกไข่และก็ให้ฟักไข่แทนสูงที่สุด นกกาเหว่าตัวเมียวางไข่ในช่วงเวลาสายหลังจากอีกาออกจากรังไปแล้ว ก่อนออกไข่ นกกาเหว่าตัวเมียเป็นต้องทำลายไข่ของอีกาทุกครั้ง ทีละ ๑ ฟอง แล้ววางไข่ของมันตามธรรมดานกกาเหว่าวางไข่เพียงแต่ ๑ ครั้งต่อรังกาแต่ละรัง แม้กระนั้นอาจมีนกกาเหว่าตัวอื่นมาวางไข่ในรังการังเดียวกันได้ ลูกนกกาเหว่าที่อีกาฟักออกเป็นตัวแล้ว มักทำลายไข่ของอีกาที่เหลืออยู่หรือลูกของอีกาเสมอ สมุนไพร รังอีกาลางรังพบมากอีกาเพศผู้แล้วก็กาตัวเมียเลี้ยงลูกนกกาเหว่า ๑ ตัว นกชนิดนี้สร้างรังตามต้นไม้สูงๆโดยการเอาก้านไม้มาขัดกันหยาบๆตกไข่ปีละครั้งละ ๓-๕ ฟอง ไข่สีฟ้าอมเขียว มีกระสีน้ำตาล ตัวเมียกกไข่ราว  ๑๘  วัน ก็เลยฟักออกมาเป็นตัว เพศผู้จะหาอาหารมาเลี้ยง จากนั้น  ๓-๔  สัปดาห์ ตัวอ่อนก็เลยเริ่มฝึกฝนบิน อีกาเป็นนกที่เฉลี่ยวฉลาด สามารถเลียนเสื่อมเสียได้เหมือนกับนกแก้วหรือนกขุนทองแม้กระนั้นอาจเลียนได้ไม่มากคำ มีนิสัยขี้ขโมยลูกนกหรือไข่นกอื่นเป็นของกิน

Tags : สมุนไพร

11

กา
มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Corvus macrorhynchos Wagler
จัดอยู่ในตระกูล  Corvidae
ที่พบในประเทศไทยมี ๒ ประเภทย่อย คือ ประเภทย่อย Corvus macrorhynchos macrorhynchos Wagler  กับประเภทย่อย  Corvus  macrorhynchos  levaillantii  Lesson   มีชื่อสามัญว่า large-billed หรือ jungle  crow

ชีววิทยาของกา
สมุนไพร อีกาเป็นนกขนาดกลาง ความยาวของตัววัดจากปากถึงปลายหางราว ๕๓ เซนติเมตร มีสีดำตลอดตัว มองเห็นเป็นมันเมื่อมีแสงสว่างจัด มีปากใหญ่ สันบนโค้งมากมายขาแข็งแรง กินอาหารทุกชนิด เจอได้ในทั่วทุกภาคของเมืองไทย ในสภาพแวดล้อมที่แตกต่าง ได้ตั้งแต่เขตกลางเมืองจนกระทั่งเขตป่าเขา

Tags : สมุนไพร

12

จำพวกเม็ด
กรวยป่า – เมล็ด ริดสีดวง
นกกระทุงลาย – เม็ด แก้ปวดตามข้อและก็กล้าม แก้ลมอัมพาต
สมุนไพร กระทมือก – เม็ด แก้เด็กท้องอืดท้องเฟ้อ ท้องขึ้น ท้องอืด ทำให้ลมผาย
ก้ามปู – เมล็ด แก้กลากเกลื้อน โรคเรื้อน
ข่อย – เม็ด เป็นยาอายุวัฒนะ บำรุงธาตุ เจริญอาหาร ขับลมผาย แก้ท้องเฟ้อ ท้องเฟ้อ
คนทีสอขาว – เมล็ด เจริญอาหาร แก้มองคร่อ โรคหืดไอ แก้ไข้สตรีมีท้อง
คำไทย – เม็ด ตัดไข้ สมานแก้ลม
คำฝอย – เมล็ด เป็นยาถ่าย ขับเสมหะ แก้โรคผิวหนัง แก้บวม ขับโลหิตรอบเดือน แก้ปวดมดลูก (ภายหลังคลอดลูกมีลักษณะปวดเกิดขึ้น)
จันทน์เทศ – เมล็ด เรียก “ลูกจันทน์” แก้ลมในกองเสมหะ จันทน์เทศ – เกลื่อนกลาดห่อหุ้มเม็ด เรียก “ดอกจันทน์” บำรุงโลหิต บำรุงผิวเนื้อให้เจริญก้าวหน้า
ชุมเห็ดไทย – เมล็ด แก้ฟกบวม บำรุงหัวใจให้สดชื่น แก้หัวใจรั่ว
เถาเอ็น – เมล็ด แก้จุกเสียด ขับลมในลำไส้ให้ผายแล้วก็เรอ แก้แน่นอืดเฟ้อ
ทองคำกวาว -เมล็ด ขับไส้เดือน แก้ผิวหนังอักเสบ

บวบขม – เมล็ด แก้หืด ขับเสมหะ
ผักกาด – เม็ด ขับเสมหะแล้วก็เลือด แก้ปอดบวม แก้กเสบ ฟกบวม
ผักชีล้อม – เม็ด ขับลมในลำไส้ แก้ธาตุพิการ แก้หอบ บำรุงปอด แก้ไอ
ผักเสี้ยนไทย – เมล็ด ฆ่าไส้เดือนในท้อง
พริกหอม – เมล็ด ขับลมในไส้ ทำให้หาวแล้วก็เรอ ขับฉี่ให้เดินสะดวก
พิกุล – เมล็ด แก้แมงรับประทานฟัน
พุทรา – เม็ด แก้ซางชัก
มะกล่ำตาหนู – เมล็ด แก้ตาแดง ตาต้อ
โมกหลวง -เมล็ด แก้ไข้ ท้องเสีย
เร่วใหญ่ -เม็ด แก้คลื่นเหียนอาเจียน ขับลมผาย ขับนมของสตรี
ลูกซัด – เมล็ด แก้ท้องเดิน กล่อมอาจม กล่อมเสมหะ เล็บครุฑ – เมล็ด ถอนพิษตะขาบรวมทั้งแมงป่อง
สมอสมุทร -เม็ด ขับไส้เดือน
สมอพิเภก -เมล็ด แก้บิดมูกเลือด
สลอดบก – เม็ด ถ่ายแรงมาก (อันตราย)
แสลงใจเครือ – เมล็ด บำรุงประสาท แก้ปวดเมื่อยบั้นท้าย แก้กระษัย แก้ฉี่พิการ (เป็นยาอันตราย)
หมีเหม็น – เม็ดแก้ปวดพิษอักเสบต่างๆ

13

ลิ่น
ลิ่น หรือนุ่ม เป็นสัตว์เลือดอุ่น
มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Manis javanica Desmarest
มีชื่อสามัญว่า Malayan  pangolin
จัดอยู่ในสกุล  Manidae
ชีววิทยาของลิ่น
ลิ่นมีลำตัวและหายาว  เวลาเดินข้างหลังจะโค้ง  ส่วนหัวและก็หางจะยืดตรง  ความยาวของลำตัววัดจากปลายปากถึงโคนหาง  ๕๐ -๖๐  เซนติเมตร  หางยาว  ๕๐ – ๘๐  เซนติเมตร  มีน้ำหนักตัว  ๖-๙  โล  ท่อนหัวเล็ก  ปากยาว  ตาเล็ก  ใบหูเล็ก  ลำตัวปกคลุมด้วยเกล็ดแข็ง สมุนไพร ใต้เกล็ดแต่ละเกล็ดมีขนเป็นเส้นๆ เกล็ดละ  ๒ – ๓  เส้น  เกล็ดสีเหลืองถึงสีน้ำตาลเข้ม  บริเวณใต้คาง  ท้อง  ภายในขาจะไม่มีเกล็ด  มีเล็บยาว  ปลายแหลมแข็งแรง  เหมาะสำหรับรื้อฟื้นดินและก็รังปลวก  ไม่มีฟัน  มีลิ้นเป็นเส้นยาว  หางปกคลุมด้วยเกล็ด  ม้วนงอจับกิ่งไม้ได้ สัตว์จำพวกนี้โตเต็มที่แล้วก็ผสมพันธุ์ได้เมื่ออายุราว  ๑.๕  ปี  ตั้งครรภ์นานราว  ๑๔๐  วัน  คลอดลูกทีละ  ๑ – ๒  ตัว  ลูกที่เกิดใหม่จะเกาะติดไปกับแม่  โดยใช้ขาหน้ารวมทั้งขาข้างหลังกอดโคนหางแม่ไว้แน่น  ลูกลิ่นดูดนมแม่ตรงรักแร้  โดยที่แม่นอนเอียงหรือนอนหงาย  แล้วก็หย่านมเมื่ออายุราว  ๓  เดือน  ลิ่นอายุยงยืนราว  ๑๐  ปี ลิ่นกินมด  ปลวก  แล้วก็แมลงเป็นอาหาร  ชอบออกหากินในกลางคืน  ส่วนกลางวันหลบนอนอยู่ในโพรงดิน  เวลาเข้านอนจะม้วนหรือม้วนตัวกลม  ใช้หางเกี่ยวก้านไม้ได้ และก็สามารถปีนป่ายต้นไม้ได้  โดยใช้เล็บตีนช่วย  ประสาทรับกลิ่นและเสียงดีเยี่ยม  โดยเฉพาะอย่างยิ่งประสาทรับกลิ่นซึ่งช่วยสำหรับในการหาอาหาร  แม้กระนั้นประสาทตาไม่ดีพบได้ในทุกภาคของประเทศไย  ในเมืองนอกพบได้ที่ลาว  กัมพูชา  เวียดนาม  มาเลเซีย  และอินโดนีเซียสัตว์ในสกุลเดียวกันนี้ที่อาจเจอในประเทศไทยอีก เป็น ลิ่นจีน  อันมีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า  Manis  pentadactyla  Linnaeus  มีชื่อสามัญว่า  Chinese  pangolin

ผลดีทางยา
หมอแผนไยใช้เกล็ดลิ่นในตำรับยาน้อยมาก แตกต่างจากยาจีนซึ่งหมอมักใช้ลิ่นเข้าตำรับยา เกล็ดลิ่นเป็นเครื่องยาที่มนตำรับยาแห่งเมืองจีนรับประกันไว้  มีชื่อยาในภาษาละตินว่า Squama  Manitis  มีชื่อสามัญว่า pangolin  scale เกล็ดลิ่นที่ใช้ในยาจีนได้จากลิ่นจีน แต่ว่าในตอนนี้เกล็ดลิ่นจากเมืองไทย  ภูมิภาคอินโดจีน  และก็แหลมมลายู ถูกส่งเข้าไปขายในประเทศจีนปีละมากมายๆ โดยมากเป็นในรูปเกล็ดที่คั่วในทรายจนกระทั่งพองก็ดีแล้วการเตรียมเกล็ดลิ่นสำหรับใช้เป็นเครื่องยานั้น อาจทำได้  ๓  วิธีหมายถึง๑. ใช้เกล็ดแห้ง  ล้างน้ำให้สะอาด  แล้วตากแดดให้แห้ง ๒. ใช้เกล็ดแห้งที่สะอาดแล้ว คั่วในกระทะทรายที่ร้อนจัด จนเกล็ดลิ่นพอง ทิ้งให้เย็น  ล้างให้สะอาด แล้วทำให้แห้ง หรือ ๓. เอาเกล็ดลิ่นที่คั่วกับทรายที่พองเต็มกำลังแล้ว จุ่มในน้ำส้มสายยกในทันที  แล้วคัดแยกออกทำให้แห้ง  เมื่อจะนำมาใช้ปรุงยาก็ให้บดเป็นชิ้นเล็กๆ
หนังสือเรียนยาจีนว่า
เกล็ดลิ่นมีรสเค็ม  เย็นน้อย  แสดงฤทธิ์ต่อเส้นตับและกระเพาะ  มีคุณประโยชน์ หมายถึง ๑.  กระตุ้นการไหลเวียนของเลือดรวมทั้งทำให้รอบเดือนเป็นประจำ  ก็เลยใช้กับสตรีในสภาวะขาดประจำเดือนแล้วก็มีก้อนในท้องเพราะเหตุว่าเลือดคั่ง  ๒. ไล่  “ลม” ที่ก่อโรคและกำจัดการอุดกันใน  “เส้น”  จึงใช้แก้ลักษณะของการปวดแล้วก็ชะตามแขนขา ๓.  กระตุ้นน้ำนม จึงใช้กับสตรีซึ่งไม่มีน้ำนมเลี้ยงลูก  และ  ๔.  ลดการบวมแล้วก็ช่วยขจัดหนองจึงใช้แก้แผลฟกช้ำต่างๆ แผลบวมมีหนอง  มักใช้ในขนาด  ๔.๕ – ๙  กรัม  ต้มน้ำดื่ม  นิยมใช้เกล็ดที่คั่วกระทั่งพอดิบพอดีแล้ว แม้กระนั้นการใช้กับสตรีในระหว่างท้อง  ควรใช้ด้วยความรอบคอบ

Tags : สมุนไพร

14

แพะเป็นสัตว์กินนม
มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Capra hircus Linnaeus
จัดอยู่ในสกุล Bovidae
มีชื่อสามัญว่า  goat
ชีววิทยาของแพะ
แพะเป็นสัตว์ที่มีรูปร่างคล้ายแกะ  แต่ว่ามีลักษณะที่ต่างกันที่เห็นได้ชัด  เป็น
๑.แพะมีหนวดเคราใต้คาง ส่วนแกะไม่มี
๒.แพะเพศผู้มีต่อมกลิ่นสาบที่ใต้โคนหาง กลิ่นสาบจะกระจายจากต่อมนี้ไปทั่วตัว เรียกกันว่า “กลิ่นแพะ” ส่วนแกะไม่มีต่อมกลิ่นดังที่ได้กล่าวมาแล้วข้างต้น
๓.แพะไม่มีต่อมกลิ่นที่หว่างกีบ แต่แกะมีต่อมกลิ่นดังที่กล่าวถึงแล้ว
๔.แพะมักมีเขาเหมือนดาบ โค้งไปข้างหลัง แกะมักมีเขาม้วนกลับไปใต้หู แม้กระนั้นก็ไม่เป็นเช่นนี้เสมอ
๕.แพะมักมีขนเป็นเส้นตรงๆ โดยมากเป็นขนสั้นๆแต่ลางจำพวกที่เลี้ยงไว้บนที่สูงอาจมีขนยาว แต่แกะมีขนม้วนดกไปตลอดตัว
 แพะบ้านที่เลี้ยงกันทั่วๆไปมีวิวัฒนาการมาจากแพะป่า ( wild  goat)  ซึ่งมีความสูง  ๗๐-๑๐๐  ซม. เขายาวโค้งไปด้านหลัง  ยาวราว  ๘๐-๑๓๐  เซนติเมตร  โค้งด้านบนคมรวมทั้งหยักเป็นคลื่น ตัวเมียมีเขาสั้น ยาวราว  ๒๐-๓๐  เซนติเมตร เขาโค้งน้อย เพศผู้มีหนวดเคราใต้คาง ไม่พบว่าตัวเมียมีหนวดเคราใต้คาง พบแพร่ระบาดตามเกาะต่างๆของประเทศกรีซ ถึงตุรกี อิหร่าน ภาคตะวันตกเฉียงใต้ของอัฟกานิสถาน โอมาน ประเทศปากีสถาน รวมทั้งรอบๆใกล้เคียงในประเทศอินเดียในปัจจุบันมีการเลี้ยงแพะบ้านกันในหลายประเทศ  บางประเทศเลี้ยงเพื่อเอาขน แต่จำเป็นต้องเลี้ยงบนที่ราบสูงที่มีอากาศหนาวเย็น บ้างก็เลี้ยงไว้กินนม บ้างก็เลี้ยงไว้รับประทานเนื้อ ชาวอิสลามถูกใจรับประทานเนื้อแพะมาก

ประโยชน์ทางยา
แพทย์แผนไทยรู้จักใช้เขาแพะแล้วก็น้ำนมแพะเป็นเครื่องยา บางขนานใช้น้ำนมแพะเป็นน้ำกระสายยาน้ำนมแพะได้จากเต้านมของแพะตัวเมียที่อยู่ในวัยเจริญพันธุ์ ตำราเรียนสรรพคุณยาโบราณว่า น้ำนมแพะมีรสหวาน ฝาด เย็น มีคุณประโยชน์แก้โลหิต แก้โรคหืดไอ แก้ท้องเดิน

15

สมุนไพรลำพันแดง
ลำพันแดงเป็นเหง้าแห้งของพืชสมุทร ซึ่งเป็นอาหารของปลาพะยูน รางถิ่นเรียบรำพัน หัวงอสมุทร ว่านน้ำทะเล เพราะมีใบเหมือนต้นหัวงอหรือ ว่านน้ำ ต้นหญ้าชะเงาใบยาวหรือต้นหญ้าพะยูน มีชื่อสามัญว่า sea acorus พืชที่ให้ลําพันแดงนี้เกิดในทะเลรอบๆที่น้ำไม่ลึกนักต้นสูงรอบๆน้ำยาว  ๒ เมตรมีชื่อวิชาพฤกษศาสตร์ว่าEnhalus acoroides (I.f) Rovle ในสกุลHydro-Charitaceae หนอนอยู่ในประเทศไทยพบบ่อยที่สมุทรจังหวัดตรังจังหวัดระยองจันทบุรีและจังหวัดตราด พืชชนิดนี้เป็นพืชใต้น้ำอายุหลายปีลำต้นเป็นเหง้าใหญ่แข็งมีเสี้ยนยาว ซึ่งเป็นส่วนของเส้นกลางใบเหลือติดอยู่เต็มไปหมดทำให้ มีลักษณะคล้ายกับขนหางหมูตำราเรียนรางเล่มจึงเรียกรำพันหางหมูมีรากใหญ่แข็งแรงยึดดินไว้แน่น ใบเป็นใบเลี้ยงคนเดียวแทงขึ้นจากเหง้ามี ๒-๗ใบเป็นแถบยาวกว้าง ๒ ถึง ๖ ซม.ยาว ๗๐ ถึง ๑๔๐ เซนติเมตรมีกาบห่อที่โคนใบ มีเส้นใบ ๑๓-๑๔ เส้นขนานไปตามความยาวของใบ ดอกแยกเพศรวมทั้งแยก ตัวอ้นกัน ดอกเพศผู้ออกเป็นช่อดอกย่อยมีขนาดเล็กมีใบเสริมแต่งใหญ่ ๒ ใบ ก้านดอกยาว ๕-๑๐เซนติเมตร มีดอกเพศผู้ที่ยังอ่อนอยู่จำนวนไม่น้อย ติดอยู่รอบแกนกลางด้านในประดับเมื่อแก่จะหลุดไปบานที่ผิวน้ำจะบานกระดกลงด้านล่างมีกลีบเลี้ยงแล้วก็กลีบอย่างละ ๑ กลีบมีเกสรเพศผู้ ๓ อัน ดอกเพศเมียมีขนาดใหญ่ กว่าก้านดอกยาวมากส่งดอกให้มาเจริญที่ผิวน้ำมีใบตกแต่งใหญ่ ๒ใบมีกลีบเลี้ยงแล้วก็กลีบดอกอย่างละ 3๓กลีบรังไข่มี ๑ ช่องดอกเพศภรรยาเมื่อได้รับการผสมเกสรที่ผิวน้ำแล้วก้านดอกจะหดสั้นเข้าดึงให้ผลไปเจริญรุ่งเรืองใต้น้ำผลมีขนาดใหญ่รูปไข่ยาวราว ๗ซม. เปลือกนอกมีขนแข็งสีดำหลายชิ้นด้านในมีเมล็ด๘-๑๔ เมล็ด

ตำราเรียนคุณประโยชน์
ยาโบราณว่าลำพันแดงมีรสเค็มเฝื่อนมีคุณสมบัติเป็นยาขับแล้วก็ถ่ายน้ำเหลืองเสียขับลมในไส้ ลำพันแดงเป็นเหง้าแห้งของพืชสมุทร ซึ่งเป็นของกินของปลาพะยูน รางถิ่นเรียบรำพัน หัวงอทะเล ว่านน้ำทะเล เนื่องจากมีใบเสมือนต้นหัวงอหรือ ว่านน้ำ ต้นหญ้าชะเงาใบยาวหรือหญ้าพะยูน มีชื่อสามัญว่า sea acorus พืชที่ให้ลําพันแดงนี้เกิดในสมุทรบริเวณที่น้ำไม่ลึกนักต้นสูงบริเวณน้ำยาว  ๒ เมตรมีชื่อวิชาพฤกษศาสตร์ว่าEnhalus acoroides (I.f) Rovle ในวงศ์Hydro Charitaceae หนอนอยู่ในประเทศไทยพบได้มากที่สมุทรจังหวัดตรังจังหวัดระยองจันทบุรีรวมทั้งตราด พืชจำพวกนี้เป็นพืชใต้น้ำอายุยาวนานหลายปีลำต้นเป็นเหง้าใหญ่แข็งมีเศษไม้ยาว ซึ่งเป็นส่วนของเส้นกลางใบเหลือติดอยู่เต็มไปหมดทำให้ มีลักษณะคล้ายกับขนหางหมูแบบเรียนรางเล่มก็เลยเรียกรำพันหางหมูมีรากใหญ่แข็งแรงยึดดินไว้แน่น ใบเป็นใบเลี้ยงคนเดียวแทงขึ้นจากเหง้ามี ๒-๗ใบเป็นแถบยาวกว้าง ๒ ถึง ๖ เซนติเมตรยาว ๗๐ ถึง ๑๔๐ เซนติเมตรมีกาบห่อที่โคนใบ มีเส้นใบ ๑๓-๑๔ เส้นขนานไปตามความยาวของใบ ดอกแยกเพศและก็แยก ตัวอ้นกัน ดอกเพศผู้ออกเป็นช่อดอกย่อยมีขนาดเล็กมีใบประดับประดาใหญ่ ๒ ใบ ก้านดอกยาว ๕-๑๐เซนติเมตร มีดอกเพศผู้ที่ยังอ่อนอยู่เยอะๆ ติดอยู่รอบแกนกลางด้านในประดับเมื่อแก่จะหลุดไปบานที่ผิวน้ำจะบานกระดกลงล่างมีกลีบเลี้ยงรวมทั้งกลีบอย่างละ ๑ กลีบมีเกสรเพศผู้ ๓ อัน ดอกเพศเมียมีขนาดใหญ่ กว่าก้านดอกยาวมากมายส่งดอกให้มารุ่งเรืองที่ผิวน้ำมีใบประดับประดาใหญ่ ๒ใบมีกลีบเลี้ยงและก็กลีบดอกอย่างละ 3๓กลีบรังไข่มี ๑ ช่องดอกเพศเมียเมื่อได้รับการผสมเกสรที่ผิวน้ำแล้วก้านดอกจะหดสั้นเข้าดึงได้ผลไปเจริญใต้น้ำผลมีขนาดใหญ่รูปไข่ยาวราว ๗ซม. เปลือกนอกมีขนแข็งสีดำเป็นจำนวนมากด้านในมีเมล็ด๘-๑๔ เม็ดหนังสือเรียนคุณประโยชน์ยาโบราณว่าลำพันแดงมีรสเค็มเฝื่อนมีคุณลักษณะเป็นยาขับและถ่ายน้ำเหลืองเสียขับลมในไส้

หน้า: [1] 2 3 4